พรรคการเมืองโชว์ วิสัยทัศน์
ชี้ปัญหา-ทางออก-ส่องอนาคต
เกียรติ สิทธีอมร
ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ
และทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
พรรค ปชป.ให้สัญญาประชาคมในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย วันนี้ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งพรรคมีจุดยืน “4 ทำ 3 ไม่”
4 ทำ คือจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น มีประชาธิปไตยที่ตอบโจทย์ประชาชน ท้องอิ่มด้วยนโยบายสร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ จะปราบปรามยาเสพติด ยอมรับกัญชาทางการแพทย์เท่านั้น
3 ไม่ คือ ไม่ยกเลิก ม.112 ไม่เอายาเสพติด ไม่เอาทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญ แน่นอนที่สุดปัญหาส่วนหนึ่งมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งยืนยันว่าพรรคสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เป็นผู้แทนของประชาชน
ปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่วันนี้ นโยบายสร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ จ้างคนด้วยการศึกษาและดูแลเรื่องสุขภาพของประชาชน สร้างชาติที่เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ผ่านมาพรรคเคยประกาศนโยบายแล้ว 16 ข้อ อาทิ ธนาคารชุมชน ทุกหมู่บ้าน ด้วยทุน 2 ล้านบาท ช่วยในการปรับโครงสร้างหนี้ หรือเป็นทุนในการกู้ยืมสำหรับทำธุรกิจต่อไป มีเงินทุนเอสเอ็มอี 300,000 ล้านบาท ตลอดจนนโยบายด้านการเกษตร คงการประกันรายได้เกษตรกร ต่อยอดดูแลเรื่องผลผลิตภาคการเกษตร ประมง ช่วยเหลือที่ดินทำกินของประชาชน
นอกจากนี้ มีหลายเรื่องที่พรรคสามารถทำได้ เช่น สามารถลดค่าไฟได้ โครงสร้างภาษี ต้องปรับต้นทุนขนส่ง เรื่องปุ๋ยหากแพงจะเจรจาหาแหล่งซื้อใหม่ ปรับตัวเป็นครัวของโลก ชาวนาเคยขายข้าวกำไรกระสอบละ 3% ปรับมาทำข้าวพร้อมรับประทาน กำไร 40% เรื่องต้นทุนการเงินก็เป็นปัญหาของประเทศ วันนี้ ส่วนต่างดอกเบี้ยของประเทศไทยอยู่ที่ 4-5% 7% 8% นับว่าสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ประเทศอื่นอยู่ที่ 1% 2% 3% ถ้าพรรค ปชป.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเห็นหน้าเห็นหลังภายใน 3 เดือน โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย
อยากย้ำว่า ประเทศไทยต้องเติบโตด้วยความเก่งของตัวเอง ตอบสนองความต้องการของตลาดโลก เรียนฟรี 12 สาขา ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานจนจบปริญญาตรี นอกจากนี้ ยังสนับสนุนมาตรการทางภาษี มีระบบการเงินใหม่ๆ นำมาใช้ เจรจาเปิดตลาดส่งออกเพิ่มอีกหลายแห่งหลังจากชะงักไป เพราะมีการรัฐประหาร
ส่วนกรณีมีโพลชี้ให้เห็นความนิยมของพรรค ปชป.อยู่ในระดับกลาง และมั่นใจจะทวงคืนพื้นที่ภาคใต้กับ กทม.ได้หรือไม่ ต้องบอกว่าผลโพลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่พรรค ปชป.จะทำให้ดีที่สุดทุกวัน ผลเป็นอย่างไรประชาชนจะตัดสินใจ แต่มีหวั่นก็คือ เวลาประชาชนเข้าคูหาอย่าเลือกตามกระแส หรือเลือกตามโพล แต่ขอให้เลือกจากการพินิจพิเคราะห์นโยบายของแต่ละพรรคการเมืองว่าตอบโจทย์ให้กับประชาชนได้หรือไม่ มั่นใจว่า ปชป.ออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์กับประชาชนทุกส่วน และที่ผ่านมาตอนลงพื้นที่ภาคใต้มีประชาชนมาหาและบอกขอโทษครั้งที่แล้วไม่ได้เลือก แต่ครั้งนี้จะเลือก ปชป. ส่วนพื้นที่ กทม.ก็มีความหวัง เพราะการเลือกตั้ง ส.ก.ได้มา 9 คน และได้ลำดับที่ 2 ถึง 7 คน ฉะนั้น เชื่อว่า กทม.ครั้งนี้ก็ไม่เป็นศูนย์
สำหรับประเด็นคำถาม พรรค ปชป.พร้อมที่จะร่วมฟอร์มทีมกับพรรคการเมืองพรรครัฐบาลเดิมหรือไม่ หากท่าทีของ ส.ว.ยังยืนยันสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เรื่องนี้ต้องให้เกียรติประชาชน ต้องรอผลการเลือกตั้ง เมื่อเห็นผลการเลือกตั้ง เห็นจำนวน ส.ส.แล้ว จะชัดเองว่าจะไปจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันอย่างไร
ที่แน่นอนพรรค ปชป.จะร่วมรัฐบาลแบบมีเงื่อนไข คือแก้รัฐธรรมนูญโดยมี ส.ส.ร. ไม่ยกเลิกการประกันรายได้ ไม่เอาพรรคที่มีประชานิยมสุดโต่ง ต้องผลักดันนโยบายพลังงาน เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น ส่วนอำนาจของ ส.ว.คิดว่าขณะนี้การเมืองเปลี่ยนไปพอสมควร ทุกคนที่เป็น ส.ว.เป็นผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะ ต้องเคารพบทบาทในแต่ละฝ่าย ส.ว.มาตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ซึ่งผมไม่ชอบ นี่คือเหตุผลที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาถึงจุดนี้ไม่มีใครเป็นหนี้ใครแล้ว ส.ว.ต้องฟังเสียงประชาชน
พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
ประธานคณะกรรมการนโยบาย
และประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย (พท.)
