จับทาง สูตรสลับ ‘หัว-หาง’ รัฐบาลเสียงข้างน้อย

หมายเหตุนักวิชาการวิเคราะห์กรณีนิด้าโพลสะท้อนความนิยมของพรรคก้าวไกลและเพื่อไทย ที่ค่อนข้างสูสี มีโอกาสตัดคะแนนกันเองไม่แลนด์สไลด์ทั้งคู่ ทำให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาเปิดประเด็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แม้ไม่อยากให้เกิด แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ เปิดทาง 250 ส.ว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

วันวิชิต บุญโปร่ง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

เป็นการดูถูกประชาชนเกินไป หากจะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วใช้บริการเสียงของ ส.ว. ผมว่าคนที่คิดสูตรนี้คงจะลืมประเมินอารมณ์ ความเดือดดาลของประชาชน เพราะสมมุติว่าฝ่ายเสรีนิยมได้เลือกนักการเมืองของตัวเองในลักษณะแลนด์สไลด์ ไม่ว่าเสียงนั้นจะหอบหิ้วไปทางพรรคก้าวไกลหรือเพื่อไทย แต่มีเสียงที่รวมตัวเลขกันได้เยอะ แล้วอีกฝ่ายยังดึงดัน หาเกมต่อสู้เพื่อไปต่อผมเห็นอนาคตข้างหน้าว่าบทสรุปจะจบลงไม่สวย ความวุ่นวายทางการเมือง ความชอบธรรม ความสง่างามทางการเมืองซึ่งอธิบายไม่ได้ในทางสากล จะกลายเป็นที่ขบขันในสายตาคนต่างประเทศ ว่าการเมืองไทยเกิดอะไรขึ้น

Advertisement

ถ้าตัวเลขออกมาเป็นอย่างไร ก็ควรจะกลับไปที่สารตั้งต้นทั้งหมด รู้แพ้ รู้ชนะ คือควรเคารพกติกาว่าใครมีตัวเลขที่มีความชอบธรรมมากกว่า ฝ่ายไหนได้เสียงมากกว่าก็ถือเป็นฉันทามติของประชาชนในเบื้องต้นแล้ว เท่ากับว่าทุกคนได้เรียนรู้และยอมรับกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา และอาจจะต้องกลับไปทบทวนยุทธศาสตร์การหาเสียงว่าประสบความสำเร็จ ผิดพลาด หรือล้มเหลวอย่างไรจะดีกว่า

ตอนนี้คนมองทิศทางของ 250 ส.ว. ว่าส่วนใหญ่จะไปโหวตให้ใคร เพราะที่กำหนดไว้ 376 เสียงขึ้นไป เผอิญพรรคที่ใหญ่ที่สุดคือวุฒิสมาชิก ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของคนที่ดีไซน์เอาไว้เพื่อให้ฝ่ายของตัวเองได้เปรียบ ได้ไปต่อ ดังนั้นคนจึงมองพรรครัฐบาลปัจจุบันว่า เพียงแค่ได้ขั้นต่ำ 125 เสียง แล้วไปบวก 250 ส.ว.แบบเบ็ดเสร็จ ก็น่าจะทะลุ 376 เสียงขึ้นไปได้

ทั้งนี้ ผมคิดว่าฉากทัศน์การเมืองไทยในปัจจุบัน พ.ศ.2566 ไม่เหมือนเดิม มีสมาชิกวุฒิสภาหลายคนที่เขาตาสว่างแล้วคิดได้ ผมว่าตอนหลังในการโหวตกฎหมายต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นในทิศทางสภาฝักถั่วยกมือครบ 250 คน เราจะเห็นว่าช่วงหลังๆ ส.ว.อย่างอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คุณหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูงดังนั้นเอาเข้าจริง 250 ส.ว.ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกดรีโมต สั่งซ้ายหัน-ขวาหันได้หมด ผมคิดว่า ส.ว.หลายคนรู้ว่ากระแสสังคมมองภาพเขาเป็นอย่างไร ที่ผ่านมามันทำให้เขาบางส่วนรู้สึกว่าต้องทบทวนตัวเอง แต่บางคนคิดไม่ได้ก็ยังดึงดันผสมโรง ที่จะสมคบคิดเล่นเกมต่ำ เช่นการเอาไลน์หลุดออกมาเปิดโดยไม่มีการตรวจสอบ ขอให้เป็นอะไรที่ตัดแต้มตัดขาพรรคการเมืองที่ตัวเองไม่ชอบได้ ทำหมด ซึ่งมันย้อนแย้งกับคำว่า วุฒิสมาชิก เป็นสภาที่มีคุณวุฒิวัยวุฒิ

เอาจริงๆ ถ้าสมมุติผลการเลือกตั้งไม่เป็นคุณกับ 2 ป. เขาจะต้องแสดงสปิริตว่าจะตัดสินใจอนาคตทางการเมืองต่อไปอย่างไร แต่ถ้าเขายังยืนยันว่าอยู่ที่กลไกรัฐสภา นั่นคือเขาต้องการจะสู้ ต้องการจะไปต่อโดยไม่แคร์เสียงทัดทานใดๆ ของประชาชนก็อันตราย น่าเป็นห่วงเหมือนกัน แต่ถ้าพรรคในเครือข่าย 2 ป. หรือเครือข่ายที่สนับสนุนเขาได้ตัวเลขไม่ตรงตามเป้า แล้วมองเห็นว่าประชาชนต้องการพรรคการเมืองแบบใด อันนี้ต่างหากที่จะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกดีๆ ครั้งสุดท้ายถ้าเขาจะหยิบยื่นให้กับประชาชน บ้านเมืองจะต้องไปต่อ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมีเฉพาะกลุ่มพวกเขาเท่านั้นที่จะรักษาประเทศได้

ถ้าสมมุติมีการใช้สูตรเสียงข้างน้อยจัดตั้งรัฐบาล ด่านแรกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากไม่รอด มีโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะชิงยุบสภา ตั้งรัฐบาลรักษาการหรือไม่นั้น ผมคิดว่าน่าจะยาก อย่าประเมินอารมณ์ของผู้คนในสังคมว่าจะให้มีวันแบบนั้นเกิดขึ้น ทั้งนี้ อายุของ ส.ว.จะสิ้นสุดลงวันสุดท้าย 11 พฤษภาคม 2567 เพราะฉะนั้น ส.ว.จะยังมีฤทธิ์เดชอยู่ และด้วยความที่มีวุฒิสมาชิกเป็นสารตั้งต้นของความขัดแย้ง ทำให้ทุกคนเกิดความกระอักกระอ่วนถึงอนาคตทางการเมืองว่า ถ้าหากมี ส.ว.เพื่อไปสนับสนุนการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง คนก็จะรู้สึกว่าความขัดแย้งทางการเมืองยังดำรงอยู่ ดังนั้น ถ้าวุฒิสมาชิกบอกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศมีทางออกได้ ต้องเคารพเสียงสาธารณชน ว่าประชาชนส่วนใหญ่เขาเลือกพรรคการเมือง แล้วรวมเสียงข้างมากของ ส.ส.ได้เกินกึ่งหนึ่งจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ วุฒิสมาชิกควรจะเล่นตามกติกาแบบนั้น ไม่ใช่เอาอารมณ์ของตัวเอง ตามจริตรสนิยม หรือความเชื่อทางการเมืองของตัวเองเป็นมาตรฐานที่ตั้ง

ผมคิดว่าฉากทัศน์การเมืองในอนาคต มันจะจบไม่สวย บางทีในแบบเรียนการศึกษาหรือสำหรับคนที่สนใจการเมืองในอนาคต วุฒิสมาชิกชุดนี้ก็อาจกลายเป็นบทเรียนในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง ที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ หรือทำลายประชาธิปไตยในประเทศก็เป็นได้ หากยังดึงดันเล่นตามเกมของตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุด ต้องยอมรับกับผลที่จะเกิดขึ้นหลังวันที่ 14 พฤษภาคม จะดีที่สุด

