หน้าแรก การเมือง เกียรติ ชี้ ห...

เกียรติ ชี้ หากติดยึดแต่จะล้างแค้นจะขัดแย้งไม่มีวันรู้จบ ย้ำ ไม่ขึ้นภาษีเด็ดขาด ชูเรียนป.ตรี อาชีวะ 12 สาขาฟรี

2.05.23 | 16:53 น.

เกียรติ ชี้ หากติดยึดแต่จะล้างแค้นจะขัดแย้งไม่มีวันรู้จบ ย้ำ ไม่ขึ้นภาษีเด็ดขาด เน้นทำข้อตกลงระหว่างประเทศหารายได้เข้าปท. ชูนโยบายเรียนป.ตรี อาชีวะ 12 สาขาฟรี และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 พฤษภาคม ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มติชนxเดลินิวส์ ร่วมจัดดีเบตเป็นครั้งแรกในเวที “สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR” โดยยกทัพพรรคการเมืองชั้นนำครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งขุนพลเลือดใหม่ (Young blood) ขุนศึกตัวตึง-ตัวเก๋า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชันนโยบายเพื่อนับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ต่อมา เวลา 13.35 น. เข้าสู่รอบ 2 เวที “ขุนศึก ประจัญบาน” โดยบุคคลสำคัญในแต่ละพรรคฯ ร่วมประชันประเด็นหลักที่พรรคใช้หาเสียง อธิบายเหตุผลในการเลือกใช้กลยุทธ์-นโยบายในช่วงโค้งสุดท้าย พร้อมดีเบตโต้แย้งกับตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งในประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ในคำถามแรกที่ว่า ผู้มีส่วนร่วมกับการทำรัฐประหารควรถูกลงโทษย้อนหลังหรือไม่ และถ้าเกิดรัฐประหารขึ้นอีกพรรคของคุณจะมีจุดยืนอย่างไร นายเกียรติ สิทธีอมร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวว่า ถ้าสังคมนี้ยังติดยึดอยู่กับการล้างแค้นเราจะขัดแย้งไม่มีวันรู้จบ เชื่อว่าทุกคนยื่นอยู่บนโพเดียมไม่มีใครเห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่มีแม้แต่คนเดียว และทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ก็ไม่เชื่อว่ามีใครเห็นด้วย แต่ถ้าถามคำถามเช่นนี้ จะไปลงโทษย้อนหลังหรือไม่ ต้องถามกลับว่าคนที่สร้างเงื่อนไขให้ปฏิวัติลงโทษด้วยหรือไม่ เพราะทุกครั้งที่มีการปฏิวัติมีการอ้างการคอร์รัปชัน มีการอ้างเผด็จการรัฐสภา มีการอ้างความไม่เป็นประชาธิปไตยรูปแบบอื่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราไม่เห็นด้วยกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสิ่งที่ไม่ดี แต่จะเดินไปข้างหน้าด้วยความต้องการที่จะเช็คบิลใครคนใดคนหนึ่ง ประเทศนี้จะขัดแย้งไม่รู้จบ ผมได้มีโอกาสไปหลายเวทีดีเบต รู้สึกว่ากำลังไปในทิศทางเอามัน ประเทศเสียหายก็ช่างมัน ไม่ควรนะครับ วันนี้เราควรจะมองไปสู่อนาคต ว่าแต่ละพรรคการเมืองที่เสนอตัวเข้ามาจะทำอะไรให้กับประเทศนี้ นั้นคือเหตุผลที่เราบอกว่าเราเอาอย่างเดียว คือ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายเกียรติ กล่าวต่อว่า คนที่รัฐประหารแล้วไม่ต้องรับผิดชอบที่สามารถรอดตัวไปได้ เพราะว่า มีการรื้อรัฐธรรมนูญหรือล้มทิ้งเลย แล้วมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 ถ้าไม่ผ่านประชามติคงไปไม่รอด เผอิญผ่านประชามติกว่า 60% เห็นชอบ เพราะฉะนั้น วันนี้เดินไปข้างหน้าทางออกเดียวที่สำคัญที่สุด คือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านสสร. ไม่ใช่ร่างกันเอง แล้วต้องใส่กลไกเข้าไปข้างในทั้งหมดที่ไม่ให้มีการสามารถไปฉีกรัฐธรรมนูญ หรือปฏิวัติ รัฐประหารได้อีก

Advertisement

นายเกียรติ กล่าวตอบในคำถามที่ว่า นโยบายการเมืองที่พรรคการเมืองหาเสียงมีข้อเสนอที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จะหารายได้มาทดแทนด้วยการขึ้นภาษีหรือไม่ว่า “ฟังคำพูดผมให้ชัดๆ นะครับ “ไม่ขึ้นภาษีเด็ดขาด” พรรคประชาธิปัตย์มีความชัดเจน ถามว่าทุกพรรคเห็นตรงกันหรือไม่ว่าต้องกระตุ้นเศรฐกิจ แต่วิธีของประชาธิปัตย์คือการเกลี่ยเงินที่มีอยู่แล้วในระบบที่ไม่ได้ใช้มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจให้โตเกิน 5% ซึ่งเกลี่ยได้ 1 ล้านล้านบาท ไม่ต้องกู้เพิ่ม แต่มีเงินมาอัดฉีดเข้าไปในระบบ 1 ล้านล้านบาท  จะทำให้เศรษฐกิจโตได้ 5% ตามเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ การจะขึ้นยภาษีต้องเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจดี และมีเป้าหมายที่จะเกลี่ยภาษีไปทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ของอนาคต หรือไปรองรับสวัสดิการบางประเภท ณ วันนี้ ในสี่ปีข้างหน้า ยังไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ทั้งสิ้น เราสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มเติมขึ้นอีก โดยการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศ คือ การเพิ่มภาคการส่งออก ลดต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ทำให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นตอนนั้น FTA ที่ผมเจรจาไว้กับ EU ตกลงกันไว้หมดแล้ว แต่ชะงักเพราะรัฐประหาร เขาไม่เจรจากับเราต่อ อันนี้เป็นอุปสรรค ถ้าเดินตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2009-2011 วันนี้เราล้ำหน้าประเทศอื่นไปหมดแล้ว ฉะนั้นจะเน้นในเรื่องการทำข้อตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทยเพิ่มเติมในกลุ่มประเทศยูเรเซีย อีกหลายประเทศทำได้ ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศด้วยซ้ำไป

ต่อยอดจากสิ่งที่พูดไป สิ่งที่ต้องทำคือการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ตอนนี้มีโครงสร้างภาษีในบางเรื่องที่ไม่เป็นธรรม บางเรื่องต้องนำภาษีอัตราก้าวหน้ามาดู ในเรื่องภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดกต้องมีการปรับปรุง สิ่งเหล่านี้ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นธรรมมากขึ้น ประการที่สอง การปรับ/ปฏิรูปเรื่องการใช้งบประมาณ เพราะ ที่ผ่านมาเป็นระบบที่เจ้ากระทรวงหรือในกระทรวงทำขึ้นมาจากข้างล่าง จากคนในกระทรวงไม่ใช่ประชาชนเรียกร้องเข้ามา ต้องให้สะท้อนความต้องการของประชาชนมากขึ้น ระบบราชการต้องแก้ ต้องเป็น GovTech และเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ GovTech ในการบริการประชาขน ต้องไม่ใช่ One Stop Service แต่ต้องเป็น No Stop Service คือไม่ต้องไปหน่วยงานราชการเลยแม้แต่นิดเดียว นายเกียรติกล่าว

ในคำถามสุดท้ายว่า จะปฏิรูปการศึกษา-เปลี่ยนหลักสูตรโดยเอาวิชาอะไร และเพิ่มวิชาใด นายเกียรติกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดในการศึกษาคือเด็กจบมาแล้วมีงานทำ ทำงานแล้วตรงกับความต้องการของตลาด และประสบความเสร็จในชีวิตการทำงาน แต่สิ่งที่ขาดไปเลยในวันนี้ คือ การทำงานเป็นทีม เด็กมักจะอยู่ด้วยตัวคนเดียว การทำงานเป็นทีมน้อยลงไปมาก ถามว่าวิชาใดอยากจะเพิ่ม หน้าที่พลเมืองเอาให้เข้ม เรารู้จักแต่สิทธิ แต่หน้าที่อ่อนมาก เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็ได้มีโอกาสพูดคุย ผมมีลูก 5 คน ไม่ได้แปลกใจกับสิ่งที่เป็นผลผลิตของประเทศเรา แต่เราต้องปรับให้สอดคล้องกับสาขา ประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทยถ้าเราไม่รู้ที่มาของประเทศว่าเป็นอย่างไร น่าเสียดาย น่าเสียใจที่สุด ฉะนั้นประวัติศาสตร์เราต้องแม่นยำ ประวัติศาสตร์ของเรามีหลายกรณีที่อาจจะไม่แม่นยำเพียงพอ บทบาทของสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีการเรียนรู้ต้องปรับ เราเรียนรู้ต้องเป็นวิธีถกแถลง ไม่ใช่เป็นท่องจำ ท่องจำน้อยลง แต่ถกแถลงมากขึ้น ภาษาเทคโนโลยีเราอาจจะน้อยเกินไป Coding เป็นเรื่องสำคัญสำหรับบางกรณี สายวิทยาศาสตร์เราน้อย สายศิลป์เราเยอะ แต่ความต้องการของประเทศในการจะนำประเทศไปข้างหน้าสายวิทยาศาสตร์ต้องมีมากขึ้น ต้องเก่งขึ้น ปริญญาต้องเป็นเรื่องรอง แต่ทักษาต้องเป็นเรื่องหลัก เราเรียนเพื่อได้ปริญญาเท่านั้น แต่ตกงานไม่มีประโยชน์ ทั้งนี้การเรียนรู้ การเรียนปริญญาตรี อาชีวศึกษา 12 สาขาที่ต้องการพรรคประชาธิปัตย์ให้เรียนฟรีจนจบมหาวิทยาลัย และเครื่องมือในการยกระดับวุฒิการศึกษา

ประเด็นที่อยากจะเพิ่มเติม คือ นโยบายการศึกษาต้องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สามารถใช้เทคโนโลยีได้ เด็กทุกคนในประเทศต้องสามารถเรียนรู้จากครูที่เก่งที่สุดทั้งในไทย และในโลก เดี๋ยวนี้โลกไปไกลแล้ว เราสามารถเรียนคอร์สจาก Harvard ได้โดยนั่งอยู่ที่กรุงเทพ เป็นการใช้เทคโนโลยีมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากนั้นต้องสร้าง Incubator สำหรับนักทำธุรกิจและสตาร์ทอัพ ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ได้ผลดีที่สุดในการผลิตเด็กขึ้นมา มีที่ประเทศแคนนาดา สหรัฐอเมริกา อังกฤษ โดยมีหลักคิดคือ ทำงานไป ฝึกงานไป พอจบมาสามารถทำงานได้เลย นี่คือนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์