‘คำนูณ’ ลองมาหมด เชื่อมี ส.ว.ดีกว่าไม่มี ตอบสวนคำครหา ‘จบกันแค่นี้ ม.272’ ไม่เห็นด้วยให้อำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ลั่น ส.ส.ก็ปิดสวิตช์ได้ แค่รวมเสียงให้ถึง 376
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่ห้อง Smart Classroom ชั้น 7 อาคารเกษม อุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย กลุ่มสันติประชาธิปไตย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดเสวนาในหัวข้อ “สมาชิกวุฒิสภาในฐานะหุ้นส่วนประชาธิปไตย”
จากนั้นเวลา 13.10 น. เข้าสู่การเสวนา โดย ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนประเทศ, นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือ, นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ และนายมณเฑียร บุญตัน อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ ดำเนินรายการโดย ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช และ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์
เมื่อพิธีกรถามถึงทัศนคติเกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภา ในการส่งเสริมประชาธิปไตย
ในตอนหนึ่ง นายคำนูณ สิทธิสมาน กล่าวถึงเหตุผลว่า ทำไมประเทศไทยควรมีสภาที่ 2 จากกระแสวิพากษวิจารณ์ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ชอบ 250 ส.ว.ที่แต่งตั้งเข้ามาโดย คสช. ตอนหลังเลยเถิดไปว่าไม่ต้องมี ส.ว. ต่อไปออกแบบรัฐธรรมนูญให้มีสภาเดียว ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ตนขอเล่าให้ฟังในทางวิชาการ ทำอย่างไรถึงจะได้สภาที่ 2 มาทำหน้าที่ได้ดี ‘ที่มา’ ต้องแตกต่างจากสภาที่ 1 ซึ่งในอดีตก็แต่งตั้งกันมาทั้งนั้น
นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง ในบางกรณีถ้าท่านทั้งหลายมีอายุมากพอที่จะทันเหตุการณ์ 2539-2540 กลไกของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบ แม้จะให้นายกฯเป็นผู้แต่งตั้ง ส.ว. เขาให้ 6 ปี แต่ ส.ส.ให้ 4 ปี บางทีก็ยุบสภาก่อน ปรากฏว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ส.ว.ซึ่งเป็นสภาแต่งตั้งทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมขณะนั้น เพราะไม่จำเป็นต้องทำตามผู้มีอำนาจ เพราะผู้มีอำนาจที่แต่งตั้งเขาหมดอำนาจไปเสียแล้ว ในระยะหลัง ส.ว.ถูกออกแบบให้ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว เป็นเหตุที่ผมเชื่อว่าการมี ส.ว.ดีกว่าไม่มี ซึ่งที่มาควรเป็นอย่างไร เราลองมาหมดเกือบทุกระบบแล้ว ทั้งแต่งตั้ง เลือกตั้ง ทั้งหมดด้วยระบบที่ต่างไปจากเลือก ส.ส.และแบบผสม
“โดยส่วนตัวผมชอบระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 40 น่าจะเป็นฐานคิดที่ดี ระบบที่ 3 คือผสมผสานตามรัฐธรรมนูญ 50 คือสรรหาครึ่งหนึ่ง และเลือกตั้งตัวแทนจังหวัดอีกครึ่ง สุดท้ายคือตามรัฐธรรมนูญ 60 ตามบทถาวรที่ยังไม่เคยใช้ คือจะให้เลือกกันเองภายใน 20 กลุ่ม 3 ระดับ หรือเลือกข้ามกลุ่ม ซึ่งผมก็ยังงงๆ อยู่ รวมๆ เหลือประมาณ 200 คน แล้ว คสช.จิ้ม 50 คน ส.ว.ชุดต่อไปจะมีที่มาอย่างไร นี่คือภาพรวม เราต้องเข้าใจว่าการมีสภาที่ 2 เพื่อภารกิจอะไร ภารกิจแตกต่างจากสภาที่ 1 ดังนั้น ที่มาต้องแตกต่าง แต่ไม่ได้หมายความจะต้องมาจากการแต่งตั้งหรือคัดสรรอย่างเดียว เลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องต่างจากสภาที่ 1” นายคำนูณชี้

นายคำนูณกล่าวต่อว่า สุดท้ายที่สังคมแคลงใจ และพวกตนถูกประณามหยามเหยียด ด่ามากที่สุด คืออำนาจในการเลือกนายกฯ ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา 272
“ถามความเห็นผม ไม่ควรมีอำนาจนี้ให้กับ ส.ว. ผมเองเป็น 1 ในหลายคนที่ห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ตัดอำนาจ ส.ว. มาตั้งแต่ปี 2564 และมีเสนอเข้ามา 2-3 รอบ ผมเห็นด้วยทุกครั้งแต่ไม่สำเร็จ ก่อนหน้านั้นผมเห็นด้วยว่าควรมี ด้วยเหตุผลดังนี้ คือเหตุวิกฤตของบ้านเมืองที่ดำรงความขัดแย้งมาตั้งแต่ปี 2548 ปลายๆ ถึงปี 2549 ผ่านการรัฐประหาร 2 ครั้ง ผ่านการชุมนุมของทุกฝ่ายมาอย่างยาวนาน บังเอิญในการรัฐประหารครั้งล่าสุดหรือก่อนหน้านั้น ก็มีเสียงพูดกันมากว่า การจะขจัดสาเหตุของวิกฤตได้ทั้งหมด ‘ต้องปฏิรูปประเทศ’ ลดความเหลื่อมล้ำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จริงๆ รัฐธรรมนูญ 60 ที่เราใช้จึงมีบทบังคับในเรื่องการปฏิรูปประเทศ
ท่านจะเรียกว่าสืบทอดอำนาจก็เรียกได้ แต่ผู้ที่มีความคิดอ่านเรื่องนี้เขามองว่า ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก เราจะต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อให้การปฏิรูปตามแผนดำเนินไปได้ อีกอย่างคือผู้ปฏิบัติตามแผน หัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกฯ) จึงตั้งคำถามว่า สมควรให้นายกฯ ควรที่จะมีความรู้เข้าใจในเรื่องการปฏิรูปประเทศหรือไม่ แต่การนำเรื่องนี้มาเป็นคำถามพ่วงในการทำประชามติ 7 ส.ค.2559 แสดงให้เห็นว่า อำนาจเลือกนายกฯ ที่ให้กับ ส.ว.ไม่ใช่ลักษณะทั่วไป ไม่ใช่ลักษณะที่พึงมี แต่เขามองว่าเป็นช่วงสถานการณ์พิเศษ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เขาจึงตั้งคำถามประชามติเป็นคำถามพ่วง ซึ่งไม่ได้เขียนว่า ‘ท่านเห็นว่าสมควรให้ ส.ว.มาเลือกนายกฯ หรือไม่’ แต่เขาเขียนแบบมีเงื่อนไขว่า ‘ท่านเห็นด้วยหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นผู้พิจารณาเลือกนายกฯ’ จะเห็นว่ามีเงื่อนไขคือ ให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้า
“วันนั้น วันเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา ปี 2562 ผมเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนหน้านั้นเขาให้มีอภิปรายทั่วไป ผมอภิปรายด้วยเหตุผลนี้ คือเห็นว่าการปฏิรูปประเทศถ้าจะเดินหน้า ก็ควรให้คนที่เขาอยู่มาก่อน อยู่กับแผนการปฏิรูปประเทศได้ต่อไป สาเหตุหนึ่งที่ผมเห็นว่า บทบัญญัตินี้ (ส.ว.เลือกนายกฯ) ไม่จำเป็นอีกต่อไปตั้งแต่ปี 2564 ด้วยความเคารพ ผมค่อนข้างผิดหวังในหลายๆ เรื่อง ตอนนั้นมีเรื่องหนึ่งคือ ‘ปฏิรูปตำรวจ’ ที่ผมทำมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นเมื่อมีคนเสนอให้ตัดมาตรานี้ออกไป ผมจึงเห็นว่าสมควรแล้ว” นายคำนูณกล่าว
นายคำนูณกล่าวต่อว่า ไม่ว่าใครมาเป็นนายกฯ การปฏิรูปประเทศก็เดินหน้าไปตามระบบของอยู่แล้ว อาจจะสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง
“คงจะต้องจบแต่เพียงแค่นี้ เมื่อเราเดินมาถึงวันนี้ ที่จริงบทบัญญัตินี้เหลืออีกเพียงปีเดียว ไม่ต้องทำอะไรก็จบแล้ว เวลาสังคมพูดถึงว่าจะปิดสวิตช์ ส.ว. ผมอยากจะบอกว่าเรื่องนี้ ส.ส.สามารถปิดสวิตช์ ส.ว.ได้ ถ้า ส.ส.ทั้งสภา 500 คน ท่านรวมกันให้ได้ 376 คน ท่านจะเลือกใครเป็นนายกฯ พวกผม 5 คน ส.ว.โหวตอย่างไรก็ไม่มีความหมาย การได้ 376 อาจจะไม่ง่ายนัก แต่ถ้าท่านตัดสินใจโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ที่ได้เสียงข้างมากในสภา แล้วก็ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน นี่เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการทำให้บ้านเมืองเดินหน้า
อยากจะบอกว่า การปิดสวิตช์ ส.ว.ทำได้ไม่อยาก ไม่ต้องไปแก้รัฐธรรมนูญอะไรเลย” นายคำนูณชี้
อ่านข่าว : เชิญ ส.ว.มาตอบ – ‘อนุสรณ์’ เชื่อมั่นวุฒิภาวะ ‘ไม่น่าโหวตสวน’ จุดไฟการเมืองนอกสภา

