หน้าแรก การเมือง มายด์ ลั่น คิ...

มายด์ ลั่น คิดยุบพรรคอย่าลืมชั่งใจ ชี้อารมณ์ประชาชนแรงกล้า เผยเจนใหม่ไม่เน้นตัวบุคคล

11.05.23 | 15:35 น.
ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

‘มายด์ ภัสราวลี’ ชี้ รุ่นใหม่สนใจนโยบายไม่ใช่ตัวบุคคล ลั่นองค์กรไหนรับเงินภาษี ประชาชนต้องวิพากษ์ได้

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม  ที่ห้องประชุมคึกฤทธิ์ ปราโมช สถาบันไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ ‘ดุลยภาพแห่งอำนาจ เปลี่ยนผ่านสังคมไทยด้วยการเลือกตั้ง’ เนื่องในวาระ 123 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์

วิทยากรได้แก่  รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมการเมือง และ นานยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ (อ่านข่าว พรึบ มธ.รำลึก 123 ปีชาตกาล ‘ปรีดี พนมยงค์’ นักวิชาการดังลุยร่วมเสวนาจับตาเลือกตั้ง)

ในตอนหนึ่ง น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมการเมือง กล่าวว่า ในการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 63 เป็นต้นมา ตอนแรกออกมาด้วยความอึดอัดในการถูกกดขี่ แต่พอเกิดการรวมตัวกันเพิ่มมากขึ้น ได้เกิดการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เราสงสัย ต่อโครงสร้างมากขึ้น ได้เรียนรู้ว่าจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยและการแย่งชิงขั้วอำนาจคืออะไร จึงเห็นปัญหาชัดเจนขึ้น และวิพากษ์ไปถึงต้นตอให้ได้มากที่สุดให้สิ่งที่เป็นปัญหาได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา เพื่อแก้ไขและหาทางออกให้ได้

“หากพูดถึงดุลยภาพ ส่วนตัวมองไปถึงด้านจุดยืนทางความคิดมากกว่า เราอยู่กันด้วยการเคารพความหลากหลายทางจุดยืน เคารพความเชื่อของแต่ละคน สิ่งที่ต้องหาจุดตรงกลางให้ได้คือดุลยภาพของจุดยืนทางความคิด

Advertisement

เราจะมีส่วนแบ่งกันอย่างไรในพื้นที่ตรงกลางที่จะให้ทุกจุดยืน ทุกความคิดได้ออกมายืนวิพากษ์ร่วมกันได้อย่างเสมอหน้า ไม่ได้ใครถูกตัดสินว่าด้อยกว่าใคร สิ่งที่จะทำให้สังคมประชาธิปไตยอยู่รอดต่อไปได้ คือเราทุกคนไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ เพียงแค่เคารพในจุดต่าง และหาทางตกลงกันให้ได้ บนฐานคือประชาชนมีอำนาจสูงสุด เมื่อมองย้อนไปตอน 2475 มันเกิดอะไรบ้าง แน่นอนว่าย่อมเกิดการแย่งชิงของขั้วอำนาจ ระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับขั้วใหม่ที่เป็นประชาชนซึ่งเพิ่งได้รับประชาธิปไตย และแย่งชิงกันมาจนถึงตอนนี้

ระหว่างทางมีจุดที่ประชาชนถูกจำกัดกรอบและถูกทำให้รู้สึกไม่มีอำนาจ รู้สึกต้องฝากความหวังไว้ที่คนกลุ่มหนึ่ง และคอยภาวนาให้พวกเขาเหล่านั้นทำให้บ้านเมืองดีขึ้นให้ได้ เป็นร่องรอยจากกลุ่มอำนาจเดิมที่ฝากความรู้สึกนี้ไว้ให้คน เลยมีการเมืองแบบเชื่อใจในตัวผม เชื่อมั่นกลุ่มของเรา เดี๋ยวเราจะพาไปให้ได้” น.ส.ภัสราวลี อธิบาย

น.ส.ภัสราวลี กล่าวว่า ในยุคนี้ การวิพากษ์พรรคการเมืองของคนยุคใหม่ทำอย่างตรงไปตรงมา การที่จะเชียร์ใครมันเกิดจากการวิเคราะห์นโยบาย ไม่ได้เกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจของตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว

“ถ้าเป็นนโยบายเอาประชาชนเป็นหลัก เช่น รัฐสวัสดิการ ปฏิรูปกองทัพ คนที่ได้ฟังจะรู้สึกว่าเพิ่งมีโอกาสได้ใช้อำนาจของเรา กำหนดชีวิตของตัวเองได้บ้าง มันสะท้อนว่าประชาชนเริ่มเข้าใจ ว่าเขาไม่จำเป็นต้องฝากความหวังไว้ที่กลุ่มบุคคลใดที่ดูเหมือนกับว่าจะมีความสามารถมากกว่า แต่เราสามารถที่จะฝัน ที่จะหวัง และอยากที่จะกำหนดชีวิตของตัวเองด้วยก็ได้

ถ้าครั้งนี้พรรคการเมืองยังเสนอนโยบายไม่ถูกใจ ภาคประชาชนเสนอหรือเป็นคนพูดเองก็ได้ เคยคิดไหมว่าคำถามเรื่องมาตรา 112 จะถูกพูดถึงในทีวี กลายเป็นจุดที่ทุกพรรคการเมืองต้องให้จุดยืน

