หน้าแรก การเมือง ‘ประภาส’ ชี้ ...

‘ประภาส’ ชี้ ม็อบไม่ได้จบ แต่พากันตบเท้าเลือกตั้ง – ส่อง ‘บ้านใหญ่’ เหนียวแน่นแค่ไหน?

9.05.23 | 18:03 น.
แฟ้มภาพ

‘ประภาส’ ชี้ ขบวนการเคลื่อนไหวไม่ได้จบ แต่พากันตบเท้าลงเลือกตั้ง – ส่อง ‘บ้านใหญ่-หัวคะแนน’ เหนียวแน่นแค่ไหน?

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 พฤษภาคม ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดงานรัฐศาสตร์เสวนา โดย ภาควิชาการปกครอง ในหัวข้อ “การเลือกตั้งทั่วไป 2566 : เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่าน หรือเป็นต่อ ?”

โดยมีนักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น อาทิ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจน์กิจ, รศ.ดร.ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์, อ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง, รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, ศ.ดร.เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา และ รศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กล่าวว่า เมื่อก่อนเราจะแยกกันระหว่างสิ่งที่เรียกว่าการเมืองนอกโครงสร้างเชิงสถาบัน (Non-institutional politics) กับการเมืองเลือกตั้งในสภา (Institutional politics) สิ่งที่ปรากฏมาตั้งแต่เลือกตั้งคราวก่อนจนถึงปัจจุบัน มีความเปลี่ยนแปลงในแง่รัฐศาสตร์ของบ้านเรา เพราะต่างประเทศเกิดมานานแล้ว เช่น ลาตินอเมริกา ขบวนการเคลื่อนไหวมากมายที่ผันตัวเองเข้าไปใช้พื้นที่การเมืองแบบพรรคการเมืองหรือการเลือกตั้ง และเข้าไปเป็นรัฐบาลหลายกรณี ไม่ว่าจะในบราซิล โบลิเวีย หรือที่ชิลี เช่น พวก Penguin Revolution

รศ.ดร.ประภาสอธิบายว่า การเข้าใจการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น คงไม่พ้นต้องวิเคราะห์การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร 2557 ซึ่งเปลี่ยนความสัมพันธ์ในเชิงโครงสร้าง ผลของมันคือกระทบทั้งคนรุ่นใหม่ เรื่องสิทธิเสรีภาพ พวกเครือข่ายทรัพยากร ประชาชน คนชายขอบต่างๆ ในประเด็นเรื่องของการรวมศูนย์อำนาจ เรื่องการจัดการทรัพยากรต่างๆ มีผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปี 62-63

Advertisement

“หลังจากนั้นมันไม่ได้ล่มสลายไปโดยตัวของมันเอง แต่มันเกิดจากปัจจัยเรื่องของการปราบปราม” รศ.ดร.ประภาสกล่าว

รศ.ดร.ประภาสชี้ว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดความนิยมในด้านกระแสพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล สะท้อนสิ่งที่สำคัญคือ ส่วนที่เคลื่อนไหว ผันแปรมาเป็นความเคลื่อนไหวในพื้นที่การเมืองในระบบผ่านการเลือกตั้ง

“ถ้าดูตั้งแต่โครงสร้างผู้สมัคร พี่น้องชนเผ่า 4-5 คน ลง สส.เขต หรือตัวแทนภาคประชาสังคมต่างๆ ตัวแทนของการเคลื่อนไหว ผันแปรเข้ามาเป็นผู้สมัคร หัวคะแนนธรรมชาติ ถ้าเราย้อนหลังดูจะเห็นว่านี่คือผู้ร่วมชุมนุม เพราะฉะนั้นขบวนการเคลื่อนไหวมันไม่ได้จบ แต่ผันตัวเองเข้ามาในพื้นที่ที่น่าสนใจ

“ช่วงที่ผมอายุ 30 ถ้า NGO หรือขบวนการเคลื่อนไหวพูดว่าจะไปสร้างพรรคการเมือง หรือกระทั่งไปร่วมกับนักการเมือง มันเป็นเรื่องผิดมาก ประเด็นคือเราอาจจะต้องเห็นภาพ Non-institutional politics กับ Institutional politics กลายเป็นสิ่งเดียวกันได้ และขับเคลื่อนต่อ” รศ.ดร.ประภาสชี้

รศ.ดร.ประภาสกล่าวต่อว่า จะเห็นนโยบายที่มาจากขบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งมันต้องการเปลี่ยนผ่านด้วย ในเรื่องของการปฏิรูป มิติต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการยุติธรรม สถาบันฯ แม้กระทั่งเรื่องการปฏิรูปการใช้ทรัพยากรป่าไม้ ที่ดิน มันต้องการปฏิรูปเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เพราะว่ามันรวมศูนย์การจัดการ

“ไม่ใช่ดีงามไปทั้งหมด แต่พรรคที่เกิดขึ้นใหม่แล้วกำลังได้รับความนิยม ผมคิดว่ามันเปลี่ยนผ่านการเมืองแบบการเลือกตั้งที่สำคัญ คือสามารถเชื่อมต่อกับภาคประชาสังคม หรือส่วนที่มีปัญหากับระบอบนี้ ซึ่งมีลักษณะอำนาจนิยมแบบรวมศูนย์ในมิติต่างๆ”

รศ.ดร.ประภาสกล่าวว่า หลายท่านพูดถึงการเมืองแบบบ้านใหญ่ว่ามันมีอิทธิพล ประเด็นคือ ส่วนของสิ่งที่หลายท่านพูดในเชิงการเมืองบ้านใหญ่ เครือข่ายอุปถัมภ์ การซื้อเสียง อาจต้องดูว่าเครือข่ายที่สร้างขึ้นในระดับพื้นที่ยังเป็นแบบเก่าหรือไม่

“สมัยผมเด็กๆ เถ้าแก่โรงสีเอาเรือขนพ่อแม่ผมไปลงคะแนน ลงตามที่เขาสั่ง เครือข่ายแบบใหม่คงมีมิติแบบนั้นด้วย แต่มันเปลี่ยนไปเยอะ หรือที่เราพูดถึงชมรมแพทย์ชนบทไปช่วยซื้อเสียง เป็นตัวอย่างว่า มันมีเครือข่ายการจัดตั้งในระดับพื้นที่ ย้อนดู 8-9 ปี พรรคโดยเฉพาะในฝ่ายรัฐบาลทำอะไรมากมาย ขึ้นเงินเดือน อสม. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งมีงบประมาณลงไป” รศ.ดร.ประภาสกล่าว

รศ.ดร.ประภาสกล่าวต่อว่า ในแง่เครือข่ายกับความสำคัญที่จะมีผลในการลงคะแนนเสียง ปัจจัยเหล่านี้มีผลแน่ แต่จะเหนียวแน่นมากน้อยแค่ไหน ยกตัวอย่าง งบประมาณที่ลงผ่านกลุ่มต่างๆ ที่รัฐไปจัดตั้งขึ้น พยายามดึงงบจากท้องถิ่นมาไว้ที่ระบบราชการ เคล้ายกับกึ่งประชาสังคม กึ่งภาครัฐจัดตั้ง กำกับ

“อย่าไปคิดว่ามันจะทำงานได้หมด วงขอบของมันมีมาก-น้อยแค่ไหน ผู้คนที่เข้าถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีมากน้อยแค่ไหน มันจะแข่งกันระหว่างคนรุ่นใหม่ซึ่งสามารถสร้างเครือข่ายผ่านโซเชียล กับเครือข่ายพวกนี้ มันจะทำงานแข่งกันได้แค่ไหน อย่างไร มันเป็นแพทเทิร์นที่เราต้องทำความเข้าใจ” รศ.ดร.ประภาสกล่าวสรุป

อ่านข่าว : พิชญ์ งงใจ ‘เบบี้บูมเมอร์’ แห่รักพรรคใหม่ ยัน ‘ดีล’ เรื่องปกติ แต่ถ้าติสท์แตก ระวังนางแบกหนักใจ