หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการถึงบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การคาดหวังของประชาชนกับบทบาท ส.ว.ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ผมดูจากแรงกดดันจากนักวิชาการ และสังคมที่ออกไป ท่าทีของ ส.ว.เชื่อว่ามีธงอยู่ใจแล้ว เพราะดูจากการเคลื่อนไหวของ ส.ว.บางคน ออกข่าวมาในลักษณะกลัวว่าจะมีการแทรกแซงการเลือกตั้งจากมหาอำนาจ ซึ่งเป็นธงค่อนข้างชัดเจนว่า การโหวตคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่เป็นไปตามผลการเลือกตั้งของประชาชน
แต่อาจจะมี ส.ว.กลุ่มหนึ่งที่มีอิสระ แต่จำนวนไม่มากนัก อาจจะมีอิสระในการโหวตนายกรัฐมนตรีที่ต่างออกไป อาจกล่าวง่ายๆ ว่า ส.ว.มีธงอยู่ในใจแล้วจำนวนมาก ในการพิจารณาการเลือกนายกรัฐมนตรีจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
หากให้มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มี ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตยเกิน 376 เสียง และไม่ต้องพึ่ง ส.ว.จะเห็นว่าฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งจากประชาชน และสังคมจะมีปัญหากับ ส.ว.แน่นอน เนื่องจากจะทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นมา เพราะว่าเจตจำนงถูกทำลายโดย ส.ว. ผมเชื่อว่าในทางการเมืองฝั่งการเมืองที่เสียเปรียบก็จะพยายามรวบรวม ส.ส.ให้มากที่สุด ให้เกินกว่า 251-252 ตอนนี้สังเกตได้ว่าไม่ได้อยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้ว เพราะมองดูแล้วทั้งสังคมจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ต้องการเป็นรัฐบาลจะต้องมีเสียงอย่างน้อย 251 เสียงขึ้นไป ส.ว.ก็มีธงอยู่แล้วว่าไม่ว่าข้างไหนรวบรวมให้เกิน 250 เสียงขึ้นไป และพิจารณาตามเกณฑ์ที่วางธงไว้ผ่าน ก็จะให้การสนับสนุน หรือหากพิจารณาแล้วเกณฑ์ไม่ผ่าน ก็จะไม่สนับสนุน โดยเฉพาะฝ่ายที่ ส.ว.บางคนกล่าวว่าฝ่ายมหาอำนาจสนับสนุนหรือแทรกแซง มองได้ว่า ส.ว.มีธงที่จะช่วยฝ่ายที่สืบทอดอำนาจให้ได้เกิน 250 เสียงขึ้นไป
กรณีที่ ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตยได้เสียงเกิน 276 คน แล้ว ส.ว.ไม่สามารถโหวตนายกรัฐมนตรี ปมปัญหาจะเกิดเพราะเจตจำนงของประชาชนกับ ส.ว. อย่างไรก็ตาม ส.ว.จะทำทุกวิถีทางจะให้ฝ่ายที่ต้องการสืบทอดอำนาจให้ไปหา ส.ส.ในสภาเกิน 250 คน เพราะยังสามารถทำได้ โดยอาศัยกลเกมทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยังรักษาการประมาณ 2 เดือน ก่อนที่จะมีการเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งช่วงที่ กกต.รอประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง เพราะยังมีใบแดง ใบเหลือง ทำให้เกิดอำนาจการต่อรอง รวมไปถึงคดีความต่างๆ มีการร้องเรียนกันไม่ว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.
ที่สำคัญหากได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.จะมีปัญหามาก รวมไปถึงกรณีการยุบพรรค อาจจะส่งผลให้ฝั่งประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งได้เป็น ส.ส.มากถึง 200-300 เสียง แต่สุดท้ายเมื่อถึงการรับรองของ กกต.เพื่อเข้าสู่สภา อาจจะเหลือไม่มากก็ได้ เพราะถูกสอยในช่วงการรับรอง ส.ส.จึงก้าวไปไม่ถึงสภา
จากการตั้งสมมุติฐานมีคำกล่าวว่า “ทุบให้แตก แจกให้ยับ ไปนับทีหลัง” หมายความว่า ทุบให้แตกคือทุบพรรคการเมืองด้วยกลเกมต่างๆ เพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในพรรคการเมือง ทำให้เกิดงูเห่า หรือยุบพรรคการเมืองโอกาสเป็นไปได้ เพราะมีการร้องเรียนเยอะมาก หรือทำให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นโมฆะ เพื่อให้ ส.ส.เป็นโมฆะทั้งหมด แจกให้ยับหมายถึง ใช้ผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ใช้เงิน ใช้ทอง ให้ตำแหน่ง ให้กล้วย และไปถึงเส้นทางสุดท้ายคือไปนับทีหลัง เพื่อให้มองว่ามีฝ่ายหนึ่งได้ ส.ส.เกิน 250 เสียง เพื่อให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญไม่เป็นประเด็นทางสังคมอีกด้วย เพราะ ส.ว.อ้างได้ว่าเลือกตามเสียงข้างมาก ไม่เลือกตามเสียงข้างน้อย
หากมองการต่อสู้ของฝ่ายอนุรักษนิยมโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ตอนนี้มองว่าการต่อสู้ทางการเมืองด้วยอารมณ์มากกว่า โดยสร้างความเกลียด ความกลัว จากการปลุกผีของโทนี่ โดยใช้อารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อน ในการตัดสินใจของประชาชนโค้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เช่น กล่าวถึงกลุ่มช้างป่วย ก็ต้องสู้ด้วยช้างศึก
หากให้มองโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ส.ส. ถึงการตั้งรัฐบาลสมัยหน้า ผมว่าในปีกของพรรคเสรีนิยมคือพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคเพื่อไทยปิดประตูตายไว้หมด หากต้องการจัดตั้งรัฐบาลและไม่มีโอกาสร่วมกับพรรคอื่น เหลือเพียงพรรคเดียวที่จะต้องจับมือกับพรรคก้าวไกล และพรรคเล็กพรรคน้อยที่เป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าช่วงหาเสียงพรรคเพื่อไทยจะขัดแย้งกับพรรคก้าวไกลมากแค่ไหนก็ตาม เพราะนายเศรษฐา ทวีสิน ได้ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ รวมทั้งพรรคพลังประชารัฐ เท่ากับว่าไม่มีทางเลือกอื่น
นอกเสียจากสุดท้าย นายทักษิณ ชินวัตร บอกว่าให้เปลี่ยนเกมไม่ต้องฟังนายเศรษฐา ไม่ฟัง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ไม่ฟังมติพรรค นพ.ชลน่านจะต้องลาออกจากการเป็น ส.ส.แสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งนายเศรษฐาลาออกจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลอาจจะปรับเปลี่ยนจากพรรคเพื่อไทยที่จะจับมือกับพรรคก้าวไกล เปลี่ยนไปเป็นพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย เหมือนกับที่มีกระแสข่าวออกมาได้เหมือนกัน แต่ ณ ตอนนี้พรรคเพื่อไทยปิดประตูตายหมดแล้ว ทำให้พรรคเพื่อไทยจะต้องร่วมกับพรรคก้าวไกลแบบไม่มีทางเลือก
ในฐานะนักวิชาการหลังการเลือกตั้ง ผมกลัวสถานการณ์ยื้อกันทางการเมือง และอาศัยกฎเกณฑ์ที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม โดยรัฐบาลรักษาการซึ่งอยู่ในฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นตัวแสดงในทางการเมืองด้วย มีความพยายามที่จะทำทุกอย่างให้ได้มาซึ่งอำนาจ ผมกลัว 60 วันอันตรายเหมือนกัน หลังจากวันพรุ่งนี้ (14 พฤษภาคม) เป็นต้นไป

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ในบริบทของช่วงวันเลือกตั้ง ที่เราจะมีการเลือกตั้ง ประชาชนได้ใช้เจตนารมณ์ ที่จะบอกว่าเราต้องการได้ฝ่ายนิติบัญญัติแบบไหน ต้องการรัฐบาลแบบไหน นี่คือความฝันและความหวังของประชาชน ที่เขาอยากให้ตนเองมีนโยบายที่ตนเองต้องการ มีชีวิตที่ดีขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงกลายเป็นความหวังของประชาชน เพราะฉะนั้น เมื่อเราไปดูกติกาในทางรัฐธรรมนูญเราจะพบว่าความหวังดังกล่าวมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว
แต่ยังขึ้นอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เกิดจากการแต่งตั้ง คือ ส.ว. 250 คน ตรงนี้เราต้องกลับมาพิจารณาบทบาทของ ส.ว. จะดำรงอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยและการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร
ในทางหนึ่งหาก ส.ว.มองเห็นว่าความเป็นประชาธิปไตย และการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ ส.ว.ก็จะให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือรวมถึง ส.ส.ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ส.ว.ก็จะตัดสินใจไปในแนวทางนั้น เพื่อเคารพเจตนารมณ์จากการเลือกตั้งของประชาชน ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก นี่คือแนวทางหนึ่ง
เพราะฉะนั้นหากมีการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้น มีการรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งจากสภาผู้แทนราษฎร ก็คือ 250 คน ส.ว.หากเห็นความสำคัญของการเลือกตั้ง ก็มีความจำเป็นจะต้องโหวต หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ออกเสียง ให้เป็นไปในทิศทางที่เสียงข้างมากจากการเลือกตั้งที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ อันนี้คืออีกแนวทางหนึ่ง
อย่างไรก็ดี หาก ส.ว.เห็นว่าการเลือกตั้งยังขาดความสำคัญ หรือยังมีพลังอื่นสำคัญมากกว่าการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง หรือบทบาทของ ส.ว.ที่เป็นบทเฉพาะการ ที่จะมีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรีอีกเพียง 1 ปีเท่านั้นมาตัดสิน พรรคการเมืองพรรคร่วมไหนที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล และหาก ส.ว.ตัดสินไปในทางที่ตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์จากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งนั่นก็หมายถึงการไปร่วมสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย ปัญหาก็จะเกิดขึ้นตามมา เพราะภายใต้บริบทของประชาธิปไตย หากผลของการเลือกตั้งไม่ถูกสะท้อนออกมาให้เห็นเป็นแนวนโยบาย หรือรัฐบาลที่นำแนวนโยบายที่ประชาชนเลือก แต่กลายเป็นว่าพรรคที่ประชาชนไม่ได้เลือก หรือพรรคเสียงข้างน้อยกลับจัดตั้งรัฐบาลได้ ส.ว.ก็ต้องรับมือจากแรงเสียดทานของประชาชน ที่เขาได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และต้องรับมือกับปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายไม่ผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณไม่ผ่าน อภิปรายไม่ไว้วางใจต้องซื้อเสียงกลุ่มงูเห่า หรือแย่ที่สุดคือ เกิดสถานการณ์ที่รัฐบาลทำงานไม่ได้ บ้านเมืองจะกลับมาสู่ความขัดแย้ง และวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง
หาก ส.ว.เห็นว่าทางนี้เป็นทางที่ ส.ว.จะเดินไป ก็จำเป็นจะต้องออกมาชี้แจงว่าจะป้องกันปัญหาวิกฤต หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างไร
เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ความหวังของประชาชนคงไม่ได้หวังอะไรกับ ส.ว. แต่ประชาชนหวังว่าเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งได้ ส.ส.ได้พรรคร่วมรัฐบาล ได้นโยบายที่ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น รัฐบาลต้องมาจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร นั่นคือความหวังของประชาชน ส.ว.ต่างหากที่จะทำให้ความหวังเหล่านั้นบรรลุหรือไม่
ถ้า ส.ว.สนับสนุนเสียงข้างน้อยในการจัดตั้งรัฐบาล ต้องมีส่วนในความรับผิดชอบ และ ส.ว.จะต้องตอบคำถามของประชาชนว่าการสนับสนุนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนจากการเลือกตั้ง ส.ว.จะวางตนเองไว้ตรงไหนของกลไกประชาธิปไตย หรือสุดท้ายแล้ว ส.ว.อาจจะไม่สนใจกลไกดังกล่าว แล้วปฏิเสธเจตนารมณ์ของการเลือกตั้ง ตรงนี้ก็อาจจะนำมาสู่ปัญหาบทบาทหน้าที่ของ ส.ว.ที่วางตนเองไว้ อยู่ในเกณฑ์ประชาธิปไตยอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยาก มุมมองเจตนารมณ์ประชาชนจากการเลือกตั้งจะเป็นตัวบีบ ส.ว. การตัดสินใจของ ส.ว. ถ้าเผื่อพรรคร่วมรัฐบาลได้เสียงยิ่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ ส.ว. มีแนวโน้มต้องคล้อยตามเจตนารมณ์ หรืออย่างน้อยที่สุดหากเขาจะปฏิเสธเจตนารมณ์ของการเลือกตั้ง ก็ทำได้ยากขึ้นและแรงเสียดทานก็จะมากขึ้น
เพราะฉะนั้นบทบาทของ ส.ว.มีความสำคัญ แต่ประชาชนก็ไม่ได้หวังอะไรจาก ส.ว.มากขนาดนั้น แต่ ส.ว.ต่างหากที่จะตอบสนองความหวังของประชาชนได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น ประชาชนจะต้องตื่นตัวออกมาเลือกตั้งให้มากๆ เพื่อให้ผลเป็นไปตามความหวัง ได้รัฐบาลที่ต้องการอย่างแท้จริง

