หน้าแรก การเมือง โค้งสุดท้ายก่...

โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง : ใครจะหลุดโค้งบ้าง? โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

9.05.23 | 12:16 น.
โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง : ใครจะหลุดโค้งบ้าง? นี่คงเป็นบทความสุดท้าย

นี่คงเป็นบทความสุดท้ายของผมก่อนการเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 (เพราะชิ้นต่อไปก็จะเป็นวันอังคารที่ 16 ซึ่งต้องส่งฉบับในเช้าวันเลือกตั้ง ทำให้สรุปผลไม่ทัน)

ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งนี้ผมคิดว่าผลโพลที่ออกมาได้รอบสุดท้ายส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจในการเมืองไทยจากวันนี้ถึงหลังการเลือกตั้ง

ผลโพลออกไปในทางเดียวกันเสียเป็นส่วนมาก และมีแบบแผนของการนำเสนอแนวเดียวกันกล่าวคือ การถามว่าอยากให้ใครเป็นนายกฯ ถามความนิยมของพรรคการเมืองที่เชื่อมไปถึงการคาดเดาว่าคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคจะอยู่ประมาณไหน และถามเรื่องคะแนนรายเขต

เรื่องเหล่านี้ อาจจะมองให้มันจริงจังก็เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ

หนึ่ง การถามว่าใครจะเป็นนายกฯ เอาเข้าจริงเป็นส่วนที่เชื่อมโยงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ไม่ว่าจะเห็นด้วยถึงที่มาหรือเนื้อหาหรือไม่ ก็ต้องวิเคราะห์ว่าคนร่างมีจินตนาการทางการเมืองอย่างไร

Advertisement

ส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากจินตนาการทางการเมืองเดิมก็คือตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ และกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ ที่มีสองแบบ แบบแรกคือเสนอได้เมื่อได้เกิน 25 เสียง และต้องได้เกินครึ่งของสองสภารวมกันคือ 376 คน กับแบบนายกฯคนนอกซึ่งสลับซับซ้อนกว่า ซึ่งโดยรวมแล้วก็หมายความว่าประชาชนต้องชัดเจนว่านอกจากจะเลือก ส.ส.ในเขตตัวเองแล้ว ต้องเลือกนโยบายพรรคในบัตรใบที่สองที่เป็นระบบบัญชีรายชื่อ และสุดท้ายพรรคก็ต้องชัดเจนว่าจะเสนอใครเป็นนายกฯ

ปรากฏการณ์ที่กำลังเจอในโพลคือ พรรคที่คาดว่าจะได้อันดับหนึ่งไม่มีแคนดิเดตนายกฯที่ได้รับความนิยมมากที่สุด (แต่ถ้ารวมกันมากกว่าหนึ่งคนก็ยังได้คะแนนสูงสุด)

และในขณะเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรีที่ลงมาเล่นการเมืองเต็มตัวมากขึ้นในรอบนี้ คือเดินหาเสียงเองก็พิสูจน์ว่าไม่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากทุกๆ โพล

ด้วยเวลาที่น้อยกว่าหนึ่งอาทิตย์ และผลโพลใหม่ออกอีกไม่ได้ด้วยเงื่อนไขตามกฎหมายจนกว่าการเลือกตั้งจะเสร็จสิ้น ตอนนี้ก็ต้องลุ้นกันล่ะครับ ว่าผลการเลือกตั้งจริงๆ จะเป็นอย่างไร และผลโพลเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน

ส่วนตัวของผม เชื่อในความบริสุทธิ์ใจของโพลทุกสำนัก เพราะว่าทุกสำนักเขาก็มีชื่อเสียงที่ต้องรักษา แต่ก็ใช่ว่าผมจะเชื่อในผลโพล เพราะแต่ละโพลก็มีเงื่อนไขข้อจำกัดในการจัดเก็บตามวิธีวิทยาของตัวเองทั้งสิ้น

การย้อนพินิจผลโพลแต่ละสำนักหลังจากผลเลือกตั้งออกจะทำให้เราเห็นว่าความแม่นยำและข้อจำกัดในการจัดทำโพลของแต่ละสำนักเป็นเช่นไร

เรื่องต่อมาที่มีความสำคัญในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ความสำคัญอยู่ที่การกำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองของแต่ละพรรคโดยเฉพาะเรื่องของยุทธศาสตร์การหาเสียง

ถ้าจะให้ฟันธงลงไปผมเห็นว่าในรอบนี้พรรคไหนจะได้รับชัยชนะมากกว่ากัน ส่วนสำคัญไม่ใช่นโยบายที่แต่ละพรรคต่างนำมาประกวดประชันกันที่ฝ่ายหาเสียงที่พบกันโดยทั่วไป

แต่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงที่กลายเป็นจุดชี้ขาดสำคัญหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้

ถามว่า สภาวการณ์ใดที่ทำให้ยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงกลายเป็นจุดชี้ขาดในการเลือกตั้งในครั้งนี้ คำตอบก็คือ ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคแข่งขันกันหลายพรรค และไม่ใช่การเกิดขึ้นหลายพรรคเหมือนสมัยก่อน 2540

แต่เป็นพรรคที่แตกตัวกันในขั้วการเมืองฝั่งตรงข้ามกันที่มีอยู่เดิม ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา

นั่นหมายความว่า การแตกตัวของพรรคการเมือง ไม่ใช่การแตกขั้วที่เราเห็นมาในยุคที่ผ่านมาที่กินเวลายาวนาน แต่มีการแตกขั้วย่อยทางการเมืองตามเส้นแบ่งทางอุดมการณ์ ทั้งฝ่ายที่กุมอำนาจในระบอบเดิม และฝ่ายผู้ท้าทาย

การแตกขั้วย่อยภายในขั้วใหญ่ของตัวเองทำให้เกิดความท้าทายว่าการเผชิญหน้าและความคุกรุ่นในความขัดแย้งเดิมจะแสดงตัวออกมาในการเลือกตั้งที่มีมากกว่าสองพรรคใหญ่ได้อย่างไร และมีความเป็นไปได้ว่าในการตัดสินใจเลือกในรอบนี้อาจทำให้พรรคในขั้วเดียวกันสามารถหยิบยืม หรือแย่งชิงคะแนนกันเองได้ เพราะเป้าหมายใหญ่เหมือนกัน

คือต่างต้องการโค่นล้มอีกฝ่ายหนึ่งและเข้ายึดกุมอำนาจรัฐให้ได้ผ่านชัยชนะในการเลือกตั้ง

โดยในภาพรวมกล่าวได้ว่า การเลือกตั้งมีองค์ประกอบและขั้นตอนอยู่มาก

ไล่เรียงมาตั้งแต่กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง การจัดการขอบเขต หรือเขตเลือกตั้ง องค์กรที่บริหารจัดการการเลือกตั้ง กระบวนการภายในและการจัดการการเลือกตั้ง การสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับการเลือกตั้ง การลงทะเบียนพรรคการเมือง คุณสมบัติของการลงคะแนน การรณรงค์การเลือกตั้ง การเงินของการรณรงค์การเลือกตั้ง การลงทะเบียนผู้เลือกตั้ง การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การให้ความรู้ในการเลือกตั้ง การตั้งหน่วยเลือกตั้งลงคะแนนเสียง การนับคะแนนและรายงานผลการเลือกตั้ง และการรับเรื่องร้องเรียน และแก้ปัญหาที่เกิดจากการเลือกตั้ง

การรณรงค์การเลือกตั้ง แม้ว่าจะมีผู้ที่ทำการศึกษาอยู่มากมาย แต่การจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการรณรงค์การเลือกตั้งกับผลของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยมากมายที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างการรณรงค์การเลือกตั้งกับผลของการเลือกตั้ง

แต่กระนั้นก็ตาม การรณรงค์การเลือกตั้งที่เสรีและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายก็จะเป็นคุณลักษณะสำคัญของการเมืองในระบอบเสรีประชาธิปไตย

ว่ากันว่าการรณรงค์เลือกตั้งย่อมมุ่งหวังที่จะทำให้ฝ่ายตัวเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยทุกวิถีทาง

แต่กระนั้นก็ตามในบางเงื่อนไขก็เป็นไปได้ว่าอาจจะทำได้แค่เพียงป้องกันให้อีกฝ่ายได้รับชัยชนะ ในกรณีที่ฝ่ายของตนเองไม่สามารถยึดกุมชัยชนะได้เอง

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษามักจะพบว่าการเลือกตั้งในระบอบรัฐสภาแบบบ้านเรามักจะรณรงค์กันอย่างยาวนานมากกว่าการรณรงค์ในระบอบประธานาธิบดี เพราะกว่าจะได้ผู้สมัครรอบสุดท้ายก็จะใกล้เลือกตั้ง

แต่การเลือกตั้งในระบอบรัฐสภาอาจจะกระทำได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะในแง่ของการรักษาความนิยมของพรรคการเมืองในกรณีที่ตัวผู้สมัครอาจจะยังไม่นิ่ง

ส่วนหนึ่งของเงื่อนไขที่ทำให้การรณรงค์ในระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาทำได้ยาวนานกว่า ก็เพราะความไม่แน่นอนว่า ฝ่ายรัฐบาลเองจะยุบสภาเมื่อไหร่ ซึ่งสามารถกระทำได้ทุกเมื่อโดยกรอบกฎหมาย และในอีกด้านหนึ่ง โดยทั่วไปฝ่ายรัฐบาลมักจะยุบสภาเมื่อฝ่ายของตัวเองได้เปรียบทางการเมือง

กระนั้นก็ตาม การรณรงค์เลือกตั้งของพรรคการเมืองและผู้สมัครไม่ได้ส่งผลเสมอไปที่จะทำให้ได้ชัยชนะทางการเมือง ยังมีเงื่อนไขปัจจัยอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง

ประการแรก การรณรงค์เลือกตั้งนั้น ถ้าเกิดในสังคมที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขามีความแน่นอนแล้วว่าตัดสินใจเลือกใคร การรณรงค์ก็อาจจะมีผลไม่มาก

ซึ่งถ้ายกระดับขึ้นไปว่าในกรณีที่สังคมมีความขัดแย้งที่ยาวนานของสองฝ่ายไปด้วยแล้ว ก็จะยิ่งชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายต่างมีฐานเสียงของตนเอง

ตรงนี้เองที่ทำให้ในการเลือกตั้งหลายครั้งอาจไม่เป็นที่ถูกใจแฟนพันธุ์แท้ของแต่ละฝ่าย เพราะพรรคการเมืองย่อมจะต้องมีท่าทีที่อ่อนโยนลงกว่าความขัดแย้งที่ดำเนินมาเพราะต้องการดึงเอาคะแนนตรงกลางๆ ซึ่งพวกคะแนนเหล่านี้เป็นลักษณะของคะแนนในกลุ่มที่พร้อมจะพลิกขั้วไปเลือกฝ่ายตรงข้าม หรืออาจจะยังไม่ได้ตัดสินใจจนถึงช่วงเวลารณรงค์การเลือกตั้ง ขณะที่พวกแฟนพันธุ์แท้ระดับแม่ยกแม่แบกอาจจะตัดสินใจผูกโยงตัวเองเข้ากับพรรคใดพรรคหนึ่งมาอย่างยาวนานและสม่ำเสมอ

ประการที่สอง ในแต่ละประเทศอาจมีวิวัฒนาการของการรณรงค์การเลือกตั้งที่แตกต่างกัน แต่ส่วนหนึ่งที่มีหลักการคล้ายกันก็คือความเชื่อในอิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนไป ที่มีผลควบคู่ไปกับลักษณะยุทธศาสตร์การหาเสียง

ในยุคแรกเนื่องจากสื่อในการรณรงค์ยังไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างมากนัก การพบปะระหว่างผู้สมัครกับผู้มีสิทธิลงคะแนนมักจะเป็นไปอย่างแนบแน่น รวมทั้งการใช้ป้าย และการปราศรัย รวมทั้งการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์และมีขบวนแห่

ขณะที่ในยุคต่อมา เมื่อมีโทรทัศน์ ก็ทำให้การรณรงค์เข้มข้นขึ้น ซึ่งการมีโทรทัศน์ (ประมาณทศวรรษที่ 1960) ทำให้โจทย์ของการหาเสียงเปลี่ยนไปด้วย กล่าวคือจะต้องคิดทั้งการรณรงค์ไปที่กลุ่มที่เป็นฐานเสียงของตัวเอง และต้องคิดว่าจะสื่อสารไปในวงกว้างได้อย่างไร โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้เป็นฝ่ายของเรา ทั้งนี้ หลักการก็คือจะต้องคิดว่าคนทั่วไป คนส่วนใหญ่ ต้องการอะไรบ้างจากการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงทั้งจากเทคโนโลยีและเนื้อหาในยุคนี้เองที่นักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ และนักคาดคะเนผลการลงคะแนนเริ่มมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้ง

ต่อมาโจทย์ในการรณรงค์ก็สะวิงกลับไปอีกด้านในช่วงปี 1980s เพราะสามารถที่จะส่งข้อความผ่านสื่อสมัยใหม่ไปยังกลุ่มเฉพาะได้มากขึ้น ทำให้สามารถที่จะระบุกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้นผ่านสื่อช่องทางใหม่ๆ เช่น กลุ่มทีวีดาวเทียมที่มีกลุ่มผู้ชมที่เฉพาะเจาะจงขึ้น หรืออีเมล์ไปยังกลุ่มที่เฉพาะขึ้น แต่กระนั้นก็ตามต้องไม่ลืมว่าการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเฉพาะนั้นอาจไม่ได้ผลทั้งหมด เพราะผู้คนในสังคมเขาไม่ได้เสพข่าวด้านเดียว เขามีช่องทางมากมายที่จะรับข่าว ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ยังหาคำตอบตายตัวไม่ได้ แต่ทั้งนี้นับจากทศวรรษที่ 1980s จนถึงปัจจุบันนี้ก็มีความเปลี่ยนแปลงด้านการสื่อสารมากขึ้น ความเฉพาะเจาะจงของการสื่อสารทำได้มากขึ้น เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ติ๊กต็อกเว็บไซต์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ต้องมองสองด้านและตั้งคำถามมากขึ้นว่าการสื่อสารในกลุ่มของตัวเอง หรือ echo chambers จะมีผลทำให้ทุกคนในฝ่าย ลงคะแนนให้ฝ่ายตนเองจริงไหม หรือถ้าจริงอาจไม่ใช่เนื่องจากการรณรงค์ในช่วงเลือกตั้ง แต่เป็นการสื่อสารที่ยาวนานในกลุ่มหรือไม่

