ส่อง 100เมตรท้าย  ปัจจัยชี้ขาด  ชิงเก้าอี้ 500 ส.ส.

ส่อง 100 เมตรท้าย  ปัจจัยชี้ขาด  ชิงเก้าอี้ 500ส.ส.

ศึกเลือกตั้งทั่วไปจะรู้ผลแพ้-ชนะในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้   จากผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบเขต ที่มี 70 พรรคการเมือง ส่งผู้สมัคร 4,710 คน ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1,899 คน จาก 67 พรรค และแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี 63 คน จาก 43 พรรค

ผู้สมัครของพรรคไหน แคนดิเดต นายกฯของพรรคใดจะได้เดินหน้าต่อในสนามเลือกตั้ง ผ่านเก้าอี้ ส.ส.เขต 400 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง

ด้วยจุดยืนทางการเมืองที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วอนุรักษนิยม และขั้วเสรีนิยมประชาธิปไตย ทำให้การแข่งขันเข้มข้น

Advertisement

เป้าหมายคือได้จำนวน ส.ส.ให้ได้มากที่สุดเพื่อไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จากแคนดิเดตนายกฯจากพรรคต่างๆ ดังนี้

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 2.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. เป็นแคนดิเดตนายกฯ, พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ, พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ,

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) มีนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ, พรรคชาติพัฒนากล้า
(ชพก.) มี 1.นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค 2.นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค และ 3.นายเทวัญ ลิปตพัลลภเลขาธิการพรรค เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรคเพื่อไทย (พท.) มี 1.น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย 2.นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัว เพื่อไทย และ 3.นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรคก้าวไกล (ก.ก.) มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ, พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ, พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคประชาชาติ (ปช.) พรรคเพื่อชาติ (พช.) เป็นแนวร่วม

หากจะโฟกัสปัจจัยชี้ชะตาที่จะนำไปสู่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ย่อมไม่พ้น 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1.ตัวแคนดิเดตนายกฯ 2.ตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ 3.นโยบายพรรค และ 4.กระแสพรรคและทรัพยากรทางการเมือง

ทั้งนี้ แต่ละพรรคและขั้วการเมือง ต่างมีจุดอ่อน จุดแข็ง ต้องนำทั้ง 4 ปัจจัยข้างต้นมาปรับเป็นกลยุทธ์ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง

หากจะโฟกัสตามผลการสำรวจของโพลสำนักต่างๆ ของพรรคที่มีแนวโน้มจะได้รับเลือกตั้ง ส.ส. ขั้วอนุรักษนิยม ที่นำโดย พรรค รทสช. พรรค พปชร. ด้วยจุดอ่อนของทั้งการแยกพรรค แบ่งตัวผู้สมัคร ส.ส. ต้องมา

แย่งชิงฐานเสียงกันเอง อีกทั้งต้องเจอกับโจทย์ใหญ่ คือ คนอยากเปลี่ยนผู้บริหารประเทศ การจะชูกระแสพรรคขึ้นมาเรียกคะแนนนิยมย่อมจะเป็นไปได้ยาก จะมีเพียงแค่กระแสนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ที่
มีแฟนคลับเฉพาะกลุ่มอนุรักษนิยมที่พร้อมสนับสนุน

ปัจจัยที่พรรคในขั้วอนุรักษนิยมต้องนำมาสู้ศึกเลือกตั้ง จึงต้องเน้นหนักในส่วนของปัจจัยด้านทรัพยากรทางการเมือง บวกกับฐานเสียงของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ และกลไกอำนาจรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อให้บรรลุเป้าหมายชนะเลือกตั้ง
ยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายและทางตรงก่อนการเลือกตั้ง พรรคการเมืองในขั้วอนุรักษนิยมต่างใช้กลยุทธ์ล็อกเป้าและย้ำพื้นที่เป้าหมายที่ประเมินแล้วจะได้รับเลือกตั้ง ส.ส.

ทุ่มปัจจัยแข็งทั้งทรัพยากรทางการเมืองและกลไกรัฐเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง
ขณะที่ขั้วเสรีนิยมประชาธิปไตยที่แรงหนุนจากความอยากเปลี่ยนของประชาชน จนไปช่วยเพิ่มกระแสและคะแนนนิยมให้กับ พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคแนวร่วมในกลุ่มดังกล่าว

ปัจจัยแข็งที่ทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย มีก็คือ การสื่อสารกับ ผู้สนับสนุน คือ เน้นย้ำในเรื่องจุดแข็งของนโยบายพรรค ความรู้ ความสามารถของแคนดิเดตนายกฯ และจุดยืนในทางการเมืองที่ชัดเจน ไปยังฐานเสียงและผู้สนับสนุนของแต่ละพรรค ทั้งวลีที่สะท้อนจุดยืนของแต่ละพรรค อาทิ “มีเราไม่มีลุง” ของพรรคก้าวไกล “เลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ประเทศไทยเปลี่ยนทันที” ของพรรคเพื่อไทย ผ่านช่องทางทั้งแอร์กราวด์และออนกราวด์ บนเวทีปราศรัย ผ่านเวทีดีเบต ที่แต่ละพรรคจะเลือกวิธีการสื่อสารเพื่อที่จะให้ตรงตามยุทธศาสตร์การเลือกตั้งมากที่สุด

แม้พรรคในขั้วเสรีนิยมประชาธิปไตย ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล จะมีฐานเสียงของผู้สนับสนุนเดียวกัน ซึ่งจะต้องแก้โจทย์การช่วงชิงคะแนนในขั้วเดียวกันเอง ที่ยังพอแบ่งแยกกันตามจุดยืนทางการเมืองของผู้สนับสนุนในแต่ละช่วงวัยได้บ้าง โดยเฉพาะกลุ่ม

นิวเจน 18-35 ปี มีแนวโน้มที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล ขณะที่กลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

ปัจจัยสำคัญทั้ง 4 ข้อ ที่จะชี้ขาดผลแพ้-ชนะการเลือกตั้ง ที่แต่ละพรรค ใน 2 ขั้วการเมือง นำมาใช้เป็นกลยุทธ์ชิงชัยเลือกตั้งครั้งนี้

บางพรรคอาจต้องเน้นหนักกับปัจจัยในด้าน กระสุน ขณะที่บางพรรคอาจต้องให้น้ำหนักทั้ง กระแส และ กระสุน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้รับเลือกตั้ง ส.ส.

ซึ่งปัจจัยและกลยุทธ์ที่แต่ละพรรคเลือกนำมาใช้ในการเลือกตั้งนั้น ณ วันนี้  ถูกหรือผิด ยังไม่สามารถฟันธงได้แบบ 100% เมื่อปิดหีบนับคะแนน และรู้ผลเลือกตั้งในช่วงค่ำวันที่ 14 พฤษภาคม

ทุกคนจะได้เห็นว่าปัจจัยทางการเมืองใดที่เป็นตัวชี้ขาดผลแพ้-ชนะอย่างแท้จริง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image