บี พุทธิพงษ์ เทียบปม ‘ตะวัน-แบม’ เหมือนเจอป้ายเตือนแต่ดึงดัน ‘เดินลงเหว’ ยัน ถมให้ไม่ได้ แต่จะเปิดพื้นที่
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 พฤษภาคม ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มติชนxเดลินิวส์ ร่วมจัดดีเบตเป็นครั้งแรกในเวที “สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR” โดยยกทัพพรรคการเมืองชั้นนำครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งขุนพลเลือดใหม่ (Young blood) ขุนศึกตัวตึง-ตัวเก๋า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชันนโยบายเพื่อนับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
บรรยากาศเวลา 12.30 น. เข้าสู่รอบที่ 1 เวที “ Young blood วัดอนาคต”
จากนั้น เวลา 14.30 น. เข้าสู่รอบ 2 เวที “ขุนศึก ประจัญบาน” โดยบุคคลสำคัญในแต่ละพรรคฯ ร่วมประชันประเด็นหลักที่พรรคใช้หาเสียง อธิบายเหตุผลในการเลือกใช้กลยุทธ์-นโยบายในช่วงโค้งสุดท้าย พร้อมดีเบตโต้แย้งกับตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งในประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล, นายเกียรติ สิทธีอมร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 พรรคประชาธิปัตย์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง กทม.พรรคภูมิใจไทย, น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย, นายชาติชาย พยุหนาวีชัย กรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ พรรคชาติไทยพัฒนา, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ นายวินท์ สุธีรชัน ทีมเศรษฐกิจพรรครวมไทยสร้างชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ การตอบคำถามของตัวแทนกลุ่ม C โดยคำถามแรกในประเด็นการเมือง คือ “เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเรียกร้อง และการเห็นต่างของ แบม ตะวัน มีแนวทางในเรื่องนี้อย่างไร”
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หรือ บี ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง กทม.พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ก่อนอื่นที่เราจะพูดถึงข้อเรียกร้องของตะวันและแบม แทนที่จะถามเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ดีกว่าไหมถ้ามาคิดกันว่า การบริหารจัดการความเห็นต่าง ทำอย่างไร ไม่ใช่ผลักดันคนที่เห็นต่างไปเป็นศัตรู
นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า เรื่องที่ 2.ต้องมองข้อเรียกร้องของน้องๆ คืออะไร
“ถ้าผมจำไม่ผิด อย่างที่ 1 เขาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 2.ยุติการดำเนินคดีต่อน้องๆ และคณะ 3.ยกเลิกมาตรา 112
ใน 2 เรื่องหลัง ผมขออนุญาตยกไว้ก่อน เพราะพูดไม่ทันใน 2 นาที แต่คิดว่าเป็นหลักการ กลับมาที่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ผมเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมมีความจำเป็นต้องแก้ไขในบางเรื่อง เช่น การบังคับใช้กฎหมาย วันนี้หลายๆคนพูดว่า โดนรังแก ก็ต้องไปถามว่า ใครรังแกรังแกแบบไหน แล้วก็ต้องดำเนินการ เราต้องยอมรับว่าท่านอยู่ฝ่ายค้าน ท่านต่อต้าน วันนึงถ้าท่านกลับมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีคนคิดต่างเหมือนกัน ต้องบริหารจัดการเรื่องนี้ให้ได้ เพื่อประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้”
นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ประการที่ 2.มุมมองของรัฐบาลก็สำคัญ การเป็นผู้นำ ต้องเปิดพื้นที่ให้พี่น้องประชาชนแสดงความเห็นต่างและดูต้นเหตุด้วยว่า สาเหตุที่ออกมาเรียกร้องเรื่องอะไร
“อย่างที่เขาบอกว่าโดนดำเนินคดี ก็ต้องถามว่า ต้นเหตุคืออะไร เหมือนกับ เขียนป้ายติดไว้ว่า ‘ห้ามเดินไป จะลงเหว’ แต่ปรากฏว่าตัดสินใจลงไปแล้ว ถามว่าเราจะถมเหวหรอ ไม่ได้ เราต้องเปิดพื้นที่ เพราะฉะนั้น ผู้นำต้องทำให้เป็นตัวอย่าง
วันนี้เรามาดีเบต กระบวนการเลือกตั้งมีแล้ว ถามว่าวันนี้เรามาดีเบต เห็นต่างกัน ทำไมยืนคู่กันได้ ไม่ทะเลาะกันหรอ นี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย เราต้องเอาแบบนี้มาใช้” นายพุทธิพงษ์กล่าว
นายพุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนว่าจะไม่พูด แต่วันนี้คงต้องพูด เรื่อง ม.112 ตนพูดแต่แรกว่า คนเราทุกคนมีกฎหมายคุ้มครอง ไม่มีประเทศไหนหรอก หรือแทบนับไม่ได้ ที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองประมุขของประเทศ คิดว่าประเทศนี้ควรจะมี
“กลับไปที่คำถามว่า ที่ว่าน้องสองคน โดนดำเนินคดี ก็ต้องไปดูว่าเขาก้าวข้ามเกินไปไหม กฎหมายเป็นอย่างไร โดนรังแกใช่ไหม ก็ต้องสู้ไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ผมเชื่อว่า ถ้าอยู่ในกรอบ ไม่ได้มีเจตนาก้าวล่วง สู้ด้วยการเลือกตั้ง ก็ไม่มีหตุผล ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแก้ เราก็อยู่ของเรา ปัญหาปากท้องเยอะแยะ ทำไมต้องเอาเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไข เพราะเราบอกว่า ประมุขอยู่เหนือการเมืองไม่ใช่หรือ” นายพุทธิพงษ์กล่าว

