กรณีของ “วัดพระธรรมกาย” อาจเริ่มจากคดีรับของโจร ฟอกเงิน อันเกี่ยวกับอาชญากรรมในทาง “เศรษฐกิจ”
แล้วก็มาเลยที่ “บ่อน้ำบาดาล”
หลังมีการสนธิกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรและบ่อน้ำบาดาล เข้าไปตรวจสอบ
สภ.คลองหลวงก็สั่งอายัด “บ่อน้ำบาดาล”
เป็นการอายัดพร้อม”อุปกรณ์”ไว้เป็นของกลาง ห้ามใช้ ห้าม เคลื่อนย้าย หรือกระทำการใดๆให้สูญหาย เสียหาย
จากนั้น บก.ปทส.ก็ขับเคลื่อน
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมหลังพบความผิดขุดบ่อน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต
“หมายค้น” ก็ได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม
“ตำรวจ” สามารถดำเนินการได้ทันทีที่”หมายค้น”ในคดีรับของโจร ฟอกเงิน สิ้นสุดวาระ
เป้าหมายยังอยู่ที่”วัดพระธรรมกาย”
ยิ่งหากศึกษาจากจำนวน 43 คดีนอกเหนือจากคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ
ก็ต้องยอมรับว่า”ธรรมกาย”อ่วม
มิได้ “อ่วม” อย่างธรรมดาปกติ ตรงกันข้ามยังเป็นการอ่วมในระดับที่ต้องเติมคำว่า “อรทัย” เข้าไป
คดีเกี่ยวกับบุกรุก 10 คดี
คดีเกี่ยวกับพรบ.ขนส่ง 19 คดี
คดีเกี่ยวกับกีดขวางทางจราจร 1 คดี
คดีทำให้เสียทรัพย์เนื่องจากโรยตะปูเรือใบ 2 คดี
คดีหมิ่นประมาท 1 คดี
คดีการสร้างอาคารชุดโดยไม่ได้รับอนุญาต 7 คดี
คดีการขุดบ่อน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 คดี
เห็นหรือไม่ว่า “วัดพระธรรมกาย”และ พระเทพญาณมหามุนี จะต้องเจออะไร
อย่างนี้ยิ่งกว่า “อ่วมอรทัย”
เหมือนกับเรื่องอันเกิดขึ้นกับ”วัดพระธรรมกาย” และ พระเทพญาณมหามุนี เป็นเรื่อง”การเมือง”
แต่ยิ่งผ่านไป ยิ่งมากด้วย”สีสัน”
เป็นสีสันจากคดีฟอกเงิน รับของโจร เป็นคดีรุกป่า เป็นคดีก่อสร้างอาคารสถานที่โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นคดีกีดขวางทางจราจร เป็นคดีนำรถตู้ รถโดยสารออกนอกเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต
ภาระหน้าที่ต่อไปของ”วัดพระธรรมกาย”จึงนับว่าเด่นชัดว่ายากยิ่งจะสามารถ “ปฏิบัติธรรม”ได้โดยราบรื่น
ตรงกันข้าม เป็นการ”ขึ้นศาล”
ตรงกันข้าม เป็นการรอคอยว่าเมื่อใดจะถูกบุก ถูกจับ ด้วยความระทึกทุกเวลา ทุกนาที