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

สถานการณ์ตอนนี้หากมีการประเมินสถานการณ์ในฝั่งของประชาธิปไตยที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ส่งผลกระทบต่อการแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย ทำให้ตีบตันลงเรื่อยๆ โดยมีผลพวงมาจากวิวาทะของนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย และจุดยืนได้ปิดประตูตายให้กับพรรคเพื่อไทย ทำให้ตอนนี้พรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคพลังประชารัฐไม่ได้แล้ว รวมทั้งพรรคภูมิใจไทย ต้องร่วมมือกับพรรคก้าวไกลโดยไม่มีทางเลือก ถ้าร่วมกันไม่ได้ก็จะส่งผลให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยมีโอกาสเกิดขึ้นมาทันที

สัญญาณที่ชัดเจนมากคือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้ออกมากล่าวว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็เกิดขึ้นได้ โดยหลักการเมืองแล้วจะต้องใช้เสียงข้างมาก เมื่อมาดูพรรคเพื่อไทยช่วงนี้ยอมรับว่าลำบากมาก ไม่รู้ว่าวางยาตัวเองหรือเปล่า หรือมีการวางกลยุทธ์บางอย่างที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงทำให้เสียงข้างน้อยมีโอกาสขึ้นมาทันที เพราะความได้เปรียบทางด้านกลไกทางรัฐธรรมนูญก็คือ ส.ว. ที่รับรู้กันอยู่ว่าสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้

หากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้ว ต่อไปก็จะกลายเป็นเสียงข้างมาก หากมองในเรื่องนักการเมืองในโลกของความเป็นจริง หากคนที่เคยเป็น ส.ส.มาแล้วจะเป็นคนที่มีราคา เพราะการเลือกตั้งแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายมากมาย ส.ส.เมื่อมีการลงทุนไปแล้ว ก็จะอยู่ในข้างที่ได้เปรียบ รวมทั้ง ส.ส.ทุกคนกลัวการยุบสภาก่อนเวลาอันควร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องบประมาณที่ใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และนักการเมืองส่วนมากมีคดีความ เชื่อว่ามีรัฐบาลเสียงข้างน้อยตั้งได้ ก็จะมีขบวนการงูเห่าจะไหลมาเสียงข้างน้อย ก็จะกลายเป็นเสียงข้างมากในที่สุด

แต่ส่วนที่นายวิษณุไม่ได้ประเมินคือ ผมเคยพูดเอาไว้นานแล้วว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเหนื่อยมากคือ เรื่องการกดดันทางสังคมจะรุนแรงมากขึ้น ประกอบกับอำนาจการต่อรองของแกนนำในรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะไม่มีอำนาจการต่อรองเลย เพราะจะต้องจัดตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับบรรดาพรรคร่วม และ ส.ส.ที่จะไหลเข้ามา ซึ่งจะต้องให้ทรัพยากรกับพรรคร่วมและ ส.ส.ที่ย้ายเข้ามา โดยมีกล้วยหรืองบประมาณในการดูแล ส.ส.ที่จะไหลเข้ามา หากมองไกลถึงการยุบพรรคการเมืองเพื่อดึง ส.ส. คิดว่าจะมีโอกาสหลังการเลือกตั้ง เพื่อให้ ส.ส.แตกรัง ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะมีการร้องเรียน กกต.กันมาก และเข้าเกณฑ์การยุบพรรคเยอะ

กรณีที่นิด้าโพลออกมาพบว่าพรรคก้าวไกลกำลังแรงขึ้นมาเรื่อยๆ และเป็นรองเพียงพรรคเพื่อไทยเท่านั้น มองดูแล้วเป็นผลเสียให้พรรคเพื่อไทยแน่นอน ในทางกลับกันเป็นผลดีกับพรรคก้าวไกล หลายคนกำลังจับตามองผลโพลจะเหมือนกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าจะเป็นกระแสจริงเหมือนกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.หรือไม่ หากเป็นจริงเหมือนกับนายชัชชาติ ตามกระแสโพลก็จะทำให้การแลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทยแหกโค้งไปเลยคือไม่ทะลุ 350 ที่นั่ง ซึ่งจะส่งให้พรรคก้าวไกลมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และหากได้เสียง ส.ส.มากกว่าพรรคเพื่อไทย ก็จะมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในเรื่องพรรคเพื่อไทยไม่ยอมแน่นอน ก็จะต้องช่วงชิงในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งอาจจะข้ามห้วยมาจับมือกับฝ่ายเผด็จการ

ส่วนจะมองว่าพรรคก้าวไกลอาจจะได้เสียงข้างมาก มองดูแล้วมีโอกาสเป็นไปได้ หากดูในเรื่องผลโพล และหลายพื้นที่ในเขตต่างจังหวัด โดยเฉพาะเมืองใหญ่ได้รับการตอบรับมาก นิวโหวตเตอร์ คนหนุ่มคนสาว ทำให้พวกอดีต ส.ส.ในพื้นที่เกิดความหวาดวิตกพอสมควร เนื่องมาจากนโยบายขายยาก เพราะชนเพดานกันไปหมด การดีเบตก็แพ้พรรคก้าวไกล บวกกับท่าทีของหลายพรรคการเมืองจุดยืนไม่ชัดเจน และจะมีการเลือกตั้งในช่วงสัปดาห์หน้าแล้ว โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตัวจริงมี 3 คน แต่บอกไม่ได้ รวมทั้งท่าทีของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดไปคนละทิศละทาง ความคลุมเครือว่าจะร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ยิ่งทำให้พรรคก้าวไกลมีโอกาสขี่คอพรรคเพื่อไทย และอาจจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และจะบีบพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก เพราะว่าหากพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็จะเป็นนั่งร้านนอกเสียจากพรรคเพื่อไทยจับมืออีกฝั่งเพื่อดันพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านในสภา

การที่พรรคเพื่อไทยแข่งกับพรรคก้าวไกล จะส่งผลดีต่อพรรครวมไทยสร้างชาติหรือพรรคพลังประชารัฐหรือไม่นั้น หากมองดูแล้วพรรครวมไทยสร้างได้รับอานิสงส์ในทางที่ดีแน่นอน หากแข่งขันกันแบบนี้ ที่นั่งของ ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติยังคงที่ ก็อาจจะได้คะแนนดี เมื่อพรรคเพื่อไทยไปเล่นเกมของนายทักษิณ ชินวัตร น่าสนใจมาก หากดูการปราศรัยหรือการรวมตัวของคนในพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีการปลุกระดมคนเสื้อเหลือง เพื่อให้มองเห็นความขัดแย้งในเรื่องเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ทำให้พรรคเพื่อไทยก้าวไม่พ้นนายทักษิณ และจะเป็นการฆ่าพรรคเพื่อไทยจริงๆ หากนายทักษิณไม่รู้จักกาลเทศะ ซึ่งส่งผลให้พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการสร้างเหตุผลนี้ขึ้นมา เพื่อปั่นกระแสและสร้างความนิยม ในขณะเดียวกับพรรคเพื่อไทยกำลังสาละวนกับการทะเลาะกับพรรคก้าวไกล เนื่องมาจากนายทักษิณต้องการบล็อกพรรคก้าวไกล แต่ลืมไปว่าเป็นการเปิดทางให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สร้างคะแนนนิยมขึ้นมาทันที

ปัจจัยการเลือกตั้งหากเปรียบเทียบกระแสกับกระสุน หากมองดูแล้วพบว่าพรรคก้าวไกลใช้กระแส ส่วนพรรคการเมืองอื่นที่เล่นการเมืองแบบเดิมๆ เมื่อไม่มีกระแสก็ต้องใช้กระสุนแทน และใช้อำนาจกลไกของรัฐที่มีอยู่ให้การสนับสนุน พร้อมทั้งต้องทำลายฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด ทั้งเรื่องคดีความ การปล่อยข่าว รวมทั้งสร้างคดีให้ฝ่ายตรงข้ามไว้ก่อนไม่รู้ว่าเรื่องนั้น จะมีข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด เพื่อดิสเครดิตทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image