หมายเหตุ – มติชนxเดลินิวส์ จัดเวทีดีเบต “สงคราม 9 พรรค THE LAST WAR” โดยเวทีที่ 3 เป็นรอบ “แม่ทัพ วิสัยทัศน์และสัญญาประชาคม” ผู้ที่ขึ้นเวทีเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและตัวแทนแต่ละพรรค ประชันวิสัยทัศน์ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)
ผมขอขอบคุณผู้อ่านของเดลินิวส์และมติชนที่ให้ความไว้วางใจเป็นนายกฯจากผลโพลที่โหวตให้สองครั้งซ้อน ผมจึงขอใช้เวทีนี้ประกาศความพร้อมของรัฐบาลก้าวไกล และประกาศความพร้อมของนายกฯ คือนายกฯตัวจริงที่ชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แน่นอนว่าถ้าจะเปลี่ยนจากนายกฯโพลให้กลายมาเป็นนายกฯตัวจริง เราต้องแสดงให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าพรรคก้าวไกลพร้อมจะเป็นรัฐบาลชุดต่อไป ด้วยอุดมการณ์จากอดีตพรรคอนาคตใหม่ และประสบการณ์และประสิทธิภาพที่มี4 ปีในสภาของพรรคก้าวไกล ผมจึงขอเสนอโรดแมปว่าเมื่อผมเดินเข้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อไหร่ วาระ 100 วันแรก วาระ 1 ปีแรก และวาระรัฐบาลสมัยแรกหน้าตาเป็นอย่างไร
ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรภายใต้รัฐบาลก้าวไกล โดย 100 วันแรก เราเตรียมยุทธศาสตร์การเมืองดี ปากท้องดี และมีอนาคต ช่วง 100 วันแรกจะไม่พึ่งงบประมาณ และการแก้ไขกฎหมาย ใน 1 ปีแรก เมื่อเรามีเวลาและงบประมาณ และการแก้ไขกฎหมาย ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างได้มากขึ้น ส่วนรัฐบาลก้าวไกลสมัยแรกคือหน้าตาของประเทศไทยว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อท่านเลือกพรรคก้าวไกลวันที่ 14 พฤษภาคมนี้
สำหรับวาระ 100 วันแรก คือ การเมืองดี ที่รัฐบาลก้าวไกลสามารถทำได้เลย คือการทำรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่จะมีรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนสักที
เราจะสามารถทบทวนคดีการเมือง และเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง การต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น โดยการเป็นรัฐเปิดเผย เปิดข้อมูลงบทุกบาท การใช้เอไอจับโกง การห้ามใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเอง การปลดล็อกท้องถิ่น โดยการยกเลิกกฎระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่เป็นอุปสรรคของท้องถิ่นทั้งหมด และการสมรสเท่าเทียม
เมื่อการเมืองดีแล้ว เราสามารถทำให้ปากท้องดีได้ภายใน 100 วันเช่นเดียวกัน เพราะเราเล็งเห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น เราจึงเสนอนโยบายหวยใบเสร็จ การเปิดเจรจาการลงทุนเป้าหมาย ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 450 บาท ลดค่าไฟ 70 สตางค์ การช่วยเหลือเอสเอ็มอีจ่ายประกันสังคม 6 เดือน และสุราก้าวหน้า ทั้งนี้ อยากให้เลือกพรรคก้าวไกลให้เยอะๆ เพราะเราจะส่ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร นอกจากนี้ เราจะปฏิวัติการศึกษา ที่ผ่านมาเราเรียนมากได้น้อย แต่ต่อไปจะเป็นเรียนเน้นได้มาก เราสามารถให้ครูเลือกนอนเวร และมีสิทธิมนุษยชนในโรงเรียนได้, คืนศักดิ์ศรีไทยในเวทีโลก และการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ
ใน 1 ปีแรก จะมีเวลาแก้ไขกฎหมาย และเข้าไปบริหารงบประมาณได้ โดยเรามีร่างกฎหมาย 45 ฉบับที่เตรียมไว้แล้ว เพื่อรับรองให้เรามีอำนาจทางนิติบัญญัติ เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน แบ่งเป็นร่างกฎหมายการเมือง 11 ฉบับ สิทธิเสรีภาพ 8 ฉบับ ปฏิรูประบบราชการ 6 ฉบับ ปฏิรูปที่ดิน 8 ฉบับ บริหารสาธารณะ 4 ฉบับ แรงงาน 2 ฉบับ เศรษฐกิจ 4 ฉบับ และสิ่งแวดล้อม 2 ฉบับ ส่วนงบประมาณในปีแรก เราต้องการรื้องบประมาณปี 2567 และจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ทำให้ได้เงินรวม 2.5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ จะมี 3 บิ๊กแบงคือ การปลดล็อกเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านกฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และการรื้อฟื้นคดีสลายการชุมนุมปี 2553 เพื่อคืนความยุติธรรมให้พี่น้องคนเสื้อแดง
ภายใน 4 ปี เราจะเห็นประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม เพราะจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะมีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การมีเลือกตั้งผู้ว่าฯทุกจังหวัดครั้งแรก และครั้งแรกที่จะเปลี่ยนที่ดินของนายทุนขุนศึกศักดินามาเป็นที่ดินของพี่น้องประชาชน ครั้งแรกที่จะมีการคมนาคมในทุกพื้นที่ ครั้งแรกที่น้ำประปาดื่มได้ ครั้งแรกที่เราจะมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ นี่คือความฝันของผมในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯที่อยากเห็นประเทศไทยดีกว่าเดิม ให้การเมืองดี ปากท้องดีและมีอนาคตไปด้วยกัน ทั้งหมดคือทางรอดของประเทศไทย ถ้าท่านฝันเหมือนอย่างที่เราฝัน วันที่ 14 พฤษภาคม เลือกก้าวไกลให้ถล่มทลายเปลี่ยนประเทศไทยไปด้วย
⦁จนถึงวันนี้ ขึ้นเวทีดีเบตไปแล้วกี่ครั้ง คิดว่ามากที่สุดหรือไม่ และจากผลโพลมติชน-เดลินิวส์ ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่
การขึ้นดีเบตมากที่สุดไม่สำคัญเท่าเหมาะที่สุด เพราะการที่เราจะบริหารแคมเปญเลือกตั้ง และการพบปะพี่น้องประชาชน ทำให้ชอบและเชื่อเราได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดีเบตอย่างเดียว เพราะเบสิกของการบริหารแคมเปญคือ ออนแอร์ ออนเน็ต ออนกราวน์ และออนไซต์ การที่มีพี่น้องประชาชนมาหาเรา แล้วถามว่านโยบายนี้ทำอย่างไร ไม่ใช่แค่การมาจับไม้จับมือและสนับสนุนอย่างเดียว มาพูดในสิ่งที่ทำให้พวกเขานอนไม่หลับ และมีกระดิ่งในใจเขาดัง เพราะมีพรรคการเมืองที่ใส่ใจเขาผ่าน 300 นโยบาย นี่ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ เรื่องโพลเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง
⦁ถึงจุดนี้ยืนยันได้แล้วไหมว่า พร้อมเป็นนายกฯ และคิดว่าจะมีใครมาขวางเส้นทางของคุณและพรรคก้าวไกลหรือไม่
ในเรื่องการจะมีใครมาขวางเส้นทางหรือไม่ เราตระหนักแต่ไม่ตระหนก เพราะเรารู้ดีว่าเมื่อเราจุดไฟในสายลมติดแล้ว เมื่อสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ผู้มีอำนาจและการเมืองแบบเก่าไม่สามารถที่จะจัดการเราได้ เขาจะสาดโคลนสกปรกมาให้เรา เขาจะเล่นวิชามารต่างๆ มาจัดการเหมือนที่เขาเคยรังแกอดีตพรรคอนาคตใหม่ แต่เราจะสู้ด้วยความจริงใจ และสร้างสรรค์ ด้วยการเมืองแห่งความหวัง โคลนสาดโคลนไม่ช่วยอะไร ความมืดไล่ความมืดไม่ได้ ต้องเอาความสว่างไล่ความมืด
ฉะนั้น เราต้องไม่หลงกล และเอาสมาธิไปทำงานในช่วงโค้งสุดท้าย เดินหน้าหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมความพร้อมของการเป็นนายกฯ เพราะผมเข้าใจคนวัยของคนที่เกิดมาก่อนและหลังผม รวมถึงเรื่องต่างประเทศ พื้นที่ชนบทในต่างจังหวัด ภาครัฐ ภาคเอกชน ทำให้ผมเป็นนายกฯได้

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.)