ก ารกำเนิดพรรค พท.มาจากนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เพราะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็สามารถกู้วิกฤตได้ กระทั่งมาเป็นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ครั้งนี้ในวันที่ 14 พฤษภาคม ก็จะเป็นวันที่ทุกคนจะได้ออกมาใช้สิทธิที่เป็นประชาธิปไตย จะมีอนาคตอย่างไร หรืออยู่กับสภาพเดิมที่เคยเป็นมาตลอด 9 ปี หรือจะเป็นทางเลือกใหม่ในการฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร เป็นผลให้มีการสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560
สำหรับยุทธศาสตร์ของพรรค พท.จะทวงคืนประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี คือต้องเอาชนะให้ได้เสียงมากที่สุด เพื่อคานเสียงของ ส.ว. ซึ่งก้าวสำคัญจะเกิดขึ้นได้ต้องมีนโยบายที่ดีตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่ม พรรค พท.เชื่อว่าการต่อสู้ทางการเมืองที่แท้จริงเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เน้นการสร้างรายได้ให้คนทุกกลุ่ม และแน่นอนพลังของประชาชนต้องถูกปลดปล่อยให้มีเสรีภาพ
ขณะนี้ประชาชนสามารถสัมผัสได้ว่า ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่าย รายได้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิต เกิดการสร้างหนี้ เบื้องต้นในการที่จะห้ามเลือดก็ต้องไปหยุดหนี้ พรรคมีโครงการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ปรับลดค่าพลังงานทันที ทุกเรื่องมีมาตรการชัดเจน เพราะเคยบริหารเรื่องเหล่านี้มาแล้ว และเราต้องปรับวิธีคิดจากการเกษตรดั้งเดิมเป็นการเกษตรก้าวหน้า นำนวัตกรรมมาเสริม เพิ่มรายได้ ปลูกพืชที่เป็นอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพดและถั่วเหลือง รวมถึงการเลี้ยงโคเพื่อส่งออก อนาคตของเด็กก็ต้องดูแล ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา พรรคเสนอหลักสูตร Learn to Learn การแจกแท็บเล็ตฟรี นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องยาเสพติดก็ต้องถูกจัดการไปด้วย
ทุกคนคงเคยได้ยินว่า พรรค พท.จะเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ให้คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เหตุผลคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ใช้ภาย 6 เดือนในรัศมี 4 กิโลเมตร เพื่อผลักประเทศไปข้างหน้า นำระบบดิจิทัลซึ่งมีความโปร่งใสมาใช้ การคอร์รัปชั่นจะลดน้อยลง เพราะสามารถตรวจสอบได้ว่าใบอนุญาตต่างๆ ได้รับการอนุมัติหรือไม่ เพราะอะไร ที่สำคัญพรรค พท.จะปิดสวิตช์ ส.ว.
ส่วนคำถาม หากพรรค พท.ชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หรือนายชัยเกษม นิติสิริ ขอยืนยันพรรคเสนอผู้มีความสามารถ 3 คน ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของคนทุกวัย องค์ประกอบ 3 คนคือหนึ่งเดียว
นายเศรษฐาคือองค์ประกอบผู้ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจในการแก้ปัญหา เพราะปัญหาของประเทศคือเศรษฐกิจที่ต้องโตขึ้น น.ส.แพทองธารคือตัวเชื่อมระหว่างคนรุ่นใหม่เข้าใจถึงนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง เชื่อมความสัมพันธ์กับประชาชนได้อย่างลึกซึ้ง ขณะที่นายชัยเกษมเป็นบุคคลที่อยู่ในระบบของความยุติธรรมมาโดยตลอด แม้กระทั่งวันที่ถูกรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ก็เป็นตัวแทนของรัฐบาลที่ตอบว่ารัฐบาลไม่ลาออก เพราะไม่มีกฎหมายให้ลาออก จึงเป็นคำตอบที่โดนยึดอำนาจไป ฉะนั้น แคนดิเดตนายกฯทั้ง 3 คน สามารถเป็นนายกฯได้ทุกคน ที่สำคัญที่สุดคือพรรค พท.ทำงานเป็นคณะ
สำหรับคำถามถึงการขึ้นเวทีครั้งนี้ สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่แคนดิเดตนายกฯตัวจริงจะพูดและจะทำในอนาคตใช่หรือไม่ ต้องบอกว่าพรรค พท.คือประชาชน ปัจจัยสำคัญที่ชนะการเลือกตั้งทุกครั้งคือ มี ส.ส.ที่อยู่ข้างประชาชน รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อนำมาแก้ปัญหา พรรคทำงานเป็นคณะใหญ่กว่าจะมาเป็นนโยบาย ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวแต่มีผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน นักวิชาการต่างๆ มา
ระดมสมองกันกว่า 10 คณะ ยืนยันว่าพรรคทำงานเป็นกระบวนการ คนเหล่านี้ต่างหากที่จะประกอบเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง
ฉะนั้น ผมพูดอะไรก็พูดเหมือนกันทุกคน มีข้อพิสูจน์เกิดขึ้นแล้ว บางครั้งทั้งผม น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา พูดเหมือนกัน 3 เวทีโดยไม่ได้นัดหมาย สรุปว่าพูดจากสิ่งที่เห็นและทำร่วมกัน