ประการที่สาม ในการวิจัยหลายชิ้นในโลกไม่พบว่าการรณรงค์เลือกตั้งทางลบ หรือการรณรงค์ที่ให้ร้ายพรรคอื่น หรือผู้สมัครคู่แข่งจะส่งผลทางตรงให้ได้รับชัยชนะ โดยเฉพาะจากการลงโฆษณาในสื่อ แต่กระนั้นก็ตาม ผมคิดว่างานวิจัยระดับโลกยังไม่เคย เขามาศึกษาการรณรงค์เลือกตั้งในประเทศไทยในหลายครั้งที่การรณรงค์เชิงลบส่งผลให้ฝ่ายรณรงค์ได้รับชัยชนะไปในที่สุด

ประการที่สี่ การรณรงค์การเลือกตั้งนั้นอาจไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการลงคะแนนในแง่ของการสั่งการว่าให้ลงเบอร์ไหนอย่างตรงไปตรงมา แต่มีผลให้เราคิดในกรอบของฝ่ายรณรงค์ มองโลกในแนวทางที่เขาต้องการให้รณรงค์ และอาจส่งผลให้คิดตามไปด้วยว่าอะไรคือเรื่องหลักหรือเรื่องรอง

การทำความเข้าใจในส่วนนี้มีผลให้เข้าใจว่าบางทีการรณรงค์อาจจะได้ผลในระดับของการทำให้เราคล้อยตาม หรือมองโลกแบบที่เขาต้องการ แต่อาจไม่มีผลถึงขั้นตัดสินใจในการลงคะแนนก็ได้ ซึ่งผมคิดว่าการทำความเข้าใจในส่วนนี้ทำให้เราต้องเข้าใจว่า การรณรงค์ที่ดีอาจจะเป็นไปได้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งก่อนเขาอาจจะไม่ได้เลือกเรา แต่เริ่มมีความประทับใจและยิ่งเห็นการทำงานมากขึ้นก็อาจจะให้โอกาสในครั้งต่อไป

ประการที่ห้า ที่กล่าวมาทำให้เราต้องเข้าใจด้วยว่าการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งย่อมแยกไม่ขาดจากการรณรงค์ในแง่การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของพรรคและผู้สมัครที่ต้องทำตลอดเวลา นอกจากนี้แล้วยังมีปัจจัยนอกเหนือจากโพลและผลงานด้วย ที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ นั่นก็คือสภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น ซึ่งถ้าเศรษฐกิจดีฝ่ายที่อยู่ในอำนาจก็มักจะได้เปรียบ

หรือถ้าไม่ได้เปรียบก็จะลุ้นกันกับคนที่ยังไม่ตัดสินใจซึ่งเขาจะตัดสินใจยากว่าจะทนต่อไปแล้วเชื่อว่ามันดี หรือเชื่อว่าเปลี่ยนแล้วจะดีกว่า

ประการที่หก โดยเงื่อนไขของเวลาในการรณรงค์ มักพบว่าเมื่อใกล้วันเลือกตั้งคนจะตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใคร พรรคไหน ซึ่งก็จะทำให้ผลโพลชัดเจน แต่ในตำราฝรั่งนี้ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะว่าเอาเข้าจริงอาจจะต้องมีปัจจัยว่าคนตอบโพลยินดีที่จะตอบหรือไม่ด้วย เพราะการตอบโพลอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาเช่นกัน

ประการสุดท้าย ในการพิจารณาเรื่องการรณรงค์การเลือกตั้ง เราจะต้องไม่ละเลยว่ามันเป็นเรื่องที่เก็บเล็กผสมน้อยมาในแต่ละวัน ไม่ใช่เคมเปญเดียวแล้วชนะได้เลย แต่ต้องทำหลายทาง ค่อยๆ ทำจากหลากหลายองคาพยพ

ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจมีเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ควบคุมโดยทีมงานยุทธศาสตร์ของพรรคไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้นจึงประมาทไม่ได้เลยว่ารอบนี้การเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วคอยดูกันครับว่าข้อเสนอว่าการรณรงค์เลือกตั้งในรอบนี้อาจจะมีผลต่อการเลือกมากกว่าเพียงเรื่องของนโยบายก็อาจเป็นได้ เพราะมันอาจจะตอบโจทย์เรื่องอัตลักษณ์ทางการเมืองด้วยก็อาจเป็นได้ครับ