ในที่สุด รากฐานอย่างแท้จริงในการปะทะทางสังคมอันสะท้อนผ่านการต่อสู้ในสนามเลือกตั้งอีกเพียง 5 วันจะถึงวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม ก็ยืนยันอย่างเด่นชัดว่าเป็นอย่างไร
เป็นการปะทะในทาง “ความคิด” เป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “ใหม่” กับ “เก่า”
ขณะที่ 1 เสนอ “ความหวัง” อีก 1 ตั้งรับด้วย “ความกลัว”
ความหวังที่จะผลักดันให้ “การเลือกตั้ง” นำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลง” จากที่เคยจมปลักอย่างน้อยที่สุดก็จากพิษแห่งรัฐประหารต่อเนื่องและยาวนาน
น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายไม่ยอมรับต่อ “ความหวัง” มีการนำเสนออย่างเป็นระบบ เพราะรู้สึกว่าหากมี “การเปลี่ยนแปลง” ก็จะก่อให้เกิดความสูญเสีย
จึงปรากฏคำขวัญ “กาก้าวไกล เปลี่ยนประเทศไทยไปด้วยกัน” จึงปรากฏการตอบโต้ “ถามคนไทย อยากให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมจริงหรือ”
ยืนยันอย่างเด่นชัดว่า ฝ่ายหนึ่ง เรียกร้องต้องการเห็นการ “เปลี่ยนแปลง” ฝ่ายหนึ่ง ต้องการกกกอด “ของเดิม” เอาไว้
1 จึงเปี่ยมด้วยความหวัง 1 จึงเปี่ยมด้วยความกลัว
คล้ายกับว่าฝ่ายที่ต้องการรักษาสถานะเดิม ต้องการรักษาภาพเดิม ความเคยชินอย่างเดิมเอาไว้ จะมี พรรครวมไทยสร้างชาติ จะมี พรรคพลังประชารัฐ เป็นตัวแทน
ความหมายก็คือเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
อันเป็นรากฐานแห่ง “มีลุงไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง”
แต่ในความเป็นจริง หากเริ่มต้นจากสถานการณ์ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 และจากสถานการณ์ก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ก็จะประจักษ์ในความเป็นจริงว่าองค์ประกอบอันก่อรูปขึ้นเป็นรัฐบาลและดำเนินไปในลักษณะซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความเป็น “ระบอบ” มิได้มีแต่เพียง 2 ลุง
ตรงกันข้าม มีคนอื่น พรรคการเมืองอื่น แวดล้อมอยู่โดยรอบ
การต่อสู้ที่เห็นผ่านกระบวนการหาเสียง ในที่สุดแล้วก็ประมวลปัญหาและความขัดแย้ง กระทั่งตกเป็นผลึกในทางความคิดอันเด่นชัดยิ่งในทางการเมือง
เป็นการเมืองแห่ง “ความหวัง” กับการเมืองแห่ง “ความกลัว”
ทุกเวทีดีเบต ในท่ามกลางการหาเสียง ประชันวิสัยทัศน์ ตัวตนของนักการเมือง ความเป็นจริงอันเป็นแก่นแกนของแต่ละพรรคการเมืองก็สำแดงตัวตนออกมาให้เห็น
ใครเปี่ยมด้วย “ความหวัง” ใครเปี่ยมด้วย “ความกลัว”

