‘ปชป.’ เสนอจุดยืนนโยบายยาเสพติด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ย้ำต้องปรับปรุงกระบวนการลดโทษหลังคำพิพากษา ผู้ผลิต-ผู้ค้า ให้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตหลักสี่ จตุจักร เบอร์ 14 พร้อมด้วย นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตวังทองหลาง บางกะปิ เบอร์ 1 และนายธีรวิทย์ ภูมิดิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตบางเขน จตุจักร หลักสี่ เบอร์ 5 ร่วมกันแถลงถึงจุดยืนของพรรคในนโยบายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
โดย พล.ต.ต.วิชัยกล่าวว่า จากปัญหายาเสพติดเป็นภัยคุกคามที่กระทบต่อชีวิต สังคม และประเทศอย่างรุนแรง พรรคประชาธิปัตย์จึงจัดทำโครงการ ฟัง-คิด-ทำ เพื่อรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน และพบว่าปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง ดังนั้นพรรคจึงมีนโยบาย “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่เอายาเสพติด และไม่สนับสนุนกัญชาเสรี” พร้อมๆ ไปกับนโยบายปราบทุจริต คอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดวิกฤตชาติ และสาเหตุที่ 2 นโยบายดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกันนั้น เป็นเพราะปัญหายาเสพติดส่วนหนึ่งเกิดมาจากการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น หากเราสามารถแก้ปัญหายาเสพติด และปัญหาทุจริตได้ ก็จะทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน
พล.ต.ต.วิชัยยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีผู้ติดยาเสพติดประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งทำให้มีการใช้สิ่งเสพติดจำพวกยาบ้า ยาไอซ์ เฮโลอีน และอื่นๆ มากกว่า 3 ล้านเม็ด และคิดเป็นการมูลค่าความสูญเสียกว่า 300 ล้านบาทต่อวัน ปีละไม่ต่ำกว่าแสนล้าน ซึ่งยังไม่รวมถึงงบประมาณสำหรับการป้องกัน ปราบปราม บำบัด รักษา ดังนั้น ด้วยนโยบาย “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่เอายาเสพติด และไม่สนับสนุนกัญชาเสรี” จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มต้นการแก้ไขตั้งแต่การเจรจากับต่างประเทศ การสกัดการส่งออกสารตั้งต้น การเพิ่มอำนาจ ป.ป.ส.ให้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน ทำสำนวนเพื่อส่งอัยการฟ้องศาลได้ นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดตั้งและปรับปรุงสถานบำบัดในทุกจังหวัด โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อให้เกิดกระบวนการสำหรับรักษา เยียวยา ฟื้นฟู และบำบัดสุขภาพของผู้ติดยาเสพติดให้กับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ส่วนแนวทางในการแก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นนั้น จำเป็นที่จะต้องกำหนดกรอบโทษของผู้กระทำผิด ซึ่งทั้งผู้ก่อ ผู้สนับสนุน ผู้ช่วยเหลือ ต้องได้รับโทษสูงสุดเท่ากัน
“พรรคประชาธิปัตย์ มีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหายาเสพติดให้กับพี่น้องประชาชน ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่พรรคได้ ฟัง-คิด-ทำ จะเกิดประโยชน์ได้ หากพี่น้องประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 26 ให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายจนประสบความสำเร็จได้ต่อไป” พล.ต.ต.วิชัยกล่าว
ด้านนายประพฤติกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่จะเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันให้นโยบายพรรคนำไปสู่การปฏิบัติ ปัญหาส่วนหนึ่งของยาเสพติดมาจากกระบวนการหลังคำพิพากษา แม้ประเทศไทยจะมีโทษประหารชีวิต และศาลตัดสินประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตไปแล้ว แต่ผู้กระทำผิดเหล่านั้นเกินครึ่งหนึ่งไม่ได้ถูกประหาร หรือไม่ได้ถูกจำคุกตามระยะเวลาที่ศาลพิพากษา เพราะมีกระบวนการลดโทษหลังคำพิพากษา ซึ่งส่วนตัวมองว่ากระบวนการดังกล่าวอาจมีผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของโทษตามกฎหมายลดลง ดังนั้นนโยบาย “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่เอายาเสพติด และไม่สนับสนุนกัญชาเสรี” จะเป็นนโยบายที่ผลักดันให้กระบวนการลงโทษเป็นไปตามบทลงโทษสูงสุดตามคำพิพากษา นอกจากนี้ จะต้องมีสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรอง และสร้างความร่วมมืออย่างจริงจังในเรื่องยาเสพติด ป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติดและสารตั้งต้นจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเสนอให้ปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ร้ายข้ามแดนให้ทันสมัย เพื่อป้องกันการหลบหนีข้ามแดนของผู้กระทำผิด
“พรรคประชาธิปัตย์จะผลักดันให้เกิดการบังคับกฎหมายใช้อย่างเต็มที่ ถ้ากฎหมายไม่ถูกบังคับใช้อย่างเต็มที่ ก็ไม่ต่างอะไรกับกระดาษเปื้อนหมึก ดังนั้นบ้านเมืองสงบต้องจบที่กฎหมาย” นายประพฤติกล่าว
ด้านนายธีรวิทย์กล่าวว่า นโยบายที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหายาเสพติดอีกนโยบายหนึ่งคือ นโยบายด้านการศึกษา เมื่อการศึกษาดี จะทำให้ปากท้องดี คุณภาพชีวิตดี พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีนโยบาย “เรียนฟรี ถึงระดับปริญญาตรี ในสาขาที่ตลาดต้องการ” และตนในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย จึงต้องการผลักดันกีฬาตั้งแต่ระดับชุมชนเพื่อลดปัญหายาเสพติดและสนับสนุนให้เยาวชนในชุมชนได้เล่นกีฬากันทุกคน ดังนั้นเพื่อให้เกิดการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม ขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชน กาเลือกทั้งคนและพรรค ทั้งบัตรสีม่วง เลือกผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตของประชาธิปัตย์ และบัตรสีเขียว เลือกเบอร์ 26 พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 2 ใบ” นายธีรวิทย์กล่าว

