หน้าแรก การเมือง ถอดรหัส‘เดดล็...

ถอดรหัส‘เดดล็อก’ รบ.เสียงข้างน้อย

8.05.23 | 12:30 น.
ถอดรหัส‘เดดล็อก’ รบ.เสียงข้างน้อย

ถอดรหัส‘เดดล็อก’
รบ.เสียงข้างน้อย

 

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ขอแยกออกเป็น 3 เรื่อง อันนี้เป็นประเด็นของการนำโพลเลือกตั้งเป็นรัฐบาล ประเด็นแรก เป็นประเด็นในระดับโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญจริงๆ แล้วคนที่จะเป็นฝ่ายบริหารได้เสียงเพียงกึ่งหนึ่งของ ส.ส ถือว่าเป็นการทำงานในฝ่ายบริหารได้ แต่บทเฉพาะการตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ในช่วง 5 ปีนี้ ด้วยเหตุเช่นนี้ จึงเกิดประเด็นว่า นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หรืออาศัยแต่เพียงคะแนนเสียงของ ส.ว. เกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หรืออาศัยเพียง ส.ว. โดยไม่ต้องอาศัยเพียงเสียงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

คำตอบก็คือ ไม่ว่าจะมีเสียง ส.ว.หรือไม่ก็ตาม คนจะเป็นรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพ จำเป็นต้องรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรให้ได้เกินกึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเสียง ส.ว.จะเป็นตัวช่วยในการโหวตนายกฯ และให้นายกฯสามารถรวมคะแนนเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ถ้า ส.ว.ฝืนโหวตนายกฯที่ไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นั่นก็หมายความว่า ส.ว.ฝืนโหวตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรนั่นหมายความว่า ส.ว.ฝืนผลการเลือกตั้ง แล้วไป สนับสนุนรัฐบาล ที่มาจากพรรคร่วมเสียงข้างน้อย

Advertisement

และตรงนี้จะนำไปสู่ปัญหาในอนาคตเต็มไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย แก้ไขไม่ได้ พ.ร.บ.งบไม่ผ่าน อภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจจะมีเสียง แต่ยังไงก็ทำไม่ได้แน่นอน โอกาสโหวตรัฐมนตรี บางคนตกไปก็มี เพราะว่าเป็นเสียงข้างน้อยในรัฐสภา และปัญหาอีหรอบเดิม คือ ต้องมาซื้อตัวกันซื้อเสียงตอนโหวตกันในสภา เพราะฉะนั้นการเลือกฝ่ายบริหารที่เสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร มันคือการสร้างเงื่อนไขให้ประเทศเกิดปัญหาทางการเมืองมากยิ่งขึ้น จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพมากๆ อันนี้คือประเด็นที่ 1

ประเด็นที่ 2 ในการจัดตั้งรัฐบาล หากเป็นไปตามกระแสที่หลายๆ โพลนำเสนอมานั่น คือ ฝ่ายที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) หรือพรรคอื่นๆ หรือจะเรียกรวมๆ ว่าพรรคฝ่ายเสรีนิยม หรือพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ถ้ารวมกันได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเกินกว่า 250 เสียง จะทำให้ฝั่งนี้สามารถคุมเกมฝั่งสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่จำเป็นต้อง ถึง 376 คน หรืออาจจะขีดเส้นใต้ไปเลยว่า ไม่จำเป็นต้องให้ถึง 376 เพราะการที่จะจัดตั้งรัฐบาล และทำงานไปพร้อมกับรัฐสภา ประเทศของเราเป็นระบบรัฐสภา ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากที่มาเดียวกัน คือ มาจากสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุเช่นนี้ คนที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร สามารถทำงานในฝ่ายบริหาร เป็นพรรคร่วมรัฐบาลของฝ่ายบริหารได้

คำถาม คือ ส.ว. 250 เสียง ถ้าเขาไม่โหวตให้ล่ะ ประเด็น คือ ถ้าเสียง ส.ว. 250 ไม่เห็นด้วยกับพรรคร่วมเสียงข้างมากในสภา ที่รวมเสียงได้เกิน 250 จะกลับเป็นข้อแรก คือ ส.ว.จะกลายเป็นคนนำพาประเทศ ไปสู่ความขัดแย้งชุดใหม่ ที่ไม่ใช่ความขัดแย้งตัวบุคคล แต่เป็นความขัดแย้งเชิงสถาบันการเมือง เพราะฉะนั้น แค่พรรคร่วมในปัจจุบัน ที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านรวมตัวกันได้คะแนนเสียงเกินกว่า 250 เสียง ก็มีโอกาสรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลได้ ประเด็นคือ ส.ว.จะฝืนพาประเทศไปสู่ทางตันแบบนั้นหรือไม่ นั่นคือเป็นประเด็นที่ 2

และถ้าฝืนจะมาสู่ ประเด็นที่ 3 คือ จัดตั้งไม่ได้ และจะเกิดสถานการณ์ ส.ว.ไปจับมือกับพรรคร่วมเสียงข้างน้อย เพื่อคาดหวังว่าในวันที่โหวตนายกฯแล้ว จะสามารถหางูเห่า หรือพรรคอื่นๆ ที่เคยเป็นพรรคฝ่ายค้านมาเป็นฝั่งรัฐบาลได้อย่างที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกตอนโหวตนายกฯ อาจจะเป็นเสียงข้างน้อย แต่เวลาฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจจะกลายเป็นเสียงข้างมาก เพราะว่านักการเมืองทุกคนอยากเป็นรัฐบาล ถ้าออกมาเป็นอีหรอบนี้ จะเกิดปัญหาค่อนข้างใหญ่มาก คือ ปัญหาที่เจตนารมณ์ของประชาชน ที่แสดงออกจากการเลือกตั้ง อย่างเช่นวันนี้ที่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า จะกลายเป็นว่าถูกไม่ให้ความหมายโดยนักการเมือง

สมมุติว่าเราเลือกพรรคการเมืองหนึ่งไปแล้ว แต่พอไม่ได้เป็นพรรครัฐบาล พร้อมจะกลายเป็นงูเห่าไปจับมือกับอีกพรรคการเมืองหนึ่ง นี่จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต คุณไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ในการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายพอมีการจัดตั้งรัฐบาลเราสามารถหักหลังสัญญาที่มีให้กับประชาชนไว้ อันนี้จะเป็นปัญหาชุดใหม่ และในสถานการณ์ที่ 3 นี้ ไม่ได้หมายความว่า พรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน จะรวมกันเพื่อตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยกับ ส.ว. แต่ยังมีอีกสูตรหนึ่งคือ แกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ พลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกฯแล้วไปจับมือกับพรรค พท.และพรรคร่วมอื่นๆ โดยที่ พรรค พท.ไม่จำเป็นต้องเอาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน อย่างหัวหน้าพรรค พท. นี่คือ สูตรอันที่ 3 ที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สูตรนี้แม้จะดูเหมือนสุดโต่งไปหน่อย แต่ก็มีความเป็นไปได้ โดยการผลักพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรค ก.ก. ออกไปเป็นฝ่ายค้าน สูตรนี้ก็จะเป็นประเด็นที่ 3 เหมือนกัน คือ คนต้องการเลือกพรรคการเมืองที่เป็นเสรีนิยมฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลแต่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ หมายถึง ส.ว.เอาด้วย กลับต้องเปลี่ยนนายกฯ เป็นคนที่ ส.ว.เอาด้วย

แม้ว่าประเด็นนี้ การเมืองอาจจะมีเสถียรภาพในอนาคต เพราะว่าได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในอนาคตจะเป็นปัญหาระดับมวลชน ที่นักการเมืองสามารถหักคะแนนเสียง หรือหักเจตนารมณ์ของที่ประชาชนเลือกตั้งมา เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลเพราะฉะนั้น ประเด็นที่ 3 อันตรายเป็นอย่างยิ่ง

ในความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า มันควรจะย้อนกลับไปสู่หลักการพื้นฐานตามสูตรรัฐสภา คือ พรรคการเมืองไหนที่ได้ ส.ส.เยอะที่สุด ต้องได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน และผู้นำต้องมาจากพรรคที่ได้ ส.ส.เยอะด้วย ไม่ใช่ไปหยิบใครก็ไม่รู้ ตามที่ ส.ว.เห็นสมควร มาเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ทั้งที่ตัวเองมีแคนดิเดตนายกฯของตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเสียงข้างมากต้องได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน และนายกฯต้องได้มาจากเสียงข้างมากด้วย จะไปเอาคนนอกที่ไม่ได้อยู่ในแคนดิเดตนายกฯมาเสนอ ชื่อ กับ กกต.ไม่ได้ อันนี้คือ การเมือง ที่เรายึดหลัก ระบบของรัฐสภาเอาไว้ และไม่ทรยศต่อเสียงเลือกตั้งของประชาชน

ศิริวรรธน์ พัชรนิวัฒนากุล
นักวิชาการอิสระ

การเลือกตั้ง ส.ส.โค้งสุดท้ายเริ่มมีกระแสเกี่ยวกับการจับขั้วระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอนุรักษนิยม เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ในเรื่องนี้หากมองในช่วงแรกจะเห็นว่าพรรค พท.ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมากมาย ถึงกับกล่าวว่า พรรค พท.จะแลนด์สไลด์ พอมาถึงช่วง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.คลอดลูก ทำให้คะแนนเสียงตกลงไป ส่งผลให้พรรค ก.ก.มีคะแนนเสียงดีขึ้นมาตามลำดับถือว่าเป็นฝั่งประชาธิปไตย ส่วนพรรคเล็กพรรคน้อยไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา หลังจากนี้ไปเชื่อว่าแพทองธารจะออกมาช่วยหาเสียง และพรรค พท.จะได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมา คิดว่าผลการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนนำ รองลงมาคือ พรรคก้าวไกลในขั้วของประชาธิปไตย

ส่วนการจับขั้วในการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรค พท.กับพรรค ก.ก. เรื่องนี้คงลำบาก เพราะพรรค ก.ก.ครั้งแรกจะยกเลิก ม.112 ต่อมาออกอาการขอแก้ไข ม.112 อย่าลืมว่ายังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกพรรคใด หรือผู้สมัครคนใด และเลือกฝ่ายไหน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุจะเป็นตัวแปรสำคัญเหมือนกัน หากเทไปฝ่ายใด ฝ่ายนั้นมีโอกาสชนะ

ถ้ามองในเรื่องของฝั่งประชาธิปไตยไม่สามารถรวบรวมเสียงได้เกิน 375 เสียง ผมกังวลใจว่าอาจจะมีการสอยด้วยการยุบพรรค หลังจากเลือกตั้งก็เป็นไปได้ เห็นว่ามีการร้องเรียนและมีหลักฐานที่จะเอาผิดพรรคการเมืองได้ อย่าลืมว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยังมีพลังวิเศษอยู่ในมือ อย่างไรก็ตาม คงต้องดูหลังเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งว่าพรรคไหนได้คะแนนมากน้อยเพียงใด เพราะต้องดูอีกว่าฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายอนุรักษนิยม จะรวบรวมคะแนนเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่ากัน

