‘ปชป.’ ประกาศจุดยืน 5 ด้าน เสริมเก่ง สร้างแกร่งให้ผู้หญิง ขจัดความรุนแรงต่อเด็ก สตรี

4.05.23 | 10:14 น.

‘ปชป.’ ประกาศจุดยืนนโยบาย 5 ด้าน เสริมเก่ง สร้างแกร่งให้ผู้หญิง ขจัดความรุนแรงต่อเด็ก สตรี-ครอบครัว ส่งเสริมสตรีให้มีบทบาททางการเมือง

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทีมผู้หญิงของพรรค ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อประกาศจุดยืนนโยบายในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้หญิง นำโดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก กรรมการบริหารพรรค และผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย และ น.ส.รัศมี ทองสิริไพรศรี รองโฆษกพรรค และทีมโฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง

โดย น.ส.รัชดากล่าวว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ เป็นโอกาสของคนไทยที่จะได้ร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่ครอบคลุมในทุกด้าน ที่มุ่งเป้าสู่การสร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ และสำหรับนโยบายสำหรับผู้หญิง ซึ่งวันนี้มีมากกว่าผู้ชายถึง 1 ล้านคน อายุยืนมากกว่าผู้ชายเฉลี่ย 6-8 ปี นั่นหมายความว่าหากเราส่งเสริมผู้หญิง เราจะได้พลังอันยิ่งใหญ่และยืนนาน แต่หากละเลยปัญหาที่ผู้หญิงต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นฐานะแม่ คนหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ปัญหาการถูกกีดกัน ความรุนแรงในครอบครัว และอีกมากมาย ซึ่งหากผู้หญิงถูกทำให้อ่อนแอ ถูกตัดโอกาส สิ่งที่ตามมาคือ การเสียโอกาสของสังคม พรรคประชาธิปัตย์ จึงขอแสดงจุดยืนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างพลังหญิงเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง สร้างสังคมเสมอภาค สร้างกลไกยุติปัญหาความรุนแรงต่อสตรี เด็กและครอบครัว

น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพรรคได้มีผลงานอย่างเป็นรูปธรรมในการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศ สร้างโอกาสให้ผู้หญิงที่จะได้สร้างอนาคตของตนเองและเป็นหลักแก่ครอบครัว เริ่มจากสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ที่มีนโยบายเรียนฟรี อนุบาลชนบท กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ที่ทำให้เด็กหญิงทุกคน โดยเฉพาะจากครอบครัวยากจนที่มักให้โอกาสลูกชายก่อน หรือเด็กชายไปเรียนที่วัดได้ ด้วยนโยบายพรรคของพรรคในวันนั้น ทำให้ประเทศไทยในวันนี้ ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผู้ชายผู้หญิง เป็นทุนทางสังคมที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ทั้งนี้พรรค ปชป.มีแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายแบ่งเป็น 5 ด้าน คือด้านที่ 1 ด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างสังคมเสมอภาค ประกอบด้วย 1.การยกระดับมาตรการคุ้มครองแรงงานเด็กและสตรีให้เป็นไปตามหลักสากล การเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.ความเสมอภาคเท่าเทียม พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ร.บ.ป้องกันการค้ามนุษย์ 2.แก้ไข พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยไม่เอาผิดผู้ค้าประเวณี แต่เอาผิดผู้ซื้อประเวณี ทั้งนี้ธุรกิจการค้าประเวณียังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

3.การสร้างความตระหนักในการจัดทำงบประมาณ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศวัยและสภาพของบุคคลเพื่อความเป็นธรรม (Gender Responsive Budgeting) และ
4.แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ให้เป็นไปตามหลักสากลว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย

Advertisement

ด้านที่ 2 ด้านการแก้ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว ประกอบด้วย 1.กำหนดให้ “ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัวเป็นวาระแห่งชาติ” เพื่อให้ทุกภาคส่วนต้องเต็มที่กับการแก้ปัญหา และได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอ มีคณะกรรมการการแก้ปัญหาความรุนแรงฯระดับชาติ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มียุทธศาสตร์และแผนบูรณาการที่ชัดเจน ไม่ต่างคนต่างทำ อย่างที่ผ่านมา 2.จัดตั้งศูนย์ป้องกันการทำความรุนแรงระดับตำบลให้เกิดเป็นรูปธรรม สร้างกลไกระดับท้องถิ่นสอดส่องดูแล เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรง รวมถึงปัญหายาเสพติด การติดการพนันส่งต่อหน่วยงานระดับจังหวัดต่อไป ซึ่งท้องถิ่นมีศักยภาพเพียงแต่ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนเพิ่มเติม 3.ยกเครื่องวิชาหลักสูตรเพศศึกษาอย่างครอบคลุม ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สร้างเยาวชนให้เติบโตขึ้นด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดสังคมเสมอภาค เคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่น ทั้งชาย หญิง LGBTQ+ ไม่ใช่ชายเป็นใหญ่ คนรวยเป็นใหญ่ 4.เพิ่มอัตรากำลังตำรวจหญิงแต่ละสถานีตำรวจเพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกแก่การรับเรื่องร้องทุกข์คดีความรุนแรง และ 5.ทำงานร่วมกับสื่อมวลชนทุกประเภท ให้ระมัดระวังเรื่องการนำเสนอประเด็นความรุนแรง ต้องไม่บูลลี่ ไม่หยามเกียรติ ทั้งในเนื้อหาข่าวหรือละคร และสร้างแรงจูงใจในการผลิตสื่อสร้างสรรค์เพื่อสร้างความเสมอภาคในสังคมและกับคนทุกกลุ่ม