มันเกิดจากการที่ประชาชนพูดเรื่อยๆ ว่า 112 มีปัญหา มันเกิดจากการส่งเสียง เรามีความเชื่อมั่นในอำนาจตัวเอง และส่งเสียงบอกว่าเราในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา”  น.ส.ภัสราวลีกล่าว

น.ส.ภัสราวลี แสดงความเห็นว่า สถานการณ์ตอนนี้กับ 2475 ใกล้เคียงกันในมุมการแย่งชิงขั้วอำนาจ และการวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา คณะราษฏรพยายามวางรากฐานทุกอย่าง เพื่อให้ประชาชนได้มีสิทธิ โอกาสและได้ใช้อำนาจนั้นจริงๆ แต่มันก็ถูกตัดทอนมาเรื่อยๆ

“วันนี้เราถามว่าจะทำอะไรได้บ้างให้มีโอกาสในการเข้าไปบริหารจัดการประเทศ เข้าไปกำหนดว่าประเทศเราหลังจากนี้หน้าตามันจะเป็นยังไง มันเกิดการย้ำเตือนกันว่าเราทีสิทธิตั้งแต่วันแรกเมื่อปี 2475 แต่เหมือนเราถูกทำให้ลืมไป ณ วันนี้เราตื่นตัวแล้ว เราจำได้แล้วว่าเราคือใคร บทบาทของเราคือใครในประเทศนี้ เรารู้และเข้าใจว่าทุกองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญที่รับเงินภาษีจากประชาชน ประชาชนอย่างพวกเรามีสิทธิและมีอำนาจมากพอในการวิพากษ์พวกเขา ถ้าพวกเขาทำไม่ถูกต้อง” น.ส.ภัสราวลี กล่าว

น.ส.ภัสราวลี กล่าวด้วยว่า หากเราฝันถึงสังคมที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบที่ประชาชนมีอำนาจได้จริงๆ ณ วันนี้มันอาจจะเป็นอีกลูปหนึ่งคล้ายกับตอน 2475 แต่เราได้รับบทเรียนมาตลอด และจะทำทุกวิธีทางในการอุดรอยรั่วไม่ให้ใครมาช่วงชิงอำนาจของประชาชนกลับไปได้อีก

ส่วนการยุบพรรค มีความเป็นไปได้สูง และอาจไม่ใช่แค่พรรคเดียว อาจเป็น 2 หรือ 3 พรรคก็ได้ หากจะเกิดขึ้น ต้องชั่งใจกับอารมณ์ของประชาชนที่อยู่ข้างนอกด้วยว่าเขามีอารมณ์ความรู้สึกต่อการเลือกตั้งครั้งนี้แรงกล้าแค่ไหน คุ้มไหมที่จะยุบพรรคการเมือง แล้วเกิดการแตกฮือขึ้นมาบนท้องถนนอีกรอบหนึ่ง

“ในสถานการณ์ที่เป็นแบบนี้ มึความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดการยุบพรรคการเมือง อาจจะไม่ใช่พรรคเดียว แต่เป็น 2-3 พรรคก็ได้ แต่ถ้าการยุบพรรคการเมืองจะเกิดอีก ต้องชั่งใจกับอารมณ์ของประชาชนที่อยู่ข้างนอก ว่าเขามีอารมณ์ความรู้สึกต่อการเลือกตั้งครั้งนี้แรงกล้าแค่ไหน คุ้มไหมที่จะยุบพรรคการเมือง แล้วเกิดการแตกฮือขึ้นมาบนท้องถนนอีกครั้ง คนที่สนับสนุนประชาธิปไตยค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่อยากให้เกิดการยุบพรรคการเมือง เพราะเป็นการตัดอำนาจการแข่งขัน ตัดความแฟร์ในการแข่งขันของพรรคการเมือง มันเป็นการขัดกับระบอบประชาธิปไตย

สิ่งที่จะตามมาหลังพรรคก้าวไกลได้เข้าสภา คือการอภิปรายทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมาจนถึงต้นตอ จึงบอกว่าสถานการณ์ตอนนี้ใกล้เคียงกับปี 2475 เพราะไม่ได้มีแต่ประชาชนที่พูดถึงโครงสร้างหรือปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้มีพรรคการเมืองที่เข้าไปพูดในสภา เช่น พ.ร.บ.การควบรวมอัตรากำลังพล ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ชนชั้นนำหรือผู้มีอำนาจเดิมย่อมไม่อยากให้เกิดขึ้น

เขาไม่อยากให้เกิดการตีแผ่ การตั้งคำถาม ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วมันดีหรือไม่ดีต่อประชาชนอย่างไร มันก็เป็นอีกจุดวัดว่าประชาชนที่อยู่นอกสภา เมื่อเราเลือกใครเข้าสภาไป แล้วเขางัดอยู่ข้างใน เราพร้อมพอที่จะงัดอยู่ข้างนอกด้วยหรือไม่ พร้อมจะยืนยันไหมว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจจริงๆ” น.ส.ภัสราวลี กล่าว