เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคอีสาน ไม่เห็นด้วยจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ระบุขาดเสถียรภาพทำให้นักลงทุนทั่วโลกไม่กล้ามาลงทุนในไทย หนุนพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลตามเจตนารมณ์ของประชาชน
นครราชสีมา – วันที่ 8 พฤษภาคม 2566 นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงความกังวลของภาคเอกชน ต่อการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยว่า กรณีมีการพูดถึงการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้น เคยเกิดขึ้นมาก่อนสมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งขณะนั้น ม.ร.ว.เสนีย์ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 แต่หาคะแนนเสียง ส.ส.เพิ่มให้เกินครึ่งไม่ได้ เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว ก็มีการแถลงนโยบาย และลงมติ ซึ่งช่วงแถลงนโยบายก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ช่วงแถลงมติก็ไม่ผ่าน ทำให้รัฐบาลอยู่ได้แค่ช่วงสั้นๆ ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น
แต่วันนี้ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย จากพรรคการเมืองที่ได้คะแนนฉันทามติจากประชาชนมากที่สุดอันดับที่ 1 ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ถ้าพรรคที่ได้อันดับที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะเกิดความไม่ชอบธรรมขึ้นมาแน่นอน เช่นไม่เห็นหัวของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองอันดับที่ 1 เพราะเขาต้องการให้พรรคการเมืองนั้นเข้ามาเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้องน้อยของพรรคอันดับที่ 2-3-4 นั้น ถ้ามี ส.ว.250 เสียง เทคะแนนให้ รวมกับ ส.ส.เกิน 376 เสียง ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

แต่อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เมื่อมีการลงมติในที่ประชุมรัฐสภา ก็จะต้องมีการไปดึงเสียง ส.ส.จากพรรคฝั่งตรงข้ามมาช่วยยกมือให้ จึงจะผ่านมติ ซึ่ง ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามที่ยกมือให้ ก็จะเกิดข้อครหาว่าส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับแจกกล้วย หรือการนำเรื่องคดีความต่างๆ มาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐสภาไทยเสื่อมเสียความศรัทธาจากประชาชนเป็นอย่างมาก
และหากมองไปอีกว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะอยู่ได้นานแค่ไหน อย่าลืมว่า ส.ว.จะหมดวาระแค่เดือน พ.ค.67 ส่วนรัฐบาลชุดใหม่คาดว่าจะจัดตั้งได้ช่วงเดือน พ.ย.66 ดังนั้นถ้าหลังจากเดือน พ.ค.67 ไปแล้ว รัฐบาลเสียงข้างน้อยโหวดมติต่างๆ ในรัฐสภาไม่ผ่าน ก็ต้องประกาศยุบสภาอีก ซึ่งจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เพราะเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ จะอนุมัติงบประมาณอะไรไม่ได้ เพราะต้องผ่านการพิจารณาของ กกต.ก่อน ดังนั้นการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจึงทำให้นักลงทุนต่างๆ ทั่วโลกเกิดความไม่เชื่อมั่น ไม่กล้าที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
เพราะเขากลัวรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ตอนนี้นักลงทุนต่างๆ กำลังรอความชัดเจนของรัฐบาลไทย ว่าจะมีเสถียรภาพหรือไม่ สุ่มเสี่ยงที่จะยุบสภาหรือไม่ จะสามารถอนุมัติอะไรได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งโดยภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ประเทศไทยควรที่จะมีนักลงทุนทั่วโลก ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนมากที่สุดในภูมิภาคนี้ เพราะเรามี EEC เป็นจุดแข็ง ที่มีความพร้อมรองรับการลงทุนเป็นอย่างมาก
แต่ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างน้อย จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกไม่กล้ามาลงทุนที่ประเทศไทยแน่นอน เพราะจากสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า พรรคที่ไม่ใช่อันดับที่ 1 แม้จะได้รับการโหวตจาก ส.ว.ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ แต่การจะไปรวบรวมเสียงจากพรรคเล็กๆ มาก็ไม่น่าจะได้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง และจะเกิดการไปใช้กล้วยซื้อ ส.ส.พรรคฝ่ายตรงข้ามเข้ามาอีกวุ่นวายมาก ซึ่งภาคเอกชน และนักลงทุน ไม่ต้องการเห็นภาพลักษณะนี้ขึ้นมาแน่นอน
เพราะเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองอันดับที่ 1 ถือว่าเป็นฉันทามติของเสียงประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ จึงสมควรให้พรรคอันดับที่ 1 จัดตั้งรัฐบาล จึงจะถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย และ ส.ส.ที่เขาเลือกไปแล้ว เกิดไปย้ายฝั่งในภายหลัง ก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจ และเกิดความวุ่นวายตามมาในภายหลังได้

