หน้าแรก การเมือง ทนายทราย ผิดห...

ทนายทราย ผิดหวังกับ ‘บ้านปรานี’ – เก็ทจี้ถามทีละข้อ เยี่ยมหยกไม่ได้เพราะ? ได้คำตอบ ‘ต้องถามผู้ใหญ่’

4.05.23 | 19:06 น.

ทนายทราย ผิดหวังกับ ‘บ้านปรานี’-เก็ทจี้ถาม ผอ.ทีละข้อ เยี่ยมหยกไม่ได้เพราะ? ได้คำตอบ ‘ต้องไปถามผู้ใหญ่’

สืบเนื่อง ด.ญ.ธนลภย์ (สงวนนามสกุล) หรือหยก เยาวชนอายุ 15 ปี สมาชิกกลุ่มนักเรียนล้มฯ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่อายุน้อยที่สุด จากการชุมนุมเมื่อ 13 ตุลาคม 2565 ถูกเซ็นให้ควบคุมตัวภายในสถานพินิจ เป็นเวลา 37 วัน ในขณะที่กำลังจะเปิดภาคการศึกษาอีก 12 วันข้างหน้า

โดยเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ นำโดย นายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือเก็ท และสายน้ำ (สงวนนามสกุล) เยาวชนอายุ 17 ปี พร้อมด้วยนักกิจกรรมอิสระ เดินทางไปยื่นหนังสือเชิญอธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ร่วมงานเสวนาเกี่ยวกับปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม ก่อนทำกิจกรรม “เดินเพื่อเพื่อน Walk for Friend” เป็นระยะทางกว่า 51 กิโลเมตร จากหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เขตจตุจักร ไปยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านปรานี อ.สามพราน จ.นครปฐม เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกหมายฝากขัง ปล่อยตัว ด.ญ.ธนลภย์ อย่างไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ เปิดเผยว่า ทนายความและผู้ใกล้ชิดไม่สามารถเข้าเยี่ยมและฝากอาหารให้ ด.ญ.ธนลภย์ได้ นอกจากนี้ ทนายความยังได้โทรศัพท์สอบถาม ‘เก๋’ เจ้าหน้าที่บ้านปรานี ถึงข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวเมื่อวานนี้ นั้น

เมื่อเวลา 08.51 น. วันที่ 4 พฤษภาคม น.ส.กุณฑิกา นุตจรัส หรือทราย ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก แสดงความผิดหวังต่อคำตอบของเจ้าหน้าที่บ้านปรานี ความว่า

ผิดหวังกับบ้านปรานีเอาชื่อทรายมาอ้าง นักข่าวส่งรูปมาให้ดูว่ามีกิจกรรมหน้าบ้านปรานี (เขาดูจากไลฟ์) เจ้าหน้าที่ที่ออกมาพูด มีการอ้างชื่อทรายว่าได้คุยกับทรายแล้วนะ ทรายจะบอกเลยว่าไม่ต้องอ้างเพราะทรายไม่ได้คุยกับคุณเรื่องของนักกิจกรรมเลย คำถามเดียวทรายคือ เมื่อวาน “ทำไมคุณไม่ให้ทนายความเข้า และทีมทนายความของเราไม่ใช่ทนายในศาลเยาวชน เป็นทนายคดีอื่น แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้เข้า เด็กมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญไหมคะ?”

Advertisement

ทรายยังยืนตามที่ “คุย” กับเขานั่นแหละ ว่านี่คือการละเมิดสิทธิเด็ก
ดังนั้นใครที่ดูข่าวอยู่ ได้ฟังว่าคนที่แอบอ้างชื่อทรายว่าคุยกับทรายแล้ว ให้รู้นะคะว่าทรายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เรื่องการเข้าไม่ได้เมื่อวานทางทีมทนายไม่ได้ยอมรับว่าเป็นเรื่องถูกต้องและสมยอมแต่อย่างใด ไม่ต้องมาอ้างว่าคุยกับทรายแล้วทุกอย่างจะโอเค

ขอบคุณค่ะ

ปล.ทรายไม่ได้ไปด้วยซ้ำ ทรายโทรถาม

นอกจากนี้ น.ส.กุณฑิกา ยังโพสต์ข้อความสื่อสารถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมไทยในเชิงโครงสร้าง ความว่า มาจนถึงวันนี้ มีหลายอย่างที่ดิฉันอดใจไม่พูดถึงบ้านปรานี เพราะรู้สึกว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโทษคนตัวเล็กตัวน้อย คนที่ถูกกดทับจากระบบที่สร้างมาผิดๆ

แต่สุดท้ายแล้ว

1.ดิฉันยืนยัน ว่าระเบียบกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนว่าด้วยการติดต่อเด็กและเยาวชนของบุคคลภายนอก และการพบและปรึกษากับที่ปรึกษากฎหมายหรือทนายความ พ.ศ.2565 ไม่ถูกกฎหมาย ผิดหลักการที่อนุสัญญาสิทธิเด็กวางเอาไว้ และก็เป็น arbitrary detention ที่นานาชาติประนาม โดยที่แย่ที่สุดคือปิดกั้นสิทธิในการเข้าถึง มีส่วนร่วม ได้รับการพิจารณาคดีที่ยุติธรรม (fair trial) โอกาส อนาคต ของเยาวชน โดยเฉพาะเรื่องการเข้าเยี่ยม ในทางวิชาการหากคุณปฏิบัติแบบนี้ แสดงว่าการเข้าเยี่ยมไม่ใช่สิทธิ แต่เป็น “ข้อยกเว้น” และตกอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของบุคคลคนเดียว ไม่มีหลักการรองรับ ไม่มีหลักประกันสิทธิของเยาวชน นี่ขนาดแค่ระเบียบเดียว ไม่แน่ใจว่าถ้าไปเจอระเบียบอื่น แล้วอ่านออกมามันจะปกป้องคุ้มครองเยาวชนแค่ไหน

2.ดิฉันเศร้าใจว่า “เราเอาเยาวชนมาอยู่ในที่แบบนี้” เพราะจากเรื่องราวของหยกที่เขาเล่าให้ฟัง (และน้อยครั้งที่ดิฉันจะพูดออกมา) ดิฉันพบว่า สถานพินิจขาดความเชี่ยวชาญในการดูแลเยาวชน และไม่มีความพร้อม นับตั้งแต่คำพูดของบุคลากรที่พูดกับเด็ก ไปจนถึงวิธีปฏิบัติงาน วันนี้เค้าบอกให้ดิฉันช่วยอธิบายเรื่องหน้าที่การทำงานของเขาว่าแบ่งอำนาจกันยังไงกับเพื่อนหยก ดิฉันก็ยังคิดว่าแล้วทำไมคุณไม่ทำ?

3.ความไม่พร้อมแม้กระทั่งในการเลี้ยงดูในแง่ปัจจัยสี่ โดยเมื่อหยกทานข้าวข้างในไม่ได้เลย และขอให้ทางเรากับเพื่อนๆ ช่วยจัดหาให้ ซึ่งร้ายแรงที่สุด คือในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่แจ้งเรา (คนอื่นหลายครั้ง และตัวดิฉันเองได้ยินหนึ่งครั้ง) ว่าอยากให้ต่อไปนี้ถ้าจะส่งข้าวขอให้ส่ง 30 คน เหตุผลคือความเท่าเทียม/สงสารเด็กคนอื่นๆ ต้องมองหยกกินข้าว

คำตอบของดิฉันในวันนี้กับวันนั้นยังเป็นเช่นเดิม คือเราส่งข้าวไปเพราะเด็กของเรา (ซึ่งไม่ใช่คนกินยาก) กินอะไรในนั้นไม่ได้ เรายอมส่งให้ 7 คนในสถานแรกรับ ‘ทุกวัน’ ก็เพื่อให้ลูกของเราได้ทาน ถ้าเจ้าหน้าที่มองว่าเป็นปัญหาเพราะทุกคนไม่เท่าเทียมกัน ทางแก้คือ “ไปทำข้าวบ้านปรานีให้กินได้” ไม่ใช่มาให้เราซื้อให้ทุกคน

4.หนังสือสิทธิมนุษยชนเด็ก เข้าไปไม่ถึงเด็กในบ้านปรานีสักเล่ม ถ้าหากในอนาคตถึงแล้วกรุณาแจ้ง แต่จากที่หยกแจ้ง ไม่มีเลย หากจะไม่ให้เด็กข้างในเอาไปอ่านด้วยเหตุผลใด เราไม่ว่ากัน แต่ถ้าเช่นนั้นเอาคืนมา ของพวกนี้ เรายังสามารถเอาไปบริจาคที่อื่นได้

5.มา ณ วันนี้ พวกเรา ทีมทนาย เข้าพบไม่ได้อีกแล้ว เจ้าหน้าที่บอกดิฉันว่า “เพราะไม่ใช่ทนายที่แต่งตั้งที่ศาลเยาวชน” เป็นเรื่องตลกมากเพราะในคำร้องขอเขา “ที่อนุญาตไปแล้ว” เราไม่เคยแอบอ้างว่าตัวเองเป็นทนายในคดี 112 ของศาลเยาวชน เพราะเด็กไม่ได้จะแต่งใครเป็นทนายในคดีนั้น เรายืนยันเสมอว่าเป็นคดีที่เด็กแจ้งความตำรวจกลับ ในขณะที่คนอื่นที่เข้าเยี่ยมประจำและได้รับอนุญาตก็เข้าไม่ได้วันนี้ กับข้าวที่ส่งไปในวันนี้ก็ได้รับแจ้งจากคนที่ไปว่าไม่ยอมเอาให้เด็กอีกต่อไปแล้ว และอ้างว่าเนื่องจากมีคนจัดกิจกรรมเดินมาที่บ้านปรานี เพราะฉะนั้นจะไม่ให้มีการเข้าเยี่ยมประชิดตัวถึงวันที่ 7

ในวันนี้ ดิฉันถึงขั้นต้องถามเขาว่า “ทำแบบนี้สถานพินิจต้องการอะไร หมายความว่าอย่างไร?” น่าเสียดายที่ไม่มีใครตอบได้

บางทีดิฉันก็เหนื่อย แต่เด็กน่าจะเหนื่อยกว่า เขาจะไม่เข้าร่วมกระบวนการยุติธรรม คุณต้องทำขนาดนี้เลยหรือ? แค่สิทธิในการที่จะไม่เข้าร่วมกระบวนการ คุณทำให้เขาได้ไหม? ยังไม่ต้องมาเริ่มพูด fair trial เอาแค่ให้เขาได้มีทางเลือกแบบไม่กดดันก่อน

หรือบางทีอาจเพราะผู้ใหญ่เป็นแบบนี้ หยกเลยต้องเลือกทำอะไรแบบนั้น

สุดท้ายนี้ คุณจะทำยังไงก็ได้ พูดยังไงก็ได้ อ้างคำสั่งศาลเยาวชนก็ได้ แต่ฟ้าดินเป็นพยาน โลกรู้ สังคมรู้ว่าความจริงคืออะไร

ใครเป็นห่วงเด็ก ใครเป็นห่วงหน้าและชื่อเสียงตัวเอง
ปล. อีกไม่ถึง 2 อาทิตย์ โรงเรียนของหยกจะเปิดเรียน และหากเธอไม่ได้ไปมอบตัว เธอก็จะเสียสิทธิในการได้เรียนไป

 

ขณะที่ เวลา 10.30 น. ภายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านปรานี อ.สามพราน จ.นครปฐม นายโสภณ หรือเก็ท เข้าไปสอบถามเหตุผลและข้อเท็จกรณีดังกล่าว กับ น.ส.กัญญาภัทร สุทธิบูรณ์ ผอ.บ้านปรานี โดยเจ้าหน้าที่ชายรายหนึ่งอธิบายระเบียบกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ในการเข้าเยี่ยมของสถานพินิจ ว่ามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ซึ่งมีทั้งหมด 6 ข้อ อาทิ บิดา มารดาเข้าเยี่ยมได้ ซึ่งกรณีของ ด.ญ.ธนลภย์ ที่เข้ามาตั้งแต่วันแรก เราเห็นถึงความกังวล ผู้อำนวยการศูนย์จึงให้ความเห็นว่า เข้าพบได้

นายโสภณกล่าวว่า ที่อ้างว่า มีผู้ปกครองอีกคนที่ใกล้ชิดกับหยกเข้ามาเยี่ยม เป็นผู้ปกครองทางสายเลือดใช่หรือไม่ เพราะแม้แต่ตัวหยกเองก็ยังยืนยันว่า ติดต่อผู้ปกครองไม่ได้ และห้ามทนายเข้าเยี่ยม เหตุใดจึงไม่สื่อสารว่ามีผู้เข้าเยี่ยมแล้วจะได้ไม่ต้องเดินทางมา (เข้าเยี่ยมได้วันละ 1 คน) และเหตุใดจึงบิดพลิ้วคำพูดของทนาย ว่าเห็นชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้

“คำถามคือ เหตุใดสถานพินิจถึงอ้างว่ามีผู้ปกครองอีกคนเข้ามา แล้วผมจะเข้าเยี่ยมได้ยากขึ้น หรือเยี่ยมได้น้อยลง 2.ทำไมถึงไม่ให้ทนายเข้าเยี่ยม ซึ่งก็มีการพูดกันว่า ทนายเข้าเยี่ยม 10 ครั้งแล้ว แต่ว่ายังไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ต้องชี้แจ้งก่อนว่าหยกปฏิเสธกระบวนการทั้งหมดในคดี 112 แต่ในคดีที่หยกฟ้องกลับตำรวจ หยกมีทนาย ดังนั้นจึงเป็นคนละส่วน” นายโสภณกล่าว

เมื่อถามว่า ทนายหรือที่ปรึกษาทางกฎหมายที่ศาลแต่งตั้งให้ ด.ญ.ธนลภย์ นั้น ทางโจทก์ยินยอมหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่า เป็นการแต่งตั้งโดยอำนาจศาลเอง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเผยด้วยว่า เมื่อวานนี้เป็นครูที่ปรึกษาที่ใช้สิทธิเยี่ยม

ด้านผู้ชุมนุมชายรายหนึ่งกล่าวเสริมว่า หยกเพิ่งติดโควิดไป จะมาอ้างเรื่องโควิดไม่ได้ ติดจากข้างในโดยไม่แจ้งด้วย

เมื่อถามว่า ขอเข้าเยี่ยมแบบปกติไม่ใช่ออนไลน์ยากอะไร ก่อนหน้านี้ก็เยี่ยมได้ เราทำตามระเบียบทุกอย่าง? น.ส.กัญญาภัทร ผอ.บ้านปรานี ยื่นไมค์กลับ นายโสภณจึงสรุปคำตอบของ ผอ.บ้านปรานีว่า เป็นเจ้าของสถานที่แต่ไม่มีสิทธิตัดสินใจ ต้องไปถามนายปัญญา จันทร์ละออ ผู้ตรวจราชการกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม จากส่วนกลาง และนายปัญญาต้องไปถามผู้ใหญ่ แต่ไม่บอกว่าผู้ใหญ่เป็นใคร

นอกจากนี้ นายโสภณยังเชิญไปร่วมเสวนาถึงปัญหากระบวนการยุติธรรม ในวันพรุ่งนี้ แต่นายปัญญาตอบว่า ไม่สะดวกไปร่วมเสวนา และจะไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วม