พลิกหนังสือ ‘พิธา’ ย้อนอ่านความคิด สิบปีก่อน ว่าด้วย ‘ประเทศไทยสีส้ม-จดหมายถึงนายกฯ’

พลิกหนังสือ ‘พิธา’ ย้อนอ่านความคิด สิบปีก่อน ว่าด้วย ‘ประเทศไทยสีส้ม’ และ ‘จดหมายถึงนายกฯ’

ประกาศลั่น บนเวทีปราศรัย “คำตอบสุดท้าย ก้าวไกลทั้งแผ่นดิน” ณ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชน กรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) พร้อมเป็นนายกฯ ของคนไทยทุกคน

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ลั่น คำตอบชัดเจน ตรงไปตรงมา ก้าวไกลทั้งแผ่นดิน

ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง “แคนดิเดตนายกฯ” ที่ใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็จะได้รู้ว่าเส้นทางนี้ จะถึงฝั่งฝัน หรือต้องรออีก 4 ปี ครั้งหนึ่ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นักศึกษาไทยคนแรกที่ได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นักธุรกิจหนุ่ม ผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันข้าวรายใหญ่ของโลก ได้ออกหนังสือเล่มหนึ่ง “ไม่สนว่าเก่งมาจากไหน” รวมบทความจากนิตยสารสุดสัปดาห์ ตีพิมพ์ในปี 2555

Advertisement

ในหนังสือเล่มดังกล่าว พิธาเคยว่าไว้ถึง “ประเทศไทยสีส้ม” ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ในช่วงเวลาที่มีวิกฤตทางการเมือง

“หนึ่งปฏิวัติ สิบสองรัฐประหาร สิบสามกบฏ สิบแปดรัฐธรรมนูญ เพราะเหตุใดระบอบประชาธิปไตยของไทยจึงเปราะบางเช่นนี้” พิธาเปิดบทไว้เช่นนี้

ก่อนจะกล่าวว่า จริงอยู่ว่าประชาธิปไตยไม่ได้มีเอกนิยามจากสีหนึ่งไปสีหนึ่ง จากมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ถึงคานธี จากอเมริกา มาถึงไทย เราทะเลาะกันทีไร ก็อ้างร่ำไปว่าทำเพื่อประชาธิปไตย เหลืองเริ่มก่อน ตามด้วยแดง ชมพู เสื้อหลากสี จนถึงเสื้อไม่มีสี เด็กๆ อย่างเราไม่เข้าใจ เมื่อทุกกลุ่มบอกว่ามีจุดหมายเดียวกัน ทำเพื่อสิ่งเดียวกันคือเพื่อประชาธิปไตย แต่ทำไม ปัญหาที่มีดูเหมือนไม่มีวันจบ ไม่รู้ว่าประเทศจะต้องสูญเสียชีวิตอีกเท่าไหร่

และตั้งคำถามว่า “ประชาธิปไตยดีจริงหรือไม่”

“ทำไมบางประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้วเจริญ ขณะอีกประเทศแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ทำไมบางประเทศ ผันตัวเองจากแนวทางประชาธิปไตย ไปเป็นสังคมนิยม และอำนาจนิยม (เช่นประเทศจีน) กลับประสบความสำเร็จในการรักษาระบอบการเมือง และเจริญเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด”

ในมุมมองของพิธา เขามองว่า สิ่งที่ได้จากวิกฤตการเมืองไทย ก็คือ “ความตื่นตัวเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ที่สูงเป็นประวัติการณ์”

“ในมุมมองของผม วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาในประเทศเราเป็นเรื่องส่วนตัวเสียเยอะ เช่น x เคยรัก y แต่ผิดหวัง ขณะที่ y ก็โทษ z ฝ่าย z ก็ทรยศ a ขณะที่ a ก็อยากดัง แล้วคนไทยที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมาโกรธ เกลียด อาฆาตแค้นทำไม ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลทั้งนั้น ดีก็มี ไม่ดีก็มี ถูกก็มี ผิดก็มี จะใช้อารมณ์ด่าทอกันทำไม”

“เราปล่อยให้อารมณ์แย่งพื้นที่สติไปเสียหมด อยากขอให้แยกแยะเป็นกรณีๆ ไป ไม่ใช่เพราะคุณเป็นแดงแล้วมองว่ารัฐบาลไม่เคยทำถูก ไม่ใช่คุณเป็นเหลืองแล้วใครออกมาเรียกร้องถือว่าผิด ลองถอยหลังคนละก้าว ค่อยๆ ทบทวนไปจนครบวาระเลือกตั้ง เมื่อวันนั้นมาถึง ให้กลั่นกรองถูกผิด บวกลบคูณหาร ออกมาเป็นคะแนนเสียง ไม่มองแค่ว่าเรามาจากภาคนี้ต้องเลือกพรรคนี้ ดูที่นโยบาย ถ้าดีก็ให้โอกาสคนนั้น พรรคนั้นได้เข้าไปทำงานในสภา”

“เอาการเมืองออกจากถนน แล้วกลับสู่สภาเถอะครับ” เขาว่า

ทั้งยังระบุว่า “ถ้าอยากเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในประเทศ ประเทศต้องเป็นสีส้ม (แดงบวกเหลือง) ในการเปลี่ยนแปลงต้องมีผู้ได้และผู้เสีย มี gainer มี loser และโดยธรรมชาติ ผู้ได้มักไม่ค่อยพูด ผู้เสียมักเสียงดัง ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ตามประสาคนที่อยู่ในชมรมคนอกหักมักถล่มผู้นำอยู่แล้ว ไปดูได้ ไม่มีผู้นำคนไหนในโลกนี้ไม่โดนด่า เป็นสัจธรรมการเมืองตามวิชามนุษย์”

นอกจากเรื่อง “ประเทศไทยสีส้ม” พิธาเขียน จดหมายถึงนายกฯ ที่เขาว่า “เขียนด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ” ได้มาจากการถกกับอาจารย์ที่ฮาร์วาร์ดและเอ็มไอที ซึ่งมีทั้งอดีตทหารในสงครามเวียดนาม อดีตที่ปรึกษาของรัฐบาลหลายประเทศ ที่มองไทยอย่างเป็นกลาง

จดหมายถึงนายกฯของพิธา เขียนข้อเสนอไว้ 3 ข้อ ที่นายกฯไทยต้องทำ

1.ปฏิรูปที่ดิน

ด้วยไทยมีที่ดินที่ถูกปล่อยให้เป็นที่ว่างและสูญเปล่า กรุงเทพฯมีตึกร้างมากมาย รัฐจึงต้องเป็นเจ้าภาพในการปฏิรูปที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์ในสองนัย หนึ่งคือสร้างความสุขโดยใช้เป็นที่อยู่อาศัย สองคือสร้างความมั่งคั่ง ตัวอย่างในจีน เกาหลี หรือเวียดนามที่กำลังพลิกแผ่นดินทุกตารางเมตรให้มีคุณค่า โดยนำมาตรการภาษีสนับสนุนต่างๆ มาเป็นกลไกในการเปลี่ยนแปลง

2.สร้าง Health Economy ไม่ใช่ Creative Economy

ประเทศไทยเหมาะเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจสุขภาพ ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตอนนี้ทุกประเทศอยากสร้างเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง จากความคิดสร้างสรรค์ เป็นทิศทางที่รัฐบาลนิยมทำตามๆ กันทั่วโลก เกาหลี อเมริกา อังกฤษ และจีน เป็นประเทศที่ทั่วโลกยอมรับในความชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจ ที่ใช้สมอง ทุกประเทศหันไปทิศทางเดียวกันหมด ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมดีไซน์และแฟชั่นออกแบบ แต่คำถามคือ ประเทศไทยตามเขาทันหรือ ในเมื่อเขาเริ่มกันมาเป็นสิบๆ ปี เราต้องกลับมาพิจารณาตัวเอ ว่ามีจุดแข็งที่ประเทศอื่นเลียนแบบได้หรือไม่

จุดแข็งของไทยคืออุตสาหกรรมเกษตร โลกยุคโลกาภิวัตน์มีกระแสหลักอยู่ 2-3 กระแสที่คนพูดถึง คือ

1.สังคมผู้สูงอายุ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูงขึ้นทำให้ประชากรสูงอายุมากขึ้น
2.ภาวะโลกร้อน เมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกน้อยลง ผลผลิตด้านอาหารก็น้อยลง
3.ประชากรล้นโลก ความต้องการอาหารมากขึ้น

เศรษฐกิจสุขภาพคือคำตอบสำหรับกระแสข้างต้น ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้โลกไปถึง เมื่อเขาต้องการ อาหารปลอดสารพิษ แพทย์ทางเลือก ลดริ้วรอยบนใบหน้า และสปาบำบัด

“ตอนนี้ยังไม่มีประเทศไหนสร้างจุดยืนด้านนี้อย่างชัดเจน จริงอยู่อาจมีคู่แข่ง แต่โอกาสและแต้มต่อของไทยยังพอมี นี่คือโอกาสของเรา” พิธาว่า

ปกหนังสือ ภาพจาก ร้านนายอินทร์

3.ปฏิรูปครู ไม่ใช่ ปฏิรูปการศึกษา

ถ้าสร้างครูที่ดี 1 คน ครูคนนั้นจะสร้างนักเรียนที่ดี 100 คน ถ้าสร้างครูที่ดี 100 คน เท่ากับสร้างนักเรียนที่ดี 10,000 คน สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาการศึกษาคือครู การลงทุนกับเรียนโดยตรงต้องใช้เงินค่อนข้างสูง เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และเกาไม่ถูกที่คัน ครูเก่งๆ ต่อให้ไม่มีคอมพิวเตอร์ แต่ก็สามารถสร้างคนให้เป็นคนได้

“แม้ว่าที่พูดมาเหมือนนโยบายเศรษฐกิจเสียส่วนใหญ่ แต่ผมและอาจารย์ยืนยันว่า นี่เป็นนโยบายสังคม ข้อหนึ่งและข้อสอง เข้าถึงคนชั้นรากหญ้าและอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเป็นประชาชนของประเทศ ทำให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น ความยากจนและไม่เท่าทียมกันในสังคมจะลดน้อยลง” พิธาว่า

ส่วนปัญหาการเมืองที่เป็นโซ่ล็อกประเทศเส้นแรกที่นายกฯต้องปลดก่อนแก้ปัญหานั้น พิธาก็เห็นด้วย แต่มองว่าคนที่จะแก้ปัญหาการเมืองได้ คือประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี หรือ นักการเมืองแค่คนใดคนหนึ่ง

“แน่นอนว่าปัญหาและแรงต่อต้านจะเกิดขึ้น แต่นิยามของคำว่า ภาวะผู้นำก็คือการต่อสู้กับแรงต่อต้าน อย่างต่อเนื่องเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีผู้นำคนไหนในโลกไม่โดนด่า เพราะการเปลี่ยนแปลงมีทั้ง ผู้ได้และผู้เสีย ผู้เสียต้องประณามผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ถือเป็นสัจธรรมทางการเมือง”

“ผมจึงขอเป็นกำลังใจให้นายกรัฐมนตรีที่คิดดี ทำดี ไม่ว่าพรรคไหนสีไหน ขอความกรุณาพาเราไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นเสียที”

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image