มีทั้งหมด 4 เรื่องที่จะพูดถึงนโยบายถ้าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องแรกคือเรื่องของเศรษฐกิจ วันนี้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง ถ้าหากมองย้อนกลับไปในยุคที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงนั้นประเทศไทยมีจีดีพีเติบโตขึ้นปีละ 10% สามปีซ้อน ประเทศไทยจึงได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย หลังจากนั้นเมื่อเกิดการรัฐประหาร ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอย
สาเหตุสำคัญคือ เราตามไม่ทันยุคของเทคโนโลยีและดิจิทัล ประเทศไทยอยู่ในยุคของการปฏิวัติครั้งที่ 4 จากนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้รัฐบาลเป็นหนี้ทั้งหมด 60% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงมาก ในแต่ละปีประเทศไทยเหลืองบประมาณของแผ่นดินประมาณ 20% เท่านั้น ที่สามารถนำมาลงทุนได้ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) อย่างน้อย 35% ทั้งหมดชี้ให้เห็นภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นจากปัญหาภายในของประเทศ ถ้าหากมองดูปัญหาภายนอกควบคู่ไปด้วย จะเห็นได้ว่าขณะนี้โลกเกิดประเด็นในเรื่องของสงครามจริงสงครามการค้า หรือเรื่องของพลังงาน และการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการจับขั้วทางเศรษฐกิจใหม่
จากนี้ทุกประเทศจะต้องใช้จ่ายเงิน และมีการปรับโครงสร้างภาษี เปลี่ยนรูปแบบการทำอุตสาหกรรมธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล่มสลายของสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีกับระบบเศรษฐกิจ
ต่อจากนี้ประเทศไทยจะต้องฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ จะต้องสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจใหม่ และสังเกตว่ามีสิ่งใดที่ประเทศสามารถนำมาต่อสู้กับประเทศอื่นได้ หาจุดแข็ง หาตัวตน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้มแข็ง และซอฟต์เพาเวอร์ โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ซึ่งมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งหมด 3 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องเกษตรและอาหาร ถัดมาคือเรื่องของการท่องเที่ยว สุดท้ายคือซอฟต์เพาเวอร์
จุดแข็งแรก คือ เรื่องการเกษตรและอาหาร ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลก แต่ส่งออกวัตถุดิบทางด้านเกษตรเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้นำมาแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือทำให้เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น มันสำปะหลัง 1 ปี ผลิต 5 ล้านตัน มีเพียง 1 ล้านตันเท่านั้นที่นำมาผลิตเป็นสินค้าอุตสาหกรรม และมีมูลค่าของ 1 ล้านตันนั้นเท่ากับ 4 ล้านตันที่ประเทศไทยส่งออกเป็นวัตถุดิบ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะสามารถใช้ศักยภาพความเป็นมหาอำนาจด้านเกษตร และสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการแปรรูป ทุกวันนี้แรงงานภาคเกษตร 32% มีผลผลิต หรือ GDP เพียง 8% เท่านั้น รายได้ของประเทศ 8% เกิดจากคน 32% ของประเทศ จุดนี้จะเห็นถึงความไม่สมดุล เพราะฉะนั้นหากเปลี่ยนกระบวนการของอุตสาหกรรม พร้อมกับยกระดับความเป็นมหาอำนาจทางด้านเกษตร ข้าว อ้อย ยาง มัน น้ำมันปาล์ม จะสามารถเพิ่มเอสเอ็มอี
เพิ่มผู้ประกอบการและเพิ่มรายได้ ซึ่งเกษตรกรของประเทศจะร่ำรวยอย่างมหาศาลด้วยนโยบายนี้
จุดแข็งถัดมาคือ การท่องเที่ยว ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน สร้างรายได้ทั้งหมด 2 ล้านล้านแปลงเป็นจีดีพี คือประมาณ 15% ซึ่งภายใน 4 ปีนี้สามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวเป็น 70 ล้านคน เคยอยู่ประเทศไทย 10 วัน ขยายเป็น 12 วัน เคยใช้จ่ายวันละ5,000 บาท ขยายเป็น 6,000 บาท เพียงเท่านี้จาก 2 ล้านล้านบาท กลายเป็น 5 ล้านล้านบาท การท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นมาถึง 30% ของจีดีพี ต้องใช้การท่องเที่ยวเป็นการกระตุ้น ฟื้นฟู และสร้างฐานเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
