รทสช. ชูนโยบายหารายได้เข้าประเทศ 4 ล้าน ล. ชง ให้ ปทท.เป็นครัวอาหารฮาลาลโลก เพิ่มเงินดูแลเด็ก-ผู้สูงอายุ 1,000 บาท เงินสวัสดิการอีกหมื่นบาท อุ้มคนเปราะบาง ดันบางพลัด-บางกอกน้อยเป็นศูนย์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 พฤษภาคม ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มติชนxเดลินิวส์ ร่วมจัดดีเบตเป็นครั้งแรกในเวที “สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR” โดยยกทัพพรรคการเมืองชั้นนำครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งขุนพลเลือดใหม่ (Young blood) ขุนศึกตัวตึง-ตัวเก๋า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชันนโยบายเพื่อนับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
จากนั้น เวลา 12.30 น. เข้าสู่รอบที่ 1 เวที “Young blood วัดอนาคต” โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนคนหนุ่มสาวหน้าใหม่ ที่ลงสนามเลือกตั้งเป็นครั้งแรกแต่มีความรู้ความสามารถ ประชันนโยบายของพรรคในมุมมองที่สดใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความหวัง และการทำงาน การเมืองเชิงสร้างสรรค์ ทิศทางใหม่ๆ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต
น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี ผู้สมัคร ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า คำถามที่ได้ยินทุกครั้งเวลาที่ลงพื้นที่หาเสียง ช่วงนี้เป็นช่วงของการหาเสียง ประชาชนเจอหน้าเราทุกวัน แต่เมื่อเราได้เป็น ส.ส.แล้ว จะยังเจอหน้าอยู่ไหม ขอตอบเลยว่า วันนี้ เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี ขอมาเป็นคำตอบที่แตกต่างมาเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า นักการเมืองในฝันมีอยู่จริง ตนใช้เฟซบุ๊กไลฟ์เพื่อให้ทุกคนเห็นการทำงานที่โปร่งใส เพราะตนเชื่อว่า คนไทยถวิลหานักการเมืองที่กล้าเปิดเผย ไม่หมกเม็ด ในการลงพื้นที่ ตนได้ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ 9 ชั่วโมง เดิน 20 กิโลเมตรต่อวัน รวมระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร มีนักการเมืองถามว่า ต้องจริงจังขนาดนี้เพื่ออะไร บอกได้เลยว่า หากแค่การไปขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชน ยังทนลำบากไม่ได้ ตอนที่คุณต้องไปแก้ปัญหาให้ประชาชน คุณจะทนได้อย่างไร ตนเชื่อว่า ตนจะไปถึงหน้าประตูบ้านประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อให้รู้จักผู้สมัคร แต่ผู้สมัครต้องรู้จักและเข้าใจทุกปัญหาของประชาชน ต้องได้รับการแก้ไข ตนมีประสบการณ์ในการทำงานองค์กรเอกชนระดับโลกกว่า 20 ปี เราเอาประสบการณ์เหล่านี้มาเพื่อดูแลคนไทยทุกคน เพราะเรา พรรครวมไทยสร้างชาติ วิ่งชนทุกปัญหา พร้อมที่จะสร้างสังคมที่เท่าเทียม
ในคำถามที่ว่า ทำไมต้องเป็นรวมไทยสร้างชาติ ทำไมต้องเป็นลุงตู่ ตนขอเดาคำถามที่อยู่ในใจทุกคนว่า โคตรเบื่อ โคตรเหนื่อย 8 ปี ประเทศไทยไม่เห็นจะเจริญขึ้น คนไทยมีแต่ลำบาก ตนเข้าใจทุกคน และเข้าใจด้วยว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนมีความเห็นเหมือนกัน เพราะความจริงมีหลายมุม แต่อยากให้ทุกคนเปิดใจรับฟังข้อมูลกัน ลุงตู่พูดไม่ค่อยเก่ง ขอยอมรับ แต่ว่าเป็นคนทำจริง ทำด้วยใจที่รักชาติจริงๆ ต้องบอกว่า 8 ปีที่พูดถึง มันมีห้วงเวลาที่หายไป นั่นคือช่วงเวลาของวิกฤตโควิด ที่หลายๆ ประเทศล้ม แต่ประเทศไทยไม่ล้ม นอกเหนือจากไม่ล้มแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้ช่วงเวลานั้นในการพลิกโครงสร้างพื้นฐาน ใช้เวลาในการพัฒนาให้คนไทยมี cashless society พล.อ.ประยุทธ์คือคนที่ทำจริง ทำแล้ว ทำอยู่ และจะทำต่อแน่นอน
พรรครวมไทยสร้างชาติมีนโยบายที่โดดเด่น คือการสร้างรายได้ให้ประเทศปีละ 4 ล้านล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจเติบโต 5 เปอร์เซ็นต์ สร้างงานให้คนไทย 6 แสนกว่าตำแหน่ง ทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น 20,000 บาทต่อเดือน ถามว่าจะทำได้อย่างไร ต้องตอบว่า ณ ตอนนี้เราทำแล้ว ไม่ว่าจะระเบียงเศรษฐกิจ EEC ถ้าจะทำต่อก็ไม่ใช่เรื่องยาก ภาคตะวันออกทำแล้ว อีก 4 ภาคคือเรื่องที่จะทำต่ออย่างแน่นอน ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราได้ทำไปแล้วอย่างการฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดีอาระเบีย การฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศซาอุฯทำให้เรามีรายได้เข้าประเทศมาแล้ว 3.2 แสนล้านบาท ลองนึกว่าหากเราสานต่อจากความสัมพันธ์อันดีกับประเทศซาอุฯ แล้วทำให้ประเทศไทยเป็นครัวอาหารฮาลาลของโลก โดยมีประเทศซาอุฯรองรับมาตรฐาน จำนวนงานและเม็ดเงินที่จะเข้าประเทศมีไม่น้อย
ในเรื่องของจุลภาค ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเด็ก เราจะเพิ่มเงินเป็น 1,000 บาท และขยายเวลาไปถึงเด็กอายุ 10 ขวบ ผู้สูงอายุเราจะขยายไปเป็น 1,000 บาท ทุกคนได้เท่าเทียม ไม่มีเป็นขั้นบันได เงินสวัสดิการรัฐจะเพิ่มเป็น 1,000 บาทเช่นกัน และมีเงินฉุกเฉิน 10,000 ด้วย เพื่อให้ประชาชน กลุ่มเปราะบางไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ ในคำถามว่า หากตนเป็น ส.ส.จะทำอะไร ตนมี 5 เรื่องที่อยากจะทำ เรื่องแรกเป็นเรื่องของการเยียวยา ประชาชนที่ถูกขับไล่ที่อยู่อาศัย ต้องได้รับการดูแลและได้รับความเป็นธรรม ในเรื่องของการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ตนจะใช้ AI เพื่อเป็นช่องทางให้กลุ่มเยาวชนและสตรีที่ถูกทำร้าย สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือ ในด้านการพยาบาลและด้านความเป็นธรรม ตนจะร่างกฎหมายล่อลวงที่มีแล้วในหลายประเทศ แต่ประเทศไทยยังไม่มี ตนจะส่งเสริมกีฬามวยไทยให้ไปอยู่ในการศึกษา และจะผลักดันบางพลัดและบางกอกน้อยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

