ต์
การเลือกตั้งทั่วไป 14 พฤษภาคม 2566 ดำเนินมาสู่ช่วงทางตรง 100 เมตรสุดท้าย
ถ้ามองในมุมพรรคการเมือง ไม่แน่ใจว่าแต่ละพรรคจะยังมีเวลา “เปลี่ยนสถานการณ์” อยู่อีกหรือไม่? มากน้อยแค่ไหน?
เพราะในระยะ 100 เมตรสุดท้ายนี้ คงไม่ใช่เวลาที่จะมาขายเรื่องนโยบายกันอีกแล้ว
ทว่า ภารกิจหลักของพรรคการเมือง คงเป็นการพยายามสื่อสาร-หาคะแนนกับกลุ่มโหวตเตอร์ที่ทางพรรคอยากได้เสียงสนับสนุนจากพวกเขา แต่ที่ผ่านมา ยังเข้าไม่ค่อยถึง รวมทั้งการเน้นย้ำความเชื่อมั่นกับโหวตเตอร์ที่ภักดีต่อพรรคอย่างแน่นเหนียว
ในแง่เกมการเมือง น่าสนใจว่ากลยุทธ์โจมตี-ป้ายสีใส่พรรคการเมืองคู่แข่งจะยังมีอยู่หรือไม่? ผ่านประเด็นอะไร? และจะส่งผลกระทบต่อผู้ถูกโจมตีเพียงใด?
หลายคนกำลังเพ่งเล็งว่าในวันที่ 12 พฤษภาคม ที่พรรคการเมืองหลักๆ จะพร้อมใจกันตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายทั่วกรุงเทพฯ แต่ละพรรคจะ “ปล่อยไม้เด็ด” อะไรออกมาอีกหรือไม่?
แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า จะไม่มี “จุดพลิกผัน” เกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันนั้น เพราะผู้คนจำนวนมากได้ตัดสินใจแน่วแน่ไปแล้วว่าพวกตนจะเลือกผู้สมัครรายใดและพรรคการเมืองไหน จากกระบวนการหาเสียงที่ดำเนินมาต่อเนื่องราวเดือนกว่าๆ
จุดน่าจับตากลับไปอยู่ตรงเรื่องอื่นๆ ซึ่งมีอยู่อย่างน้อย 2-3 ประเด็น
ประเด็นแรก สังคมกำลังสนใจว่า กกต. จะบริหาร-จัดการการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและเรียบร้อยราบรื่น หรือไม่? แค่ไหน?
ต้องยอมรับว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่จับจ้องบทบาท-การปฏิบัติหน้าที่ของ “กรรมการกลาง” อย่าง กกต. ด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ-ไม่วางใจ
ดังนั้น ในวันเลือกตั้งล่วงหน้า 7 พฤษภาคม จนถึงวันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม จึงจะมีบรรดาอาสาสมัครและตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ จำนวนไม่น้อย ที่เข้าไปมอนิเตอร์การทำงานของ กกต. บริเวณหน่วยเลือกตั้ง อย่างไม่กะพริบตา
ประเด็นที่สอง ในประเทศที่ปกครองด้วย “ระบอบประชาธิปไตยปกติ” กระบวนการเลือกตั้งควรสิ้นสุดลงด้วยผลการเลือกตั้งที่ระบุว่า พรรคการเมืองไหนได้ ส.ส. มากที่สุด และมีสิทธิชอบธรรมในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ใน “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ” กลางทศวรรษ 2560 ภายหลังเลือกตั้งเสร็จ บรรดาพรรคการเมืองและประชาชนผู้มีความกระตือรือร้นทางการเมือง จะยังต้องไปคิดแก้เกมเรื่อง 250 ส.ว. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และโอกาสของการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย
หลายฝ่ายยังต้องวิตกกังวลเรื่องแนวโน้มจะมีการยุบพรรคการเมือง และแทบทุกคนล้วนไม่กล้ายืนยันว่า จะไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้ง
แม้การเลือกตั้งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจและเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ แต่ก็น่าเศร้าที่ทุกคนล้วนตระหนักตรงกันว่า ยังมี “อำนาจชนิดอื่นๆ” ที่คอยคัดง้างอำนาจของประชาชนอยู่เสมอ
“ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” หลังการเลือกตั้ง จะบังเกิดขึ้น ถ้า “อำนาจ-เจตจำนงของประชาชน” ถูกล่วงละเมิดอย่างน่าเกลียด
ประเด็นที่สาม “ฉากทัศน์ที่แย่น้อยลงมาหน่อย” หลังวันที่ 14 พฤษภาคม ก็คือ สภาวะที่มีการบีบให้พรรคการเมืองจำนวนหนึ่งไม่สามารถตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาล ในลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการส่วนใหญ่ของประชาชน
พูดอีกแบบ คือ พรรคการเมืองบางพรรคอาจจะต้องพยายามแปรรูปเจตจำนงของประชาชนให้มีความสอดประสานคล้องจองกับความต้องการของกลุ่มอำนาจอื่นๆ ที่อยู่นอกกระบวนการเลือกตั้ง
ที่บอกว่านี่เป็น “ฉากทัศน์ที่แย่น้อยลงมาหน่อย” ก็เพราะความรับผิด-รับชอบในกรณีนี้จะตกอยู่กับพรรคการเมือง ที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับผลลัพธ์จากการตัดสินใจของตนในการเลือกตั้งหนถัดไป และการแทรกแซงจากผู้เล่นนอกระบบก็มิได้ปรากฏขึ้นแบบโจ่งแจ้งชัดเจน
ทั้งหมดนี้ล้วนบ่งชี้ว่า เรายังมีเรื่องต้องต่อสู้-ต่อรองกันอีกเยอะ หลังวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
ปราปต์ บุนปาน