จุดแข็งสุดท้าย คือ ซอฟต์เพาเวอร์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยซอฟต์เพาเวอร์ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี อาหาร วัฒนธรรม และโอท็อป ซึ่งจะต้องนำพลังของซอฟต์เพาเวอร์มาเป็นพลังทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเกษตร อาหาร ท่องเที่ยว และซอฟต์เพาเวอร์ นี่คือจุดแข็งทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งจะนำมาทำเป็นแพลตฟอร์มใหม่
นโยบายถัดมา คือลดความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาค ได้รับโอกาสในการพัฒนาให้เท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย ชนบทกับเมืองต้องเหมือนกัน
ส่วนนโยบายที่ว่าด้วยเรื่องต่างประเทศว่าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ มีข้อตกลงการค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งยังมีการจับขั้วทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นนโยบายต่างประเทศของพรรคจะต้องเป็นไปในเชิงรุก พร้อมกับสร้างบทบาทให้ประเทศไทยได้มีบทบาทบนเวทีต่างประเทศ เพื่อที่จะได้อยู่ในระยะห่างที่เหมาะสม และสามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ประเทศไทยต้องกลับมาเป็นหนึ่งในอาเซียน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งอาเซียน แต่ในทางกลับกันบทบาทของประเทศไทยในอาเซียนนั้นเบาบางลง ประเทศไทยจะต้องกลับมาเป็นผู้นำอาเซียน และใช้อาเซียนเป็นเกราะป้องกันทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังสามารถลดยุทโธปกรณ์ทางด้านทหาร ซึ่งจะสามารถลดงบประมาณได้เยอะ
นโยบายสุดท้าย เรื่องของการเมืองในปัจจุบันที่มีความขัดแย้งมาเกือบ 20 ปี เหมือนก้อนกรวดในรองเท้า และเดินไม่ถนัด ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความขัดแย้งทางการเมือง การเมืองต้องพูดคุยกันได้ และทำหน้าที่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ หากการเมืองเข้มแข็งจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ให้ลุล่วงได้
เครื่องมือที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่งที่จะนำมาช่วยในการลดความขัดแย้งและการเหลื่อมล้ำ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นในยุคที่มีรัฐประหาร ทุกวันนี้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่ไหวแล้ว ดังนั้นเราสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนโยบายเหล่านี้ของพรรคชาติพัฒนากล้าจะก่อให้เกิดบทบาท ทั้งยังเป็นนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้
⦁มั่นใจหรือไม่ว่า โคราชโนมิกส์ จะช่วยให้ชาติพัฒนากล้า รักษาฐานที่มั่น จ.นครราชสีมา ได้ในคราวนี้
ในทางการเมืองเขาบอกว่า ถ้าแก้ไขปัญหาความยากจนในภาคอีสานได้ประเทศไทยก็จะหลุดพ้นจากความยากจน ฉะนั้น นโยบายโคราชโนมิกส์ เป็นนโยบายที่จะสร้างภาคอีสาน สร้างโคราชให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจทางด้านการลงทุน คล้ายๆ กับอีอีซีขึ้นที่ภาคอีสาน เหมือนกับนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เหมือนเปิดประตูอีสาน สู่อินโดจีน ที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ทำสำเร็จ เศรษฐกิจยุคนั้นเป็นยุคทอง เพราะผู้นำมองตลาดการค้าออก มองอินโดจีนออกและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แล้วชวนคนมาลงทุน ส่งสินค้าไปขายอินโดจีน นี่เป็นเหตุผลสำคัญในช่วงนั้นเศรษฐกิจในอีสานดีมาก แต่วันนี้อีสานไม่เหมือนเดิมแล้ว เปลี่ยนแปลงไปคู่ขาคู่ลงทุนของอีสานไม่ใช่อินโดจีน แต่คือจีน
วันนี้ถ้าเกิดเราต่อมอเตอร์เวย์ ต่อรถไฟความเร็วสูง ต่อรถไฟทางคู่ ไปถึงแค่หนองคาย ภาคอีสานสามารถเชื่อมกับจีนได้เลย เพราะจากจีนมีรถไฟความเร็วสูงไปถึงกรุงเวียงจันทน์ จากยูนนาน จากคุนหมิง ฉะนั้น หมายความว่าวันนี้ถ้าเราเชื่อมทุกอย่างของภาคอีสานไปสู่จีนได้ผ่านรถไฟความเร็วสูง 1,400 ล้านคนคือประชากรของจีน และจีนกำลังมีเส้นทางสายไหมที่เชื่อมโยงไปถึงรัสเซีย ยุโรป แอฟริกา นั่นคือกลุ่มนักธุรกิจที่จะมาลงทุนภาคอีสาน ดังนั้นนโยบายโคราชโนมิกส์ คือนโยบายที่จะบูมภาคอีสานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อต้อนรับนักลงทุน นักท่องเที่ยว โดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เพื่อดึงนักธุรกิจนักลงทุนการท่องเที่ยวกลับมาภาคอีสานอีกครั้ง มั่นใจเพราะทุกเวทีที่เราปราศรัย จะได้รับการขานรับจากพี่น้องประชาชนว่าเชื่อมั่น ฉะนั้น ผมเชื่อมั่นว่าโคราชโนมิกส์ จะนำเศรษฐกิจยุคทองกลับมาสู่ภาคอีสานอีกครั้งหนึ่ง
⦁หากพรรคชาติพัฒนากล้า ได้เข้าร่วมรัฐบาล อยากทำงานกระทรวงอะไรมากที่สุด
กระทรวงอะไรก็ได้ ผมจะมีนโยบายการท่องเที่ยว 2 เท่าถ้าให้เราคุมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็สามารถผลักดันได้ หรือบอกว่ามีนโยบายกองทุนซอฟต์เพาเวอร์ 10,000 ล้าน เป็นพลังทางเศรษฐกิจ เรายินดีที่จะไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม ไม่ว่ากระทรวงใหญ่กระทรวงเล็ก ถ้าตรงนโยบายและสิ่งนั้นจะมาเป็นแพลตฟอร์มทางด้านเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ หรือภาคเกษตร เป็นเรื่องของอุตสาหกรรมในการสร้างเงินสร้างงานสร้างรายได้ การค้า การส่งออกให้พี่น้องเกษตรกรร่ำรวย ถ้าให้กระทรวงเกษตรฯ เราก็ยินดี หรือกระทรวงคมนาคม ก็มีนโยบายอยู่แล้ว
มอเตอร์เวย์ทั่วไทยโคราชมอเตอร์เวย์ต้องเปิด หรือเราสามารถที่จะต่อเส้นทางคมนาคม เชื่อมโยงไปถึงเมืองจีนและสร้างนโยบายโคราชโนมิกส์ให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะอยู่กระทรวงไหนเราก็คิดว่าขอให้มีโอกาสทำงาน เป็นกระทรวงที่จะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ เพราะเรามีนโยบายที่สำคัญมาก
กระทรวงอะไรก็ได้ ขอให้เราเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาประเทศ แล้วได้นำนโยบายดีๆ ที่เราบอกกับพี่น้องประชาชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มใหม่ด้านเศรษฐกิจให้กับไทย วันนี้ต้องอยู่บนจุดแข็ง ความยั่งยืนและความเป็นไทย เราก็จะฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจได้

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)
พรรคไทยสร้างไทยเราเป็นพรรคใหม่แต่หัวใจเดิม หัวใจที่รักประชาธิปไตยและเราสัญญาว่าเราจะไม่เป็นที่เหยียบยืนของเผด็จการเด็ดขาด พอกันทีกับการสนับสนุนคนที่เคยปล้นอำนาจประชาชน และเราจะชวนปิดสวิตช์รัฐประหารด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ เราได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญในการที่จะเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ต้องไม่ได้มาจากปลายกระบอกปืนของผู้ที่มาทำรัฐประหาร แต่ต้องมาจากปลายปากกาของพี่น้องประชาชนทุกคน นอกจากนี้ เราระบุด้วยว่าต่อไปนี้จะต้องปิดสวิตช์ให้ได้ คนที่ทำรัฐประหารคือคนที่เป็นกบฏต้องได้รับโทษสูงสุด เข้าใจดีว่าเมื่อเขาเข้ามาเขาก็ฉีกทิ้งแต่เราต้องสร้างให้เป็นจารีตและให้ทุกหน่วยงานลงสัตยาบันตั้งแต่นักการเมืองทุกพรรคการเมือง ข้าราชการไปจนถึงศาล ว่าเราจะไม่ยอมรับอำนาจรัฏฐาธิปัตย์อีกต่อไป
จุดยืนที่สองของเราคือปกป้องประโยชน์ของประชาชน อย่างเรื่องค่าไฟ เราได้ไปดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตเพื่อที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจากข้อสงสัยของเราในเรื่องของสัญญาที่ผิดปกติ และเราต้องทวงคืนผลประโยชน์ของประชาชน
จุดยืนที่สามคือเราเป็นพรรคที่สู้เพื่อคนตัวเล็กและเราไม่ใช่พรรคของนายทุน เราเป็นพรรคที่จะดูแลปัญหาของพี่น้องคนตัวเล็กด้วย 3 สร้าง 2 ขจัด 1.เราต้องสร้างรายได้ให้กับประชาชนก่อนด้วยกองทุน แก้หนี้ และสร้างแต้มต่อให้กับคนตัวเล็กและเติมทุนให้กับคนตัวเล็กด้วยกองทุนสร้างไทย 3 แสนล้านบาท กองทุนนี้จะช่วยกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 3 ล้านกว่าราย ที่เข้าถึงระบบการเงินเพียง 4 แสนราย ไม่ใช่ประเทศนี้ไม่มีเงินแต่ใช้ไม่ถูกที่ เราจึงต้องสนับสนุนให้คนตัวเล็ก พนักงาน เด็กจบใหม่ เกษตรกร เอสเอ็มอี เข้าถึงแต้มต่อ นอกจากนี้ ยังมีกองทุนที่เรียกว่าเครดิตประชาชน ต้องบอกว่าเราไม่แจกบัตรคนจน เพราะเราไม่ต้องการให้ประชาชนคนไทยเป็นคนจน แต่เราจะแจกบัตรเครดิตประชาชนจะมีวงเงินอยู่ 50,000 บาท ดอกเบี้ยเหลือเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน เอาไว้ล้างหนี้นอกระบบและตั้งตัวได้ กระจายโอกาสให้คนตัวเล็กได้ทำมาหากิน
เราจะสร้างแต้มต่อให้กับคนตัวเล็กที่รายได้ไม่ถึง 40,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีรวมทั้งยกเว้นภาษีเอสเอ็มอีที่เป็นหนี้เสียในช่วงโควิด-19 และเราจะสร้างรายได้จากจุดแข็งของประเทศไทย เช่น อาหาร เกษตร การท่องเที่ยว สุขภาพ และ thainess economy จะเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่ยิ่งใหญ่ และภายใน 4 ปี เราตั้งเป้าหมายจะสร้างรายได้ 5 แสนล้านบาทได้อย่างแน่นอน ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมานานมากกว่า 30 ปี เราต้องจะสร้าง new engine ที่จะขยายฐานเศรษฐกิจไทย
ทันทีที่เราเป็นรัฐบาลเราจะเชื่อมต่อรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่จากเหนือลงไปถึงใต้ เราต้องกลายเป็นศูนย์กลางของการขนส่งและการเดินทางของภูมิภาคอาเซียน และภูมิภาคอาเซียนก็จะเป็นศูนย์กลางของคนทั้งโลก เราจะขายสถานที่ของเรา สมบัติที่ดีที่สุดของเราคือสถานที่ จะเชื่อมเหนือไปใต้ ตะวันออกไปตะวันตก เราจะผลักดันเพราะเราเป็นประเทศเดียวที่ขวางมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกไว้ เราจะผลักดันอย่างเต็มที่กับโครงการคลองไทยที่จะดึงดูดการลงทุนจากคนทั้งโลกมาที่นี่ อย่างแรกที่เราจะทำเมื่อเป็นรัฐบาลคือเราจะศึกษาอย่างจริงจังและปัญหาเดียวที่เราจะไม่ทำก็คือถ้ามีผลเสียทางด้านสิ่งแวดล้อม
เราจะสร้างคนให้เป็นวาระแห่งชาติ ให้เด็กไทยมีคุณภาพตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ จะมีคูปองเพื่อให้เด็กได้มีอาหารที่มีคุณภาพและเรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี แน่นอนว่าไม่ใช่ประชารัฐหรือประชานิยม เราจะปฏิวัติการศึกษาครั้งใหญ่ เด็กต้องได้เรียนวิชาที่เด็กอยากเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ลดเวลาเรียนลง 3-4 ปีให้เด็กได้เรียนในสิ่งที่ใช่และเอาไปทำงานได้ ไม่ใช่เรียนหนักเพื่อไปตกงาน แต่ต้องเรียนสบายเพื่อไปมีงานทำ ใช้เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้านบำนาญประชาชน 3,000 บาทคือนโยบายที่เราจะดูแลสุขภาพและสร้างเศรษฐกิจให้กับผู้สูงวัย เราจะทำการขจัดอุปสรรคที่เป็นปัญหาของผู้สูงอายุนั่นคือปัญหาเรื่องสุขภาพด้วยโครงการ 30 บาทพลัสดูแลสุขภาพ ให้มีศูนย์สุขภาพทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน ขจัดสุดท้ายคืออุปสรรคในการทำมาหากิน ซึ่งเราได้ร่างกฎหมายเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้วในการที่จะพักการใช้ใบอนุญาต 1,400 ฉบับที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการทำมาหากินของคน นี่คือนโยบายเร่งด่วนของพรรคไทยสร้างไทยที่จะทำให้เสร็จและจะเริ่มต้นทำภายใน 6 เดือน
⦁อยากฝากอะไรให้กับคนรุ่นใหม่ในวัยเดียวกันกับจินนี่ ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ (ลูกสาว)
ดิฉันกลับเข้ามาทำงานการเมืองในครั้งนี้มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกมาจากการเดินทางไปทั่วประเทศและเห็นความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ในฐานะผู้นำทางการเมืองที่เป็นผู้หญิงและเป็นแม่ที่มองหน้าลูกแล้วตอบไม่ได้ว่าอนาคตของประเทศจะไปอย่างไรถ้าเรายังอยู่แบบนี้จึงต้องมาสร้างพรรคไทยสร้างไทย เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานที่เป็นพรรคการเมืองของประชาชน เจ้านายใหญ่ของเราคือประชาชน และจะบอกว่า ลูกสาวจะต้องมีความหวังในประเทศนี้ เราต้องมาร่วมกันในการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงขจัดคอร์รัปชั่นและหัวใจของมันคือการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่วันเดียว แต่ต้องต่อเนื่องไปตลอดและอยู่ในรัฐธรรมนูญที่ไทยสร้างไทยแก้แล้ว
สิ่งสำคัญที่สุด วันนี้ผู้ใหญ่อย่างเราต้องฟังเด็ก เราต้องฟังความเห็นของเด็กรุ่นใหม่ซึ่งเขาเก่งกว่า สำหรับตัวดิฉันเองทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วตลอดเวลา จะฟังคนรุ่นใหม่และคบเด็กมากกว่า อย่างที่เราผลักดันคุณศิธาขึ้นมาเพราะเราต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ
⦁จากประสบการณ์การเมืองกว่า 30 ปีคิดว่าขั้วการเมืองใดจะชนะในการเลือกตั้ง และพรรคไทยสร้างไทยจะอยู่ในขั้วไหน
วันนี้ต้องบอกว่าเราพอกันทีเถอะ เราได้ประกาศปิดสวิตช์การทำรัฐประหาร ปล่อยให้ประชาธิปไตยได้พัฒนาตัวเอง จะดีจะชั่วประชาชนตัดสินใจเอง ไม่ใช่มีคนดีมาลากปืน ลากรถถังทำรัฐประหารอีก
ดังนั้น วันนี้มั่นใจว่าถ้าเราเห็นพ้องกันไม่ใช่แค่เรื่องขั้วไหนชนะอย่างเดียวแต่ต้องมาลงสัตยาบันด้วยกันว่าเราจะปิดสวิตช์การรัฐประหาร จึงจะทำให้ประชาธิปไตยของเราเบ่งบาน และเชื่อว่าฝั่งประชาธิปไตยจะชนะ เชื่อในพลังของประชาชนคนไทยทุกคน

วราวุธ ศิลปอาชา
หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)
ในระยะเวลาที่ผ่านมาได้เสนอแนวคิด WOW Thailand เชื่อว่าความมั่งคั่งที่มีในประเทศไทย ทรัพย์ในดิน สินในน้ำจะต้องแปรมาเป็นความมั่งคั่งอยู่ในกระเป๋าของประชาชน และต้องแปรความมั่งคั่งนั้นออกมาเป็นโอกาส เป็นความหวังของประชาชนทุกคน และประเทศจะต้องเดินไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงเป็นที่มาของคำว่า Wealth-Opportunity-Welfare for all
ที่ผ่านมาพรรคชาติไทยพัฒนาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนหลายๆ รุ่น ในพรรคของเรามีทั้ง GenX GenY GenZ Babyboomer แนวการทำงานของพวกเราจากนี้ไป เราคิดโดย GenZ เราทำโดย GenY ปรึกษา GenX และใช้ประสบการณ์ของ Baby Boomer ดังนั้นการที่ประเทศไทยของเราจะเดินหน้าไปจากนี้ เราต้องเดินไปพร้อมกัน ไม่ใช่รุ่นใหญ่อย่างเดียวไปไม่รอด ไม่ใช่รุ่นใหม่อย่างเดียว เพราะยังขาดประสบการณ์
ชาติไทยพัฒนาเชื่อว่าประเทศไทยไม่สามารถมีผู้นำที่เก่งในทุกๆ เรื่องได้ เชื่อมั่นว่าการทำงาน ต้องทำงานเป็น collective leadership ต้องยอมรับว่าหลายเวทีที่ขึ้นไป ต้องขอความร่วมมือจากกุนซือของพรรคชาติไทยพัฒนา บางเรื่องคนนั้นถนัด บางเรื่องคนนี้ถนัด ดังนั้น collective leadership หรือการให้คนเก่งมาเป็นผู้นำ เราเชื่อมั่นในแนวคิดเหล่านี้
ในท้ายที่สุดเราแปรออกมาเป็นนโยบายว่า ให้คนเก่งมานำพาประเทศ เพราะกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่า เราใช้ระบบราชการมาเป็นผู้นำในการพาประเทศไปทางนั้นทางนี้ รวมถึงนักการเมืองด้วย บางครั้งความเก่งกาจไม่ได้อยู่ที่คนๆ เดียว ในประเทศไทยมีคนเก่งๆ อยู่มากมายหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร การเงิน สาธารณสุข หรือแม้แต่เรื่องกีฬา ดังนั้นวันนี้เราจะให้โอกาสคนต่างๆ เหล่านี้ เขามาเป็นผู้นำ เช่น เรื่องการเกษตรนั้น ประเทศไทยของเรามีปราชญ์ชาวบ้านอยู่นับพันชีวิต เหนือ กลาง อีสาน ใต้ มีความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอยู่มากมาย เอาคนเก่งๆ เหล่านี้ มานำพากระทรวงเกษตร เป็นความคิดที่บอกว่า เป็นอนาคต เป็นการสร้างโอกาสให้ทุกๆ คน เดินหน้าไปด้วยกันบนความจริงที่เป็นไปได้ อนาคตที่จับต้องได้ไม่ใช่การวาดฝันลมๆ แล้งๆ
ปัญหาของประเทศไทยที่สำคัญคือการมีระบบราชการที่มันใหญ่ อุ้ยอ้าย เป็นต้นเหตุปัญหาหลายอย่าง เรานำเสนอแนวคิดที่จะต้องใช้ DDT มาจัดการปัญหาเหล่านี้ การ Digitization Deregulation และใช้ Technology การที่จะ Digitization คือการให้ทั้งรัฐบาลมาอยู่บนมือถือเครื่องเดียว การใช้ระบบ Automation วันนี้ประเทศเรามี พ.ร.บ.ลายมือชื่อบนอิเล็กทรอนิกส์เรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นอีกต่อไปที่จะรอให้เอกสารจากอธิบดีกว่าจะมาถึงปลัด ถึงรัฐมนตรีใช้เวลาเป็นแรมอาทิตย์กว่าจะส่งเรื่องมาได้ ดังนั้นวันนี้ทำ Digitize โอกาสที่จะเกิดการทุจริต ยัดเงินใต้โต๊ะเหล่านั้นมันก็จะหายไป ความรวดเร็ว ประสิทธิภาพการทำงานก็จะเกิดขึ้นมา
เมื่อมีความโปร่งใสเกิดขึ้นแล้ว การแข่งขันในเรื่องต่างๆ จะมีความเป็นธรรมมากขึ้น เราไม่ได้บอกว่าทุนใหญ่ไม่ดี จะเป็นทุนอะไรก็แล้วแต่ หัวใจสำคัญคือทุนเหล่านี้ต้องมีโอกาสเท่ากัน มีโอกาสในการแข่งขัน และมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชน การแก้ไขปัญหาในส่วนโครงสร้างราชการนั้น มันจะเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่าง