หากฝ่ายประชาธิปไตยขาดคะแนนเสียงในการโหวตนายกรัฐมนตรี และต้องการเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.นั้น ผมมองว่า หากฝ่ายประชาธิปไตยต้องการเสียง ส.ว .40-50 เสียง มองว่าหากต้องการจริงๆ ก็มีโอกาส เพราะ ส.ว.ทั้งหมด 250 เสียง ยังแบ่งออกเป็นฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ และฝ่าย พล.อ.ประวิตร หากพรรค พท.ต้องการจัดตั้งรัฐบาล และดึงพรรค พปชร.เข้าร่วม อาศัยเสียง ส.ว.มีโอกาสเป็นไปได้ การที่ฝั่งประชาธิปไตยต้องการจัดตั้งรัฐบาล แต่เสียงไม่เกิน 375 เสียง ต้องการเสียง ส.ว.ก็คงต้องอาศัยบารมีของคนแดนไกลอัดฉีดเข้าไป จะมีโอกาสเหมือนกัน เพราะนักการเมืองเชื่อใจกันไม่ได้

ส่วนฝ่ายอนุรักษนิยมต้องการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย มองว่าอาจจะบริหารงานไปสักระยะหนึ่งต้องยุบสภา เพราะหากต้องการออกกฎหมาย แต่ไม่สามารถออกได้ก็แย่แล้ว ก็ต้องยุบสภาโดยอัตโนมัติ หากไม่ผ่าน พ.ร.บ.การเงิน การที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเป็นนายกฯต้องอาศัยพลังต่างๆ มากมาย เพราะหากไม่สามารถเป็นนายกฯได้ คดีความคงตามมาเยอะเหมือนกัน นอกจากนี้ หากมีการยุบพรรคการเมือง พรรค รทสช.มีโอกาสได้เปรียบขึ้นมาทันที ที่สำคัญมองว่าอาจจะมีการยุบพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้ง เว้นแต่พรรค รทสช.เลือกตั้งแล้วได้ ส.ส.ไม่เกิน 25 เสียง ต้องถือว่าพลเอกประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปโดยอัตโนมัติ

หากให้มองสูตรในการจัดตั้งรัฐบาลประกอบไปด้วยพรรค พท. พรรค พปชร. และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผมมองว่าหากพรรค พท.ไม่แลนด์สไลด์ แต่ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 พรรค พท.อยากจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้มีโอกาสในการจับมือกับพรรค พปชร. มีโอกาสสูงเช่นกัน เนื่องมาจาก พล.อ.ประวิตร มีความสัมพันธ์อันดีกับนายทักษิณ ชินวัตร การที่ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท.ประกาศว่าจะไม่เอาพรรค พปชร. มองดูแล้วเป็นวาทกรรมมากกว่าเพื่อเรียกคะแนนเสียง เมื่อประชาชนกาคะแนนเสียงให้แล้ว และมีการจัดตั้งรัฐบาลพรรค พท.รวมกับพรรค พปชร. แล้วประชาชนจะทำอย่างไรก็ไม่ได้ ก็ได้แต่บ่นเท่านั้นเอง เพราะการเมืองที่ผ่านมาก็เห็นอยู่แล้ว พรรคนั้นจะไม่เอาพรรคนี้ แต่พอจัดตั้งรัฐบาลมีผลประโยชน์เข้ามา สิ่งที่เคยประกาศไว้ก็ลืมกันไปหมด

ส่วนฝ่ายอนุรักษนิยมก็พยายามจะจัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน พร้อมทั้งมีกระแสข่าวว่าพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย คิดว่าคงจะจัดตั้งรัฐบาลลำบาก เนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มาอยู่กับพรรค พปชร.แล้ว ที่สำคัญไม่ลงรอยกับ พล.อ.ประยุทธ์ การทำงานจะลำบากหากมาจัดตั้งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยคงอยู่ยากไปอีก ถึงแม้จะได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ก็ตาม อาจจะเกิดเหตุมีการก่อม็อบเพื่อสร้างเสียงคัดค้านขึ้นมาอีก ขณะที่พรรค ก.ก. หากมองว่าจะเป็นรัฐบาลในช่วงนี้คงยาก ต้องรออีกสัก 1 สมัย หากไม่ถูกยุบพรรคไปเสียก่อน