การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้หาเสียงด้วยความระมัดระวัง เพราะมีกรอบกติกาที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดขึ้นตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำเข้าข่ายซื้อเสียง การใช้ถ้อยคำในการปราศรัยที่อาจเข้าข่ายใส่ร้ายป้ายสี การใช้งบประมาณในการหาเสียงที่ต้องระวังการใช้เกิน รวมไปถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งที่บางครั้งอาจพลั้งเผลอกระทั่งขาดคุณสมบัติ เช่น การถือหุ้นสื่อเป็นต้น การเลือกตั้งครั้งนี้และครั้งไหนๆ บรรดาพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงต้องระวังตัว
อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มิเพียงแต่พรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้นที่ต้องระมัดระวัง แม้แต่ กกต.ในฐานะผู้ออกกฎเองก็ต้องระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะทุกๆ คำสั่ง ทุกๆ การกระทำต่างอยู่ในสายตาของพรรคการเมือง และสังคม กรณีการไปตรวจงานเลือกตั้งต่างประเทศของ กกต. ในขณะที่ในประเทศต้องการคำตัดสินในเรื่องเว็บลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าล่มนั้นเป็นตัวอย่างแรก
ยังมีตัวอย่างอื่นๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่า กกต.เองก็ต้องทำหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง เช่น การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแถลงข่าวตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน 7 ล้านใบ หรือการแสดงความเป็นห่วงเรื่องการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การใช้สีในบัตรเลือกตั้ง การระบุหรือไม่ระบุข้อความลงในบัตรเลือกตั้ง รวมไปถึงกรณีที่พรรคการเมืองและผู้สมัครแสดงความสงสัยกรณีการติดรูปผู้สมัครสลับกัน หรือเอกสารที่ทำให้โลโก้พรรคซีดเกินไป หรือระบุชื่อพรรคไม่ตรงกับผู้สมัคร หรือกรณีอื่นๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เป็นระยะๆ
เท่ากับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบรอบด้านมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งมีการแข่งขันกันสูงทั้งภาพรวมและในพื้นที่ ทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง รวมถึง กกต.เองก็ต้องระมัดระวังตัว ในส่วนของ กกต. ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้าไปทุกขณะ วันที่ 7 พฤษภาคม เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศ วันที่ 14 พฤษภาคมเป็นวันเลือกตั้ง ทั้งการรักษาหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนน และการประกาศผล และการดำเนินการใดๆ จึงต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้เพราะหากผิดพลาด กกต.เองอาจถูกใบแดง เนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียไปร้องเรียน

