งานชิ้นนี้บางส่วนจะแตกต่างจากที่ตีพิมม์ในตัวเล่มของหนังสือมติชน ด้วยว่าชิ้นนั้นต้องส่งต้นฉบับก่อนการเลือกตั้งจะสิ้นสุดลง แต่คงไม่เปลี่ยนอะไรมาก
ข้อสังกตุที่หนึ่งคือ สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์แรกนั้นก็คือการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สิ้นสุดลงแน่ๆ เพราะโดยกรอบกติกาใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 นั้นจะต้องมีกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีเสียก่อน
อธิบายง่ายๆก็คือ ยังมีอีกหลายขั้นตอนกว่าที่จะมีรัฐบาลใหม่
เริ่มง่ายๆจากการที่ กกต.จะต้องรับรองผลการเลือกตั้งให้ครบร้อยละ 95 จากนั้นก็มีการเปิดประชุมรัฐสภา หมายถึงทั้งสองสภา แล้วก็มีโหวตนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอนแรก
หมายถึงว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากเสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา นั่นก็คือ 376 เสียง
ขณะที่ในวันนนี้การเลือกตั้งที่มีของรัฐสภานั้นเลือกเฉพาะผู้แทนราษฎร คือ 500 เสียง เพราะวุฒิสภา 250 เสียงนั้นนั่งรออยู่แล้ว และทั้งหมดมาจากการเลือกเองของคสช.หรือคณะรัฐประหารนั่นเอง
ที่น่าตกใจกว่าก็คือในอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น มีสว.หลายคนออกมาพูดว่าพรรคฝ่ายใดรวบรวมคะแนนเสียงได้ 376 สว.ก็จะยกมือให้ ซึ่งในแง่นี้เป็นอะไรที่น่าหดหู่มาก เพราะในรอบนี้ สว.ไม่ควรจะต้องพูดในนามของสว.ในภาพรวม ควรจะปล่อยให้แต่ละท่านนั้นสามารถโหวตได้เอง
การออกมายืนยันว่าต้องรวบรวมคะแนนให้ได้เกิน 376 ซึ่งหมายถึงเอาจำนวนเสียง 250 ของสว.เข้าไปถ่วงคะแนนด้วยแล้วไปยื่นเงื่อนไขดังกล่าวเป็นเรื่องของการถ่วงความเจริญของบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
เรียกว่าไม่ควรพูด เพราะพูดไปก็ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย อ้างแต่กฏหมายที่หลายคนแคลางแคลงใจเพรราะกระบวนการได้มาของสว.และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทุกคนก็รู้อยู่
เอาเป็นว่าถ้าไม่ฟรีโหวต ก็ตั้งรับไว้ที่สภาล่างได้มา 251 ก็จะเป็นสิ่งที่ดีกว่า
โดยสรุปสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในวันสองวันหลังการเลือกตั้งก็คงจะเป็นคำถามในการจัดตั้งฝ่ายรัฐบาลในสภาล่างว่าใครจะจับกับใครได้บ้าง พรรคไหนจะสามารถเสนอชื่อนายกได้บ้าง และเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลมีอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอผลจาก กกต.เสียก่อน
ที่สำคัญสิ่งที่ต้องรณรงค์คือ การไม่มองข้ามขั้นในมุมมองของกองเชียร์และพรรคการเมือง หมายถึงว่าลุ้นแต่การจัดตั้งรัฐบาล
สิ่งแรกที่ต้องมองคือมองในฐานะระบอบรัฐสภาที่ไม่ควรถูกปล้นไปโดยการทำรัฐประหาร
การปิดสวิชสว.ทำได้ทันที คือ การที่ทำให้ทุกพรรคการเมืองยอมรับผลการเลือกตั้งเสียก่อน
โดยการยอมรับผลการเลือกตั้งเท่ากับยอมรับว่าสภาผู้แทนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ด้วยการโหวตยอมรับนายกจากพรรคอันดับหนึ่ง คือก้าวไกล ให้เป็นนายก.
การโหวตนายกในแง่นี้คือโหวตว่ายอมรับผลการเลือกตั้ง และยอมรับว่าการเลือกตั้งสภาผู้แทนคือการกำหนดชะตากรรมและอนาคตของประเทศโดยทันที
ไม่ได้หมายความว่าจะยอมร่วมเป็นรัฐบาลกับก้าวไกล แต่ยอมรับให้ก้าวไกลมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาล และการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องกระทำโดยสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีจิตวิญญานของสิ่งนี้อยู่ มีเพียงสภาที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นที่แปลงเปลี่ยนความมุ่งหมายเดิมของคณะผู้ร่างโดยใส่ไว้ในคำถามพ่วงที่กำกวม และบรรยากาศการประชามติที่เต็มไปด้วยความกลัวและห้ามการรณรงค์คัดค้าน
กล่าวอีกอย่างคือภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน วุฒิสมาชิกที่จะมาจากประชาชนในปีข้างหน้านั้นจะไม่มีสิทธิโหวตนายกอีกแล้ว ดังนั้นเราไม่ควรต้องรอให้ถึงปีหน้า และให้สว.ปัจจุบันมีสิทธิเลือกนายก ท
เราจึงควรเลือกนายกกันให้เสร็จในสภาล่าง และไม่ใช่เรื่องเดียวกับการร่วมรัฐบาล
การพร้อมเป็นฝ่ายค้านก็เป็นเรื่องสำคัญในการบริหารบ้านเมือง เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องร่วมกันปกครองประเทศผ่านการใช้เหตุใช้ผลในการผ่านกฏหมายด้วยความรอบคอบ
อีกทั้งระบบรัฐสภายังเอื้อให้มีกรรมมาธิการตรวจสอบระบบราชการไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหน รวมทั้งมีการตั้งกระทู้ถามได้ด้วย
ฝ่ายค้านจึงไม่ใช่ฝ่านแค้น
สิ่งนี้ไม่ใช่การไม่เห็นหัววุฒิสมาชิก นี่คือการเล่นตามเกมส์ที่ไม่ได้อยากเล่นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว วุฒิสมาชิกก็ยังมีหน้าที่อื่นๆที่ทำได้อีกมากมายในการตรวจสอบและให้คำแนะนำรัฐบาลเช่นเคย
ดังนั้นทุกพรรคควรทำสัตยาบันในการยอมรับผลจากการเลือกตั้งอย่างชัดเจนคือโหวตให้นายกจากสภาล่างมาจากพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดก่อน
ส่วนจะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จไหมค่อยไปว่ากันอีกที เพราะยังไงก็จัดตั้งสำเร็จเป็นรัฐบาลแน่นอน ส่วนจะอยู่ได้อีกกี่วันก็เป็นเรื่องที่ว่ากันในการต่อรองของสภาผู้แทน
ประการที่สอง ได้มีการพิสูจน์แล้วว่ากกต. เสียรังวัดตั้งแต่ก่อนปิดหีบ นับเริ่มตั้งแต่การเริ่มกระบวนการเลือกตั้งหลายเดือนก่อน ไล่เรียงมาถึงความล่าช้าในการประกาศสีบัตร ทำให้แต่ละพรรคและผู้สมัครไม่สามารถรอเพื่อเอาไปขึ้นป้ายหาเสียง รวมท้ั้งการจัดเขตเลือกตั้งที่สร้างความกังขาให้ประชาชนจำนวนไม่น้อย
ยังไม่รวมเรื่องของการจัดเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เต็มไปด้วยการร้องเรียน
พูดง่ายๆก็คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งนั้นนอกจากต้องจับตาผลการเลือกตั้งแล้ว จะต้องจับตาอีกสองอย่างไปพร้อมกัน
หนึ่งคือจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองในการรวมเสียง ซึ่งน่าเป็นเรื่องหลักในหน้าสื่อดังที่ได้กล่าวไปแล้ว
สองคือจับตาการเคลื่อนไหว และทำหน้าที่ของ กกต. ซึ่งยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากในช่วงก่อนที่จะรับรองผลผู้สมัคร และทำให้ประชาชนต้องประเมินผลงานของกกต.กันอีกพักใหญ่ก่อนที่จะประกาศคะแนน และเรื่องของการดำเนินคดีและแก้ปัญหาข้อร้องเรียนต่างๆ
โดยเฉพาะในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน
สิ่งที่จะประเด็นท้าทายของกกต.นั้นครึ่งหนึ่งคงเป็นการทำงานของเขา แต่อีกครึ่งหนึ่งคงเป็นเรื่องของการสื่อสารกับประชาชนซึ่งสอบตกมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะจิ้มไมค์ไปที่ใครก็ตอบอะไรไม่เคลียร์ความสงสัยของประชาชน และแม้ว่าการทำหน้าที่ของ กกต.อาจจะสิ้นสุดลงหลังเลือกตั้ง แต่การสื่อสารเพื่อให้ข้อสงสัยของประชาชนกระจ่างขึ้นนี่ยังเป็นประเด็นท้าทายของการทำงานของกกต.วันนี้
อย่าลืมว่าจาก ปปช คงจะมีอีกสององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องในกระบวนการการเลือกตั้ง คือ ปปช. และ ศาลรัฐธรรมนูญ ในแง่ของการสอยนักการเมืองด้วยเงื่อนไขคุณสมบัติอื่นๆ นอกเหนือไปจากที่กกต.จะจัดการในช่วงเวลาการเลือกตั้ง
แน่นอนว่าตอนนี้ความหนักใจคงจะไปอยู่ที่ ปปช. ในการพิจารณาคุณสมบัติของแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของก้าวไกล
ประการสุดท้ายของสิ่งที่จะเกิดหลังการเลือกตั้งในสัปดาห์แรกก็คือ สิ่งที่จำเป็นคือยุทธศาสตร์ของฝ่ายประชาธิปไตยในการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง และการกำหนดการทำงานร่วมกันในประเด็นต่างๆ
สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นคือการยุติความบาดหมางในช่วงการเลือกตั้ง และร่วมกันเดินหน้าในการกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกันให้เกิดขึ้นให้ได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
รวมไปถึงกองเชียร์ของแต่ละฝ่ายต้องพยายามร่วมกันเพื่อปกป้องประชาธิปไตย และตรวจสอบการทำงานของกันและกัน
เป็นปราการด่านแรกก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะพยายามอ้างเงื่อนไขในการแทรกแซงทางการเมืองด้วยวิถีทางนอกประชