หน้าแรก การเมือง เลือดใหม่ ลั่...

เลือดใหม่ ลั่นพอยังขัดแย้ง 20 ปี ร่ายข้อดีที่ต้องกา ‘ภูมิใจไทย’ มั่นใจ ‘อนุทิน’ ครบเครื่อง

2.05.23 | 14:55 น.

เลือดใหม่ ลั่นพอยังขัดแย้ง 20 ปี ร่ายข้อดีที่ต้องกา ‘ภูมิใจไทย’ มั่นใจ ‘อนุทิน’ ครบเครื่อง

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 พฤษภาคม ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มติชนxเดลินิวส์ ร่วมจัดดีเบตเป็นครั้งแรกในเวที “สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR” โดยยกทัพพรรคการเมืองชั้นนำครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งขุนพลเลือดใหม่ (Young blood) ขุนศึกตัวตึง-ตัวเก๋า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชันนโยบายเพื่อนับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

หลังจากแคมเปญ “มติชน : เลือกตั้ง’66 บทใหม่ประเทศไทย” เดินหน้าเปิดเวทีไฮไลต์ เริ่มจากเวทีแรก “ย้ำจุดยืน ชูจุดขาย ประกาศจุดแข็ง” เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2566 ต่อด้วยเวทีที่ 2 “วิเคราะห์ เลือกตั้ง’66” ในวันที่ 20 มีนาคม 2566 เวทีที่ 3 “ฟังเสียง New gen บทใหม่ประเทศไทย” ในวันที่ 31 มีนาคม 2566 และเวทีที่ 4 “เวทีเสียงประชาชน : นโยบายที่ใช่-สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำ” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง

โดยครั้งนี้เดินทางมาถึงเวทีที่ 5 เวทีชี้ชะตา ที่ระดมบุคคลสำคัญจาก 9 พรรคการเมือง ทั้งขุนพล-ขุนศึก-แม่ทัพ มาประชันไม้เด็ดครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายของสมรภูมิเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566

บรรยากาศเวลา 12.30 น. เข้าสู่รอบที่ 1 เวที “Young blood วัดอนาคต” โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนคนหนุ่มสาวหน้าใหม่ ที่ลงสนามเลือกตั้งเป็นครั้งแรก แต่มีความรู้ความสามารถ ประชันนโยบายของพรรคในมุมมองที่สดใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงความหวัง และการทำงาน การเมืองเชิงสร้างสรรค์ ทิศทางใหม่ๆ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต

Advertisement

นายอิทธิเดช สุพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 15 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เบอร์ 9 กล่าวว่า วันพรุ่งนี้เราอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร ตนเกิดและเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อแม่เป็นข้าราชการ อยากจะได้อะไรมาสักอย่างต้องเก็บหอมรอมริบ ประหยัดอดออม

อิทธิเดช สุพงษ์

“ผมจึงเข้าใจชีวิตมนุษย์เงินเดือน เข้าใจว่าคนหาเช้ากินค่ำหาเงินไม่ได้ง่ายนัก ผมเรียนจบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เพราะมีความฝันว่าวันหนึ่งอยากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด อยากช่วยดูแลประชาชน และจบ ป.โท สาขาสื่อสารองค์กร จาก ม.ธรรมศาสตร์ ได้ทุนจากรัฐบาลเกาหลีให้ไปเรียน ป.โท อีกใบในสาขาการพัฒนา

“ผมเคยทำงานในบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ แต่ยอมตัดสินใจลาออกรับราชการเพื่อตามความฝันเป็นเวลา 20 ปี ได้ทิ้งประสบการณ์กว่าครึ่งชีวิตในตำแหน่ง ผอ.กลุ่มงาน สำนักเลขาธิการนายกฯ เพื่อมาทำงานการเมือง เพราะผมเชื่อในความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จริงไม่มีอาชีพไหนทำได้ดีเท่ากับนักการเมือง แต่เราจะต้องอยู่ในที่เป็นไปได้ พรรคการเมืองในอุดมคติของผมต้องมีความคิด มีกำลังคน มีประสบการณ์ และมีศักยภาพ เชื่อในประชาธิปไตย เป็นพรรคของพลเรือนที่เคารพในระบบรัฐสภา มีความเป็นเอกภาพ ไม่ขัดแย้งภายในพรรค และพรรคนั้นคือ ภูมิใจไทย” นายอิทธิเดชกล่าว

นายอิทธิเดชกล่าวต่อว่า ถ้าตั้งคำถามว่าพรุ่งนี้ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร วันนี้ต่างหากไทยเป็นอย่างไร เราพอหรือยังที่จะจบความขัดแย้งยาวนานร่วม 20 ปี ที่ทำให้ผู้บริหาร ประชาชน ไม่มีสมาธิโฟกัสการพัฒนาประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

อิทธิเดช สุพงษ์

“วันนี้ไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน เราจำเป็นต้องมีพรรคและนักการเมืองของทุกคน ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ มีผู้นำที่สามารถประสานคนทุกรุ่น ทุกวัย ทุกความเชื่อ ทุกสถานะทางสังคม พรรคจะนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งและวิกฤตเศรษฐกิจ สร้างทางออก และมีทางเลือกให้ประชาชน

“ผมเชื่อว่าเราสามารถเป็นทั้งผู้ทำและผู้ทำให้สำเร็จได้ ด้วยนโยบายที่เราเน้นการตั้งหลัก ฟื้นฟู และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่นโยบายขายฝัน ทำได้จริง เห็นผลเร็ว ไม่สร้างภาระการคลังให้ประเทศ ไม่ทิ้งมรดกบาปให้กับลูกหลานต่อไป

“นโยบายเราเน้นสร้างความเข็มแข็งอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ชั่วคราว แบ่งเป็น ระยะสั้น และยาว ในระยะสั้น นโยบายที่เป็นเรือธงคือพักหนี้ 3 ปี 1 ล้าน และเงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท เพราะเราเข้าใจดีว่าพี่น้องส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจต่อรองกับสถาบันการเงิน ขอ ‘ปรับโครงสร้างหนี้’ หรือขอวงเงินกู้ได้ แต่ว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะทำหน้าที่นั้น” นายอิทธิเดชกล่าว และว่า เรามีนโยบายลดภาระพลังงาน จะติดตั้ง “โซลาร์รูฟ” ให้ทุกครัวเรือน โดยใช้พลังงานแสดงอาทิตย์ ซึ่งจะลดค่าไฟได้อย่างน้อย 450 บาท พ่วงกับการรับ “สิทธิซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ในราคา 6,000 บาท 60 งวด หรือ 100 บาท/งวด จะช่วยประหยัดค่าน้ำมันรถ เป็นสังคมพลังงานทางเลือก

นายอิทธิเดชกล่าวว่า เรามีนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่นด้วยการกระจายอำนาจสู่ความเจริญ กับนโยบายที่เรียกว่า “ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน” ประชาชนสามารถจ่ายภาษีให้กับจังหวัดที่ต้องการพัฒนาได้ นโยบาย “เกษตรกรร่ำรวย” เกษตรกรสามารถรู้ราคาก่อนปลูก รับเงินก่อนขาย และเมื่อเสียหายก็มีประกัน “โครงการแลนด์บริดจ์” เชื่อมทะเลฝั่งอันดามัน กับอ่าวไทย สร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

นายอิทธิเดชกล่าวด้วยว่า ส่วนด้านสุขภาพเราจะจัดตั้ง “ศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอ” จัดตั้ง “เครื่องฉายสีมะเร็งทุกจังหวัด” ติดตั้งเครื่องกรองน้ำทุกหมู่บ้าน ลดภาระค่าใช้จ่ายทุกครัวเรือน และมอบกรมธรรม์ ประกันชีวิตให้กับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถกู้ได้ 20,000 และเมื่อเสียชีวิตได้ 100,000 ส่วนที่เหลือ คือมรดกของลูกหลานได้รับต่อไป

อิทธิเดช สุพงษ์

“สิ่งที่ผมจะผลักดันถ้าได้เป็น ส.ส.คือการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิต่างๆ โดยเฉพาะสมบัติและภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะสมุนไพรเราต้องยกระดับไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ ทางด้านการแพทย์และสุขภาพ เราจะใช้ไบโอเทคโนยีเข้ามาส่งเสริมเรื่องนี้ สร้างเถ้าแก่น้อยและผู้ประกอบการใหม่ ชูศักยภาพของไทย ให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพที่โดดเด่นในระดับโลก ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นเฉพาะแค่ในสภา แต่จะเกิดขึ้นทั้งในชุมชน สถานศึกษา สถานประกอบการ และตลาดการค้า” นายอิทธิเดชกล่าว

นายอิทธิเดชกล่าวต่อว่า นโยบายทั้งหมดนี้นำเสอนผ่านแคนดิเดตนายกฯที่ชื่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นี่คือแคนดิเดตที่มีความพร้อมที่สุดที่จะเป็นนายกฯ

“ข้อที่ 1 ท่านมีความครบเครื่อง ทั้งเรื่องวัยวุฒิ ประสบการณ์ คุณวุฒิ เคยผ่านทั้งงานภาครัฐ เอกชน เป็นผู้ประกอบการที่สามารถนำพาองค์กรฝ่าวิกฤต นำพาประเทศฝ่าวิกฤตจนได้รับการยอมรับจากนานาชาติ 2.ท่านเป็นผู้รับรู้และเข้าใจปัญหาของประชาชน 3.ท่านมีความเป็นผู้นำ สามารถเชื่อมโยงคนทุกระดับได้ สามารถยืนอยู่ในเวทีสากล ท่านเป็นคนที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และเคารพกติกาเสมอ เป็นผู้ฟังที่ดี เป็นคนที่ทำให้คนทุกรุ่นเชื่อมโยงกันได้ ไม่สร้างความขัดแย้ง ทำให้ทุกคนสามารถเดินหน้ารับฟังความเห็นต่างไปด้วยกัน

“14 พฤษภาคมนี้ เราไปเลือกตั้ง ใครอยากเปลี่ยนแปลงประเทศให้เข้าคูหา หาพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 7 และเลือกผมเป็น ส.ส.เขต 15 กทม. พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 9” นายอิทธิเดชกล่าว