สันติธาร ชี้ เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน ‘นักกีฬาสูงวัย’ ที่ต้องการ ‘โค้ช’ เก่งๆมาช่วย

สันติธาร ชี้ เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน ‘นักกีฬาสูงวัย’ ที่ต้องการ ‘โค้ช’ เก่งๆมาช่วย

วันที่ 8 พฤษภาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ การเงิน ประธานทีมเศรษฐกิจและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท SEA Group โพสต์เฟซบุ๊ก สันตินติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai

เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน”นักกีฬาสูงวัย”ที่ต้องการ”โค้ช”เก่งๆมาช่วย
นักกีฬาคนนี้สมัยก่อนเคยโดดเด่น
ช่วงเปลี่ยนเข้ายุคอุตสาหกรรมเขาเกือบเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย เศรษฐกิจโตเฉลี่ยกว่า 7% หากเปรียบกับกีฬาบาสเกตบอลNBA ก็เกือบได้รับคัดเลือกเป็นนักบาสระดับออลสตาร์

แม้จะเคยเล่นผาดโผนผิดพลาดจนบาดเจ็บหนักเกือบจบชีวิตนักกีฬาช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งแต่สุดท้ายก็ยังหวนคืนสู่สนามกลับมาเก่งอีกครั้งได้

Advertisement

หลังจากนั้นแนวการเล่นจะเปลี่ยนไปบ้างจากเดิม มีการท่องเที่ยวมากลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ก็ยังโดดเด่น ยังเป็นที่ต้องการตัว นักลงทุนยังให้ความสนใจ

หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็มีปัญหาเรื่องโค้ช/ทีมผู้จัดการบ่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้งอย่างที่ทราบกันดี

แต่ดูเผินๆเศรษฐกิจก็เหมือนจะผ่านมาได้โอเค จนนักลงทุนต่างประเทศเคยให้สมญานามว่า เศรษฐกิจเทฟลอน (Teflon economy) คือ แม้จะมีปัญหาเหมือนจะถูกกดให้จมน้ำหลายครั้ง ทั้งการเมือง ทั้งภัยพิบัติ แต่ก็สามารถกลับขึ้นมาลอยใหม่ได้

จนหลายคนทั้งในไทยและต่างประเทศบอกว่ารัฐบาลเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไรหรอกเพราะเศรษฐกิจไทยเอกชนนำไปต่อได้ เสมือนบอกว่าโค้ชไม่สำคัญขนาดนั้นเพราะนักกีฬาคนนี้เล่นเก่งอยู่แล้ว ปล่อย Auto-pilot ไปได้เดี๋ยวเขาก็จัดการเอง

ซึ่งในมุมหนึ่งก็จริงว่าเศรษฐกิจไทยเป็นนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ มีบุญเก่าอยู่มาก มีทรัพยากร มีเสน่ห์ดึงดูดการท่องเที่ยว อยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่ดี และคนไทยก็มีความสามารถหลายด้าน ฯลฯ

แต่ทุกๆวันที่ผ่านไปที่เราเหมือนจะ “ลอยตัว” นั้นความสูงวัยเริ่มกัดกร่อนนักกีฬาคนนี้ไปเรื่อยๆ ไม่เพียงอายุเฉลี่ยของประชากรที่เริ่มเข้าสูงวัยแต่อาการทางเศรษฐกิจก็ไปในทางเดียวกัน

วิ่งช้าลง กระโดดเริ่มไม่สูง เล่นได้ไม่นานก็เหนื่อย ร่างกายไม่บาลานซ์ ซึ่งในทางเศรษฐกิจคือ “โตช้า เหลื่อมล้ำ ไม่ยั่งยืน”: – การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เฉลี่ยเหลืออยู่แค่ปีละ 3%กว่ากลายเป็นนิวนอร์มอล
– ความเหลื่อมล้ำที่สูงโดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมด้านโอกาส (เช่นคนที่รายได้ระดับ 20% ล่างของประเทศเข้าถึงการศึกษามหาวิทยาลัยแค่ 4% เท่านั้น ทำให้จำกัดโอกาสได้งานดีๆ)
– และปัญหาด้านความยั่งยืนโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่เริ่มพังจนเห็นได้ชัด (เช่น ฝุ่น PM 2.5, overtourism ในการท่องเที่ยว)

ยังดีที่ว่าเพราะเคยเจ็บตัวหนักมาตอนวิกฤตการเงินจึงเล่นกีฬาอย่างระมัดระวัง มีระบบการเงินที่มีเสถียรภาพ ไม่ได้เสี่ยงที่จะล้มเจ็บหนักระดับวิกฤตแบบศรีลังกา อาร์เจนตินา ฯลฯ

ความเสี่ยงที่น่ากลัวกว่าในตอนนี้ คือ เศรษฐกิจไทยจะเป็น “นักกีฬาที่ถูกลืม” ค่อยๆถูกเพื่อนแทรงหน้าไปเรื่อยๆ ถูกมองข้ามในเวทีโลกและภูมิภาค โอกาสที่ได้ลงเล่นก็น้อยลงๆ

เราอาจจะมองว่าแต่เพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ก็ปัญหาเยอะเหมือนกันนะ กฎกติกาทำธุรกิจก็ยาก โครงสร้างพื้นฐานก็ยังไม่ดี คนก็ยังเข้าไม่ค่อยถึงเงินทุน แย่กว่าไทยด้วยซ้ำ ทำไมเขาจะมาแซงเราได้?
คำตอบหนึ่งคือ เขาคือนักกีฬาที่ยังเป็น “วัยรุ่น” อยู่

อายุเฉลี่ยเวียดนามและอินโดนีเซียคือประมาณ 30 ปี ในขณะที่ของไทยอยู่ที่ 40 กว่า ประชากรเขาโตอัตราเร็วกว่าเรา 3-4เท่า แปลว่าตลาดของเขายังมีโอกาสเติบโตอีกมากและเศรษฐกิจยังสามารถเติบโตจากการเพิ่มแรงงานเข้าไปได้ (ต่างจากไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย) ยิ่งเสริมการลงทุนจากรัฐและเอกชนเข้าไปด้วยก็สามารถสร้าง GDPให้โตเฉลี่ย 5-6% ได้ไม่ยากนัก

เหมือนนักกีฬาวัยหนุ่มสาวที่แม้ทานอาหารไม่ระวังบ้าง ไม่ดูแลตัวบ้าง ไม่เกลาบางเทคนิค ใช้แค่สมรรถนะร่างกายเข้าสู้ก็พอไปได้ แม้สมมติว่าโค้ชและผู้จัดการทีมไม่เก่ง (แต่ในความเป็นจริงโค้ชของเขาก็ค่อนข้างเก่งด้วย) ก็ยังไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเพราะยังพึ่งพรสวรรค์ได้

ต่างกับเราวันนี้ที่หากไม่เน้นคุณภาพให้สู้ด้วยปริมาณไม่ไหวอีกต่อไป
แต่การเป็นนักกีฬาสูงวัยไม่ได้แปลว่าเราจะหมดความหมาย ไม่ได้แปลว่าเราจะแพ้ ไม่ได้แปลว่าเราเล่นไม่ได้แล้ว

นักกีฬาบาสเกตบอล NBA ที่เก่งที่สุดในโลกคนหนึ่งในปัจจุบันคือ เลบรอน เจมส์ ที่อายุ 38 ปีแล้วเทียบกับอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 26ปี และยังมีนักกีฬาอีกจำนวนไม่น้อยที่แม้เข้าสู่ช่วงสูงวัยแล้วก็ยังเก่งมาก

นอกจากนี้เรายังอยู่ในยุคที่นักลงทุนและนักธุรกิจทั่วโลกสนใจตลาดอาเซียนโดยรวมมากขึ้นจึงเป็นโอกาส แค่เราต้องเปลี่ยนวิธีเล่น เปลี่ยนวิธีดูแลตนเอง และเปลี่ยนMindset
โดยหลักที่สำคัญที่สุดของนักกีฬาที่มีสมรรถนะทางร่างกายน้อยลงคือ
“ใช้น้อยลงให้ได้มากขึ้น”

เสมือนนักกีฬาที่ต้องเล่นให้สมาร์ทขึ้น เศรษฐกิจไทยก็เช่นกัน
ใช้คนน้อยลงแต่ให้ได้ผลผลิตมากขึ้น (เพิ่มProductivity เช่น รีสกิลเพิ่มทักษะให้แรงงานใช้เทคโนโลยีได้มากขึ้น)

ใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบล้างผลาญน้อยลง แต่ให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากขึ้น (เพิ่ม Sustainability – เช่น เน้นท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ)

ใช้งบประมาณประเทศแบบฟุ่มเฟือยน้อยลง แต่ช่วยคนตัวเล็ก-MSME-สตาร์ทอัพได้มากขึ้น (เพิ่ม Inclusivity เช่น ใช้งบประมาณช่วยคนให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและตรงความต้องการของเขา)
การจะเปลี่ยนตัวเองเป็น “นักกีฬาสูงวัยแต่ไม่แพ้ใคร” นั้นไม่ง่าย

เพราะอาจต้องมีทั้งการผ่าตัด (ปฏิรูปกฎกติกา) การเสริมสมรรถนะ (ลงทุนด้านพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐาน) การพัฒนาเทคนิคการเล่นใหม่ๆ (ใช้เทคโนโลยี) และการเดินไปหาแมวมอง/เสก๊าท์ทั่วโลกเอง (เชื่อมโยงกับต่างประเทศ)

ที่สำคัญต้องระวังอย่าเผลอไปชินกับการใช้ยาโด๊ป (นโยบายประชานิยม) ที่อาจเหมือนทำให้เรารู้สึกกลับมาหนุ่มสาวได้ชั่วคราวแต่สุดท้ายแล้วทำลายร่างกายกว่าเดิมระยะยาว
และที่แน่ที่สุดคือทั้งหมดนี้ต้องใช้ทีมผู้จัดการและโค้ชที่เก่งมากๆมาช่วยบริหาร เพราะนักกีฬาวัยนี้ไม่สามารถ Auto-pilotได้อีกต่อไป

นี่ยังไม่นับว่าโลกเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและภูมิรัฐศาสตร์ที่ท้าทายแม้แต่นักกีฬาที่ยังอยู่ช่วงไพรม์

อีกไม่กี่วันประเทศไทยจะได้มีโอกาสเลือกโค้ชและทีมผู้จัดการเข้ามาบริหาร และทีมนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะเป็นนักกีฬาแบบไหน

จะเป็นนักกีฬาที่ถูกลืม หรือ จะเป็นนักกีฬาที่แม้สูงวัยก็ไม่แพ้ใคร
คงขึ้นอยู่กับเราทุกคนละครับ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image