วันนี้กำลังเข้าสู่สถานการณ์เอลนิโญ 3 ปีจากนี้ไป จะเจอสถานการณ์ภัยแล้งอย่างหนักหนาสาหัส ดังนั้นการจัดให้มีน้ำบาดาลบริโภคทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลคือหัวใจสำคัญที่พรรคชาติไทยพัฒนาต้องทำให้เสร็จภายใน 2 ปี ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำ ขยะ PM2.5 มันไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศไทยต่อไปแล้ว มันเป็นปัญหาของอาเซียน เรามีข้อตกลง asean transboundary haze pollution agreement เป็นเพียงข้อตกลงหลวมๆ เพราะเอาเข้าจริงไม่มีประเทศไหนทำตามข้อตกลงสักคน เราจะเสนอให้มีกฎหมายข้ามประเทศ เป็น transboundary haze pollution agreement ในอาเซียนด้วยกันเอง ต่อยอดจากนั้นมาก็จะเป็นการออกกฎหมายภายในประเทศ
ที่จะลงโทษบริษัทใดก็แล้วแต่ในประเทศไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ แล้วไปก่อปัญหาย้อนกลับมาให้กับคนไทย การทำแบบนี้จะทำให้ประเทศไทยของเรา ยืนอยู่จุดศูนย์กลางในอาเซียนของการแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และเป็นผู้นำในการเอาทุกประเทศมารวมกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ภายในไม่เกิน 3 ปี จะต้องสามารถแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อย การทำแบบนี้ ทำให้ทั่วโลกมองเห็นประเทศไทย ว่าให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน เรื่องคุณภาพชีวิตมากกว่ากำไรของบริษัทใด หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในกลุ่มอาเซียนจุดที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด คือการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศอย่างสันติวิธี
พรรคไม่เน้นสร้างมิตรไกลตัว สร้างศัตรูใกล้บ้าน แต่ต้องการสร้างมิตรติดกับบ้านเรา ถ้าจะมีศัตรูหรือไม่เห็นด้วยกับใครจะไกลบ้านเรา คนที่อยู่รอบบ้านต้องเป็นมิตร หากมีปัญหาในส่วนของนโยบายต่างประเทศเราพร้อมช่วยเหลือในด้านสิทธิมนุษยชน หากมีผู้ลี้ภัยเข้ามาเรายินดีทำงานและช่วยเหลือประชาชนในอาเซียนด้วยกันเอง เพราะเราเชื่อว่าความหลากหลายทางความคิดจะประเทศใดก็แล้วแต่คือสิ่งที่ทำให้โลกเราเดินไปข้างหน้าได้ และการเมืองสร้างสรรค์จะผลักดันให้การเมืองไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราไม่เน้นทะเลาะกับใคร เราไม่เชื่อการเมืองเชิงทำลาย เราเน้นการทำงาน
เชื่อว่าการรับฟังเสียงของประชาชนคือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย จึงเป็นที่มาของ WOW Thailand เพราะผมได้มีโอกาสเดินทางไปทั่วประเทศ ไปรับฟังปัญหาและมาทำนโยบาย ซึ่งนโยบายของเรานั้นยังเน้นความยั่งยืน นโยบายที่ดีต้องสามารถแก้ปัญหาในวันนี้และอนาคตไปพร้อมกัน นโยบายที่ดีต้องเชื่อมไทยไปนานาชาติได้
⦁คนส่วนใหญ่ค่อนข้างมั่นใจว่า พรรคชาติไทยพัฒนาจะเข้าร่วมรัฐบาลแน่ จะมีเงื่อนไขอะไรบ้างหรือไม่ที่พรรคจะตัดสินใจไม่เข้าร่วมรัฐบาล
ภายใน 90 วันของการตั้งรัฐบาลขึ้นมา ชาติไทยพัฒนาต้องการเห็นภาพการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่สะท้อนคน 66 ล้านคนขึ้นมา ปี 2538 เป็นครั้งแรกที่พรรคชาติไทยได้กำเนิด และเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของประเทศไทย ปี 2540 การเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นมาจากคนทุกสาขาอาชีพ ดังนั้นวันนี้ภายใน 90 วันของการตั้งรัฐบาล อยากเห็นการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของคนไทย 66 ล้านคน ได้ออกมาและใช้เสียงในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง
และสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมด คือแนวคิดที่เราเชื่อมั่นว่าจะทำให้ประเทศมีความยั่งยืนไปจนถึงลูกหลาน เราไม่เน้นลดแลกแจกแถม เราเน้นแจกเบ็ด ไม่เน้นแจกปลา เราต้องการเห็นความยั่งยืนนำเข้าไปผนวกอยู่ในแนวทางการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนเครดิต เรื่องแหล่งน้ำบาดาลทุกหมู่บ้านภายใน 2 ปี หรือแม้แต่การแจกพันธุ์ข้าวให้กับประชาชนเพื่อลดต้นทุนในการผลิต

