สื่อนอกส่องเลือกตั้งไทย 2ขั้วชิงอำนาจเสี่ยงวุ่นอีก
เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนที่คนไทยจะออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคม ท่ามกลางการขับเคี่ยวกันอย่างหนักของพรรคการเมืองทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมที่มักใช้เรียกแทนกลุ่มการเมืองในรัฐบาลเก่าภายใต้การนำของพี่น้อง 3 ป. ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กับฝ่ายเสรีนิยมที่เรียกตนเองว่าเป็นขั้วประชาธิปไตย
นำโดยพรรคเพื่อไทย ภายใต้การถือธงนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรีคนสุดท้องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการเมืองไทย แม้จะหนีคดีไปอาศัยอยู่ในต่างแดนมานานหลายสิบปี และพรรคก้าวไกลภายใต้การนำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ในเวลานี้ต้องยอมรับว่ากระแสแรงมากจนรั้งอันดับ 1 ของโพลเกือบทุกสำนัก
ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ถูกจับตามองในฐานะจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประเทศไทย หลังการสืบทอดอำนาจ 3 ป. ที่ยืนยาวมาตั้งแต่การโค่นล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย โดยการก่อรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะแม้พรรคพลังประชารัฐจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจจากการร่างรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อผู้นำรัฐประหาร ต่างจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ ที่ดูเหมือนอิทธิพลของกลุ่มอำนาจ 3 ป. จะเสื่อมถอย ท่ามกลางการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
การต่อสู้ที่ร้อนแรงในสนามเลือกตั้งระหว่างสองขั้ว ทำให้สื่อต่างประเทศจับตามองการเลือกตั้งในไทยครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยส่วนใหญ่เชื่่อว่าพรรคเพื่อไทยมีสิทธิที่จะเป็นฝ่ายชนะและครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เหมือนเช่นที่เป็นมาในการเลือกตั้งเกือบทุกครั้ง แต่ไม่น่าจะได้รับชัยชนะเด็ดขาดแบบ “แลนด์สไลด์” อย่างที่คาดหวัง แต่จะถูกเตะตัดขาโดยพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นขั้วเดียวกันเองที่ร้อนแรงขึ้นอย่างมากในโค้งสุดท้าย
บทวิเคราะห์ของเว็บไซต์ Foreign Policy ที่นำเสนอสถานการณ์และนโยบายการต่างประเทศทั่วโลกของสหรัฐชี้ว่า ชัยชนะที่ถล่มทลายของพรรคเพื่อไทยอาจจะถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อฝ่ายอนุรักษนิยมในไทย และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง
แต่พรรคเพื่อไทยอาจจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์นี้ได้โดยการจับมือกับพรรคที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพ อย่างไรก็ดี การประนีประนอมเช่นนี้อาจทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนเกิดความไม่พอใจ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมารวมตัวประท้วงในปี 2563
Foreign Policy ระบุอีกว่า ความท้าทายสำคัญของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ กลายเป็นพันธมิตรฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกล ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งหากพรรคก้าวไกลทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็อาจทำให้ความพยายามที่จะประนีประนอมของพรรคเพื่อไทยหลังการเลือกตั้งทำได้ยากลำบากมากขึ้น แต่การประนีประนอมกับกองทัพอาจทำให้พรรคเพื่อไทยเสื่อมความนิยม และจะยิ่งทำให้พรรคก้าวไกลสามารถยึดครองเสียงจากกลุ่มผู้สนับสนุนที่มีแนวคิดแบบเดียวกันไปได้ กระนั้นก็ดีความพยายามที่จะปฏิรูปใดๆ หลังการเลือกตั้งหากทำให้กองทัพรู้สึกว่าถูกคุกคามก็อาจนำไปสู่การคว่ำกระดานขึ้นได้อีกครั้ง
ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างความเห็นของ “ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์” นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เตือนว่าประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย หากผู้ที่กุมอำนาจพยายามจะรักษาอำนาจในมือ ทางเลือกที่มีผลทำลายล้างสูงทางหนึ่ง อาจกลายเป็นการยุบพรรคการเมืองอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคก้าวไกล
ด้านสำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองของไทย แต่ยังจะเป็นตัวชี้ขาดว่านายทักษิณจะสามารถเดินทางกลับประเทศไทยและรับโทษจำคุกเพื่อแลกกับการได้อยู่กับครอบครัวตามที่ประกาศความตั้งใจไว้ได้หรือไม่ โดยนับจนถึงขณะนี้โทษจำคุกที่นายทักษิณต้องรับคือราว 10 ปี และการพิจารณาคดีบางส่วนของเขาก็ยังคงไม่แล้วเสร็จ
ขณะที่ภาคเอกชนไทยคาดหวังให้รัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลผสมที่มีเอกภาพและเสถียรภาพ โดยมีแนวทางและข้อตกลงที่ชัดเจนในการทำงานเพื่อชาติที่จะขับเคลื่อนการเติบโตต่อไป แต่ก็ยังคงกังวลเกี่ยวกับกรอบเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งที่ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน เพราะหากยืดเยื้อยาวนานก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ และยังทำให้แผนการลงทุนเกิดความล่าช้าได้
บทวิเคราะห์ของ Channel News Asia มองว่าการเลือกตั้งในประเทศไทยยังคงตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับอำนาจเผด็จการทหาร แม้พรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มที่จะได้รับชัยชนะ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะคาดเดาว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนต่อไป เพราะวุฒิสภา 250 คนที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากมีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แม้จะยังมีความคลุมเครือถึงจุดยืนของสมาชิกวุฒิสภาก็ตาม เพราะการแตกแยกของกลุ่ม 3 ป. อาจทำให้เสียงของวุฒิสภาไม่ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
และเป็นไปได้ว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่อันดับ 2 ในขั้วอนุรักษนิยม อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ขาดใครจะได้เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่ที่สุดแล้วความแตกแยกร้าวลึกทางสังคม รวมถึงความแตกแยกในภูมิภาคต่างๆ ของไทยก็จะยังคงอยู่ต่อไป และทำให้การเมืองไทยยังคงตกอยู่ในความไม่แน่นอนเช่นเดิม