6.ส่งเสริมการทำงานของภาคประชาสังคมในทุกมิติ ต้องเข้าไปสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบกองทุน เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูเยียวยาผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ลุกขึ้นยืนได้ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจและยั่งยืน ซึ่งเชื่อว่าทั้งหมดนี้ถือเป็นชุดนโยบายพรรคที่ตอบโจทย์การเพิ่มพลัง และความเจ็บปวด ความเหลื่อมล้ำที่ต้องทนมาอย่างยาวนาน

ด้านที่ 3 ด้านส่งเสริมผู้หญิงเป็นพลังทางเศรษฐกิจ การเพิ่มโอกาสในความก้าวหน้าของผู้หญิง และการแก้ปัญหาที่เป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้ชีวิตเดินหน้าอย่างมั่นคง ประกอบด้วย1.การส่งเสริมผู้ประกอบการหญิงเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายและดอกเบี้ยต่ำ ผ่านโครงการ SME มีแต้มต่อ 2.สนับสนุนผู้หญิงประกอบอาชีพอิสระ เข้าถึงแหล่งทุนธนาคารชุมชน ไม่ต้องพึ่งเจ้าหนี้นอกระบบ 3.ส่งเสริมให้มีศูนย์เด็กเล็กคุณภาพในท้องถิ่นและสถานประกอบการด้วยมาตรการที่หลากหลาย เช่น ให้นำค่าใช้จ่ายมาคำนวณหักภาษีนิติบุคคลได้ เป็นต้น และ4.ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุ และคนพิการ ในลักษณะเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprises) พร้อมทั้ง จัดให้มีระบบการดูแลสวัสดิการที่เป็นธรรม

ด้านที่ 4 ด้านการวางรากฐานการศึกษา เสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้หญิงที่ดีที่สุดคือการให้การศึกษา ที่ถือเป็นการสร้างคน และจะนำไปสู่การสร้างเงิน สร้างชาติ ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป โดยมีแนวทางที่สำคัญคือ 1.อินเตอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุด ทุกหมู่บ้าน ทุกห้องเรียน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ การค้าขาย และการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข 2.เรียนฟรี ถึงปริญญาตรีสาขาที่ตลาดต้องการ เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ ซึ่งสามารถตอบสนองต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด “การตลาดนำการผลิต” เพื่อผลิตบัณฑิตให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ช่วยลดภาระครอบครัว ทำให้นิสิตที่จบการศึกษามีงานทำ มีรายได้ ยืนบนขาตัวเองและพึ่งพิงตนเองได้
3.สนับสนุนอาหารเช้า และอาหารกลางวันฟรี ในระหว่างภาคการศึกษา สนับสนุนนมฟรี 365 วัน ให้กับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านสถานศึกษา เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง 4.เพิ่มการสนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษอย่างมีคุณภาพ สำหรับบุคคลหรือเด็กพิการในประเทศไทย ช่วยลดภาระการดูแลของผู้ปกครองทำให้สามารถไปประกอบอาชีพได้ในขณะที่ลูกได้รับการดูแลโดยสถานศึกษา และ ด้านที่ 5 ด้านการสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาททางการเมือง

ด้านนางดรุณวรรณกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีจุดยืนในการเพิ่มพื้นที่ให้สตรีมีบทบาททางด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเวทีขนาดใหญ่ หรือระดับท้องถิ่นก็ตาม เริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้างภายในพรรค ด้วยการกำหนดสัดส่วนที่จะให้ผู้หญิงเข้ามานั่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ผู้สมัครลงรับเลือกตั้งที่เป็นสตรี สัดส่วนของสตรีในส่วนของสาขาพรรค โดยมีการกำหนดแนวทางไว้ชัดเจนและระบุไว้ในข้อบังคับพรรค ถือได้ว่าพรรคมีจุดยืนมากในเรื่อง Gender Rights และ Political Rights ทั้งนี้จะช่วยส่งผลให้สตรีได้มีพื้นที่ทางการเมือง ไปทำงานขับเคลื่อนนโยบายด้วยความเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง