ผลการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค.2566 ควรจะนำมาแปรเป็นการปรับปรุงและพัฒนาการเมืองให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมประเทศชาติ ความพ่ายแพ้หรือชัยชนะของผู้สมัครและพรรคต่างๆ ล้วนแต่มีนัยยะที่บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ของประชาชน ภาพรวมหลักๆ ของการเลือกตั้งคือการตอกย้ำความเชื่อในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนแปลง พ.ศ.2475 แม้มีการปฏิวัติรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตยมาแล้ว 13 ครั้ง มีการกล่าวอ้างความล้มเหลวของประชาธิปไตยทุกครั้ง แต่สุดท้าย ประเทศก็ต้องกลับคืนสู่ประชาธิปไตย อันเป็นทิศทางและระบอบมาตรฐานที่ยอมรับกันทั้งโลก ไม่สามารถเป็นอื่น โดยเฉพาะระบอบเผด็จการได้
การรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อ 22 พ.ค.2557 ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อปฏิรูปประเทศ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เหตุผลสำคัญคือปัญหาอำนาจ ส่วนการปฏิรูปมิได้เกิดขึ้น และยังพยายามลากยาวอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญที่กว่าจะลงตัวนำมาใช้บังคับได้ ต้องยกร่างถึง 2 ครั้ง ก่อนนำมาผ่านประชามติ ในบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีบทบัญญัติและบทเฉพาะกาลที่มุ่งสืบทอดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรมหลายประการ เยาวชน คนหนุ่มสาว นักวิชาการ และผู้รักประชาธิปไตย พยายามคัดค้าน แต่ไม่เป็นผล ซ้ำยังถูกคุกคาม ดำเนินคดี ภายหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นห้วงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทบทวน ปลดล็อก ถอดปลั๊กอำนาจรัฐประหารที่ฉุดรั้งประเทศ ด้วยการให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
สิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง คือการลงมติรับรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ว.จากการแต่งตั้ง 250 คน ลงมติร่วมกับ ส.ส.ทั้งสภา 500 คน เป็นข้อกำหนดที่ไม่เป็นประชาธิปไตย บทเฉพาะกาลนี้จะสิ้นผลในปี 2567 พร้อมกับวาระของ ส.ว.ชุดนี้ ประชาชนและสังคมไทยต้องร่วมกันจับตาว่า ในครั้งนี้ ส.ว.จะใช้อำนาจของตนเองอย่างไร จะซ้ำรอยกับปี 2562 หรือไม่ ขณะที่สภาผู้แทนฯจะร่วมกันแสดงสปิริตประชาธิปไตยอย่างไร เพื่อต่อต้านอำนาจอันไม่ชอบธรรม ทิศทางของประเทศหลังเลือกตั้งคือการเร่งพัฒนาประเทศในทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเร่งแก้ไขความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา

