14 พ.ค.วันชี้อนาคต ใช้สิทธิชู ‘เจตจำนง’ เข้าคูหาเลือกตั้ง

14.05.23 | 12:00 น.

14 พ.ค.วันชี้อนาคต ใช้สิทธิชู ‘เจตจำนง’ เข้าคูหาเลือกตั้ง

วันที่ 14 พฤษภาคม เป็นวันเลือกตั้ง

กว่าจะถึงวันนี้คนไทยได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ มาเยอะ หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ที่คนไทยสูญเสียสิทธิเนื่องจากคณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจ แล้วจัดตั้งรัฐบาล คสช. มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาจนถึงปี 2562 ที่มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ภายใต้บทเฉพาะกาล ซึ่งไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบนัก

มาจนถึงปี 2566 นี้ ถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนมีอิสระมากกว่า

หากแต่ฝ่ายการเมืองมิได้มีอิสระเท่าใดนัก เนื่องจากหลังผลการเลือกตั้งออกไป ไม่แน่ว่าพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดจะได้จัดตั้งรัฐบาล

Advertisement

ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังให้สิทธิวุฒิสภาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียง 250 ส.ว.เป็นปัจจัยที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ตรงกับเจตจำนงประชาชนส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวประชาชนยังมีหนทางแสดงความเข้มแข็งของเจตจำนงด้วยการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันมากๆ

และถ้าเสียงที่ปรากฏท่วมท้นจนวุฒิสภาเห็นเจตจำนงก็คาดว่าการบิดเจตจำนงของประชาชนจะทำได้ยากขึ้น

เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งเริ่มต้นขึ้น และเริ่มปรากฏเป็นกระแสว่าพรรคการเมืองใดจะได้รับชัยชนะ ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่ตระเตรียมไว้เพื่อหาทางออกหลังการเลือกตั้งจึงเกิดขึ้น

แม้พรรคการเมืองขั้วอำนาจเดิมจะมั่นใจในความมั่นคงของวุฒิสภาที่ภักดีต่อตัวเอง แต่กระแสสังคมที่อาจจะมองต่างมุมและหันไปนิยมพรรคการเมืองอีกขั้วหนึ่งก็ทำให้ผลการเลือกตั้งยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

ถ้าผลการเลือกตั้งที่ปรากฏสามารถบ่งชี้ได้ชัดแจ้งว่าประชาชนต้องการอะไร ทิศทางการบริหารประเทศก็
จะแจ่มชัดไปทางด้านหนึ่ง แต่ถ้าผลการเลือกตั้งยังออกมาคลุมเครือ ทิศทางการบริหารประเทศก็จะคลุมเครือไปด้วย

พอถึงเวลาที่ผลของความชัดเจน หรือคลุมเครือปรากฏออกมาก็จะกระทบไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่

เสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ย่อมกระทบไปถึงความเชื่อมั่นที่หมายถึงการขับเคลื่อนประเทศในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังแข่งขันภายหลังจากโรคระบาดโควิด-19 คลี่คลายลง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญ

ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มี ส.ส.เขต 400 เขต และมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส.เขต อีกใบหนึ่งเลือกพรรคการเมืองเพื่อนำไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

กกต.ได้เปิดรับสมัคร ส.ส.ทั้ง 2 ระบบไประหว่างวันที่ 3-7 เมษายน สรุป จำนวนรวมการรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ดังนั้น

ยอดผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบเขต จำนวน 4,781 คน จาก 70 พรรค

ยอดผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ รวม 1,899 คน จาก 67 พรรค

และพรรคการเมืองได้เสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 43 พรรค จำนวน 63 คน

พรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้มีคนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เสนอ   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐที่เสนอ    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยที่เสนอชื่อ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร  เศรษฐา ทวีสิน และชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกลเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์เสนอชื่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรคชาติไทยพัฒนา เสนอชื่อ วราวุธ ศิลปอาชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคชาติพัฒนากล้า เสนอชื่อ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ กรณ์ จาติกวณิช เทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทยเสนอชื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ น.ต.ศิธา ทิวารี สุพันธ์ุ มงคลสุธี เป็นแคนดิเดตนายกฯ

และยังมีอีกหลายพรรคที่ส่ง ส.ส.และเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ

ระหว่างการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ต่างพรรคต่างคนได้ปลุกกระแสความนิยม หลายพรรคประสบความสำเร็จโดยได้รับกระแสขานรับ อีกหลายพรรคจับกระแสได้ว่าความนิยมของตัวเองด้อยถอยลง

แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่ได้รับแรงเชียร์ หรือพรรคที่ได้รับแรงแช่ง แต่ทุกพรรคต่างสู้กันตามกติกาจนถึงวันสุดท้ายของการหาเสียง

ในช่วงท้ายๆ เริ่มมีการร้องเรียนเพื่อเตะตัดขาผู้สมัคร หรือแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งต้องรอผลการสอบสวนและตัดสิน

การร้องเรียนดังกล่าวกำลังถูกจับจ้องด้วยความระแวงว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขส่งผลกระทบจนมิอาจทำให้เจตจำนงของประชาชนกลายเป็นรูปธรรมได้หรือไม่

เจตจำนงที่ประชาชนคนไทยอยากเปลี่ยนแปลงไปสู่ที่ดีกว่า จะได้รับผลกระทบหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม หากการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันมากจนมีความชัดแจ้งว่าคนไทยต้องการอะไร

แม้แวดวงการเมืองจะต่อสู้ห้ำหั่นกันขนาดไหน แต่สุดท้ายรัฐบาลชุดใหม่ก็ต้องผลักดันผลงานให้ตรงตามเจตจำนงนั้น

หากรัฐบาลทำได้ก็ได้รับความนิยม ถ้ารัฐบาลทำไม่ได้ก็เตรียมตัวถูกไล่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คนไทยต้องร่วมแรงร่วมใจกันออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้มากๆ

ร่วมแสดงเจตจำนงที่เด็ดขาดผ่านการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม

นี่คือความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

เพราะนี่คือโอกาสที่คนไทยจะร่วมชี้อนาคตของตัวเองและประเทศไทย