หน้าแรก การเมือง สุวัจน์ งัดไม...

สุวัจน์ งัดไม้เด็ด ฟาดปม ศก. มั่นใจ โคราชโนมิกส์ พลิกยุคทองให้อีสาน

2.05.23 | 18:51 น.

สุวัจน์ งัดไม้เด็ดสารพัด ฟาดปม ศก. มั่นใจ โคราชโนมิกส์ พลิกยุคทองให้อีสาน พูดตรง ๆ กระทรวงอะไรก็เอา ขอแค่ได้ทำงาน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 พฤษภาคม ที่รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ มติชนxเดลินิวส์ ร่วมจัดดีเบตเป็นครั้งแรกในเวที “สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR” โดยยกทัพพรรคการเมืองชั้นนำครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งขุนพลเลือดใหม่ (Young blood) ขุนศึกตัวตึง-ตัวเก๋า และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชันนโยบายเพื่อนับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ต่อมาเวลา 15.40 น. เข้าสู่รอบที่ 3 เวที “แม่ทัพ วิสัยทัศน์และสัญญาประชาคม” โดยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคขึ้นเวทีปล่อยของ เรียกคะแนนให้ได้มากที่สุด ว่าถ้าได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 จะทำอะไร อย่างไร ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่บทใหม่ที่เข้มแข็งและยั่งยืน

โดย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ แคนดิเดตนายกพรรคชาติพัฒนากล้า และประธานพรรคชาติพัฒนากล้าระบุว่า
มีทั้งหมดสี่เรื่องที่จะพูดถึงนโยบายถ้าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องแรกคือเรื่องของเศรษฐกิจ วันนี้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ถ้าหากมองย้อนกลับไปในยุคที่พลเอกชาติชาย ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงนั้นประเทศไทยมี GDP เติบโตขึ้นปีละ 10% สามปีซ้อน ประเทศไทยจึงได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย หลังจากนั้นเมื่อเกิดการรัฐประหาร ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอย
“สาเหตุสำคัญคือ เราตามไม่ทันยุคของเทคโนโลยีและดิจิทัล ประเทศไทยอยู่ในยุคของการปฏิวัติครั้งที่ 4 จากนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่ส่งผลให้รัฐบาลเป็นหนี้ทั้งหมด 60% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงมาก” นายสุวัจน์กล่าว

นายสุวัจน์อธิบายต่อว่า ในแต่ละปีประเทศไทยเหลืองบประมาณของแผ่นประมาณ 20% เท่านั้น ที่สามารถนำมาลงทุนได้ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) อย่างน้อย 35% ทั้งหมดชี้ให้เห็นภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นจากปัญหาภายในของประเทศ ถ้าหากมองดูปัญหาภายนอกควบคู่ไปด้วย จะเห็นได้ว่า ขณะนี้โลกเกิดประเด็นในเรื่องของสงครามจริง กับสงครามการค้า หรือเรื่องของพลังงาน และการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการจับขั้วทางเศรษฐกิจใหม่

Advertisement

“จากนี้ทุกประเทศจะต้องใช้จ่ายเงิน และมีการปรับโครงสร้างภาษี เปลี่ยนรูปแบบการทำอุตสาหกรรมธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล่มสลายของสถาบันการเงินต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีกับระบบเศรษฐกิจ” นายสุวัจน์กล่าว

นายสุวัจน์กล่าวว่า ต่อจากนี้ประเทศไทยจะต้องฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ จะต้องสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจใหม่ และสังเกตว่ามีสิ่งใดที่ประเทศสามารถนำมาต่อสู้กับประเทศอื่นได้ หาจุดแข็ง หาตัวตน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้มแข็ง และซอฟต์เพาเวอร์ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ซึ่งตนมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งหมด 3 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องเกษตร อาหาร ถัดมาคือเรื่องของการท่องเที่ยว สุดท้ายคือซอฟต์เพาเวอร์

จุดแข็งแรก คือ เรื่องการเกษตรและอาหาร นายสุวัจน์อธิบายว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลก แต่ส่งออกวัตถุดิบทางด้านเกษตรเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้นำมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือทำให้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น มันสำปะหลัง 1 ปี ผลิต 5 ล้านตัน มีเพียง 1 ล้านตันเท่านั้นมีนำมาผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรม และมีมูลค่าของ 1 ล้านตันนั้นเท่ากับ 4 ล้านตันที่ประเทศไทยส่งออกเป็นวัตถุดิบ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะสามารถใช้ศักยภาพความเป็นมหาอำนาจด้านเกษตร และสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการแปรรูป ทุกวันนี้แรงงานภาคเกษตร 32% มีผลผลิต หรือ GDP เพียง 8% เท่านั้น รายได้ของประเทศ 8% เกิดจากคน 32% ของประเทศ จุดนี้จะเห็นถึงความไม่สมดุล เพราะฉะนั้นหากเปลี่ยนกระบวนการของอุตสาหกรรม พร้อมกับยกระดับความเป็นมหาอำนาจทางด้านเกษตร ข้าว อ้อย ยาง มัน น้ำมันปาล์ม จะสามารถเพิ่ม SME เพิ่มผู้ประกอบการ และเพิ่มรายได้ ซี่งเกษตรกรของประเทศจะร่ำรวยอย่างมหาศาลด้วยนโยบายนี้

จุดแข็งถัดมาคือ การท่องเที่ยว นายสุวัจน์อธิบายว่าประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน สร้างรายได้ทั้งหมด 2 ล้านล้าน แปลงเป็น GDP คือประมาณ 15% ซึ่งภายใน 4 ปีนี้ สามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวเป็น 70 ล้านคน เคยอยู่ประเทศไทย 10 วัน ขยายเป็น 12 วัน เคยใช้จ่ายวันละ 5,000 บาท ขยายเป็น 6,000 บาท เพียงเท่านี้จาก 2 ล้านล้าน บาท กลายเป็น 5 ล้านล้าน บาท การท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นมาถึง 30% ของ GDP ต้องใช้การท่องเที่ยวเป็นการกระตุ้น ฟื้นฟู และสร้างฐานเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

จุดแข็งสุดท้าย คือ ซอฟต์เพาเวอร์ นายสุวัจน์ระบุว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยซอฟต์เพาเวอร์ ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ ดนตรี อาหาร วัฒนธรรม และโอท็อป ซึ่งจะต้องนำพลังของซอฟต์เพาเวอร์มาเป็นพลังทางเศรษฐกิจ

“ดังนั้นเกษตร อาหาร ท่องเที่ยว และ ซอฟต์เพาเวอร์ นี่คือจุดแข็งทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งจะนำมาทำเป็นแพลตฟอร์มใหม่” นายสุวัจน์กล่าว

นายสุวัจน์ อธิบายถึงนโยบายถัดมาว่า คือลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาค ได้รับโอกาสในการพัฒนาให้เท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย ชนบทกับเมืองต้องเหมือนกัน

ต่อมา นายสุวัจน์กล่าวถึงนโยบายที่ว่าด้วยเรื่องต่างประเทศว่าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ มีข้อตกลงการค้าใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังมีการจับขั้วทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นนโยบายต่างประเทศของพรรคจะต้องเป็นไปในเชิงรุก พร้อมกับสร้างบทบาทให้ประเทศไทยได้มีบทบาทบนเวทีต่างประเทศ เพื่อที่จะได้อยู่ในระยะห่างที่เหมาะสม และสามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ประเทศไทยต้องกลับมาเป็นหนึ่งในอาเซียน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งอาเซียน แต่ในทางกลับกันบทบาทของประเทศไทยในอาเซียนนั้นเบาบางลง ประเทศเทศไทยจะต้องกลับมาเป็นผู้นำอาเซียน และใช้อาเซียนเป็นเกราะป้องกันทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังสามารถลดยุทโธปกรณ์ทางด้านทหาร ซึ่งจะสามารถลดงบประมาณได้เยอะ

นโยบายสุดท้าย เรื่องของการเมืองในปัจจุบันที่มีความขัดแย้งมาเกือบ 20 ปี เหมือนก้อนกรวดในรองเท้า และเดินไม่ถนัด ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความขัดแย้งทางการเมือง การเมืองต้องพูดคุยกันได้ และทำหน้าที่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ หากการเมืองเข้มแข็งจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ ให้ลุล่วงได้

“เครื่องมือที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่งที่จะนำมาช่วยในการลดความขัดแย้งและการเหลื่อมล้ำ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นในยุคที่มีรัฐประหาร ทุกวันนี้ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่ไหวแล้ว ดังนั้นเราสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนโยบายเหล่านี้ของพรรคชาติพัฒนากล้าจะก่อให้เกิดบทบาท ทั้งยังเป็นนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้” นายสุวัจน์กล่าว

สำหรับคำถามที่ว่าเมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า โคราชโนมิกส์ จะช่วยให้ชาติพัฒนากล้า รักษาฐานที่มั่น จ.นครราชสีมา ได้ในคราวนี้

นายสุวัจน์กล่าวว่า ในทางการเมือง เขาบอกว่า ถ้าแก้ไขปัญหาความยากจนในภาคอีสานได้ประเทศไทยก็จะหลุดพ้นจากความยากจน ฉะนั้น นโยบายโคราชโนมิกส์ เป็นนโยบายที่จะสร้างภาคอีสาน สร้างโคราชให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจทางด้านการลงทุน คล้ายๆ กับ EEC ขึ้นที่ภาคอีสาน เหมือนกับนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เหมือนเปิดประตูอีสาน สู่อินโดจีน ที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ทำสำเร็จ เศรษฐกิจยุคนั้นเป็นยุคทอง เพราะผู้นำมองตลาดการค้าออก มองอินโดจีนออกและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แล้วชวนคนมาลงทุน ส่งสินค้าไปขายอินโดจีน นี่เป็นเหตุผลสำคัญในช่วงนั้นเศรษฐกิจในอีสานดีมาก

 

“แต่วันนี้อีสานไม่เหมือนเดิมแล้ว เปลี่ยนแปลงไป คู่ขาคู่ลงทุนของอีสานไม่ใช่อินโดจีน แต่คือจีน วันนี้ถ้าเกิดเราต่อมอเตอร์เวย์ ต่อรถไฟความเร็วสูง ต่อรถไฟทางคู่ ไปถึงแค่หนองคาย ภาคอีสานสามารถเชื่อมกับจีนได้เลย เพราะจากจีนมีรถไฟความเร็วสูงไปถึงกรุงเวียงจันทน์ จากยูนนาน จากคุนหมิง ฉะนั้น หมายความว่าวันนี้ถ้าเราเชื่อมทุกอย่างของภาคอีสานไปสู่จีนได้ผ่านรถไฟความเร็วสูง 1,400 ล้านคนคือประชากรของจีน และจีนกำลังมีเส้นทางสายใหม่ที่เชื่อมโยงไปถึงรัสเซีย ยุโรป แอฟริกา นั่นคือกลุ่มนักธุรกิจที่จะมาลงทุนภาคอีสาน

ดังนั้น นโยบายโคราชโนมิกส์ คือนโยบายที่จะบูมภาคอีสานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อต้อนรับนักลงทุน นักท่องเที่ยว โดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เพื่อดึงนักธุรกิจนักลงทุนการท่องเที่ยวกลับมาภาคอีสานอีกครั้ง” นายสุวัจน์กล่าว

นายสุวัจน์กล่าวอีกว่า มั่นใจเพราะทุกเวทีที่เราปราศรัย จะได้รับการขานรับจากพี่น้องประชาชนว่าเชื่อมั่น ฉะนั้น ผมเชื่อมั่นว่าโคราชโนมิกส์ จะนำเศรษฐกิจยุคทองกลับมาสู่ภาคอีสานอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้น นายสุวัจน์ ตอบคำถามที่ 2 จากกองบรรณาธิการฯ ว่า หากพรรคชาติพัฒนากล้า ได้เข้าร่วมรัฐบาล อยากทำงานกระทรวงอะไรมากที่สุด?

นายสุวัจน์กล่าวว่า กระทรวงอะไรก็ได้ ขอให้อยู่ภายใต้นโยบาย

“เราบอกว่า ผมจะมีนโยบาย การท่องเที่ยว 2 เท่า ถ้าให้เราคุมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เราก็สามารถผลักดันได้ หรือบอกว่ามีนโยบายกองทุนซอฟต์เพาเวอร์ 10,000 ล้าน เป็นพลังทางเศรษฐกิจ เรายินดีที่จะไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม ไม่ว่ากระทรวงใหญ่กระทรวงเล็ก ถ้าตรงนโยบายและสิ่งนั้นจะมาเป็นแพลตฟอร์มทางด้านเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ หรือภาคเกษตร เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมในการสร้างเงินสร้างงานสร้างรายได้ การค้า การส่งออกให้พี่น้องเกษตรกรร่ำรวย ถ้าให้กระทรวงเกษตรเราก็ยินดี หรือกระทรวงคมนาคม ก็มีนโยบายอยู่แล้ว ‘มอเตอร์เวย์ทั่วไทย’ โคราชมอเตอร์เวย์ต้องเปิด หรือเราสามารถที่จะต่อเส้นทางคมนาคม เชื่อมโยงไปถึงเมืองจีนและสร้างนโยบายโคราชโนมิกส์ ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะอยู่กระทรวงไหน เราก็คิดว่าขอให้มีโอกาสทำงาน เป็นกระทรวงที่จะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ เพราะเรามีนโยบายที่สำคัญมาก

กระทรวงอะไรก็ได้ ขอให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาประเทศ แล้วได้นำนโยบายดีๆ ที่เราบอกกับพี่น้องประชาชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มใหม่ด้านเศรษฐกิจให้กับไทย วันนี้ต้องอยู่บนจุดแข็ง ความยั่งยืนและความเป็นไทย เราก็จะฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจได้” นายสุวัจน์กล่าว