เดินหน้าชน : ใครจะได้ไปต่อ

8.05.23 | 12:37 น.

เดินหน้าชน : ใครจะได้ไปต่อ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สวมหมวกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติลงหาเสียงย่านพระประแดง ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกชาวบ้านอย่างอารมณ์ดีว่า วันนี้มีคนเรียกว่าเป็นพี่ตู่ไปแล้ว และอยากจะนั่งนายกฯตามกติกาที่เหลืออีก 2 ปี ก่อนจะว่า ขอให้เชื่อมั่น ส่วนโพลอย่าไปสนใจ สนใจตัวจริงตนดีกว่า โพลก็เรื่องของโพลไป ไม่ต้องไปท้อแท้

เมื่อพูดเรื่องโพล หากไปนั่งในมุมของพรรครวมไทยสร้างชาติก็พอเข้าใจ ผลโพลหลายสำนักในช่วงโค้งสุดท้าย ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ มักจะตามหลังแคนดิเดตของพรรคก้าวไกลกับเพื่อไทย จำนวนเปอร์เซ็นต์แทบจะห่างกันพอสมควร

แต่ถึงอย่างไร พรรคของลุงตู่ก็คงต้องรับฟังเสียงทักจากโพลบ้าง ผลสำรวจความนิยมต่างๆ แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างหนึ่งของประชาชนที่หยั่งเสียงออกมา เมื่อคะแนนนิยมของแคนดิเดตนายกฯตกเป็นรอง ก็จะส่งผลต่อเสียงของเหล่าผู้สมัครในสังกัดเดียวกันทั่วประเทศเช่นกัน

นักวิชาการและอาจารย์ที่ให้ทรรศนะก็อยากให้ช่วงเวลาหาเสียงที่เหลืออยู่ พรรคที่มีคะแนนนิยมตกเป็นรอง ต้องรีบปรับกลยุทธ์การหาเสียง เพราะเหลือกลุ่มพลังเงียบยังลังเลจะเลือกใครทั้งผู้สมัครและพรรคการเมือง

Advertisement

ขณะที่ กกต.ระบุกฎเหล็กไว้ว่า ห้ามจำหน่าย แจกจ่าย หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 13 พฤษภาคม 2566 จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง ก็คือ 14 พฤษภาคม 2566 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เท่ากับเวลาของการหาเสียงเหลือไม่ถึง 7 วัน

หากกล่าวในนาทีนี้ ต้องยอมรับว่าพรรคก้าวไกลมาแรง บุกไปเหนือจนถึงสุดแดนใต้ที่ปลายด้ามขวาน ประชาชนก็พากันมุงแน่นเต็มเวที “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กับแกนนำหลัก พูดชัดเรื่องนโยบายต่างๆ พร้อมจะเป็นรัฐบาลแห่งความหวัง ดันรัฐสวัสดิการไปให้สุดลิ่ม

ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ขยับตัวเร็วก่อนใคร ช่วงต้นๆ ชูแลนด์สไลด์ขอมากกว่า 250 เสียง ก่อนจะปักธงเป็น 310 เสียง ล่าสุดในช่วงเมษาฯหน้าร้อน ในหลายเวที เหล่าแกนนำพรรคยืนยันว่า ตัวเลขของพรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ต้องได้ ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ รวม 376 เสียง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพื่อถอดปลั๊ก 250 เสียง ส.ว.

ส่วนพรรคภูมิใจไทยของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปีที่แล้ว เป็นวันของพรรคภูมิใจไทย เหล่าสมาชิกพรรคอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็น ส.ส. พากันเปิดหมวกลาต้นสังกัดเดิม เดินทาง
มาเปิดตัวเป็นสมาชิกใหม่ของภูมิใจไทยกว่า 40 คน ต่างมาจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล รวมทั้งพรรคเล็กๆ หลายคนไปปรากฏตัวโดยที่ยังไม่ได้เขียนใบลาออกจากพรรคเดิมด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยตอนนั้นฟีเวอร์ขนาดไหน

แต่เมื่อมาถึงวันนี้กับเวลาที่เหลืออยู่ พรรคภูมิใจไทยคงต้องเร่งขยันทำงานอย่างหนักมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้มีที่ยืนในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ให้มากที่สุด

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ เมื่อ 4 ปีก่อนเป็นพรรคจัดรัฐบาล ส่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถูกดันเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ มีการออกจดหมายน้อยหลายอีพี ระบายความในใจ ความรู้สึกและความต้องการอยากให้ประเทศเดินไป
บนเส้นทางก้าวความขัดแย้งทั้งปวง มองเห็นหนทางของประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องฟังเสียงประชาชน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พล.อ.ประวิตร พร้อมทีมเศรษฐกิจ ร่วมกัน “สรุปนโยบาย โค้งสุดท้าย สู่การเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลพลังประชารัฐ” หัวหน้าพรรคก็พูดตรงๆ ว่า “ถ้าประชาชนเลือกผมก็พร้อมเป็นนายกฯ” นักข่าวเลยถามต่อว่า หลายพรรคไม่ยอมจับขั้วด้วย พล.อ.ประวิตรก็ตอบว่า “ก็ขึ้นอยู่กับประชาชน ถ้าได้คะแนนเสียง 300 ก็ไม่ต้องจับกับใคร ปล่อยให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ถ้าเขาอยากพูดก็พูดกันไป”

สำหรับสถานการณ์และความเข้มข้นในบรรยากาศการเมืองนับตั้งแต่รู้ว่าจะต้องเลือกตั้งวันไหน แต่ละเดือน แต่ละวันก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ เกมพลิกได้ตลอดเวลา และใกล้ถึงคำตอบของเสียงสวรรค์ประชาชนแล้วว่า พรรคไหนจะได้ไปต่ออีก 4 ปี และพรรคไหนไม่ควรได้ไปต่อ

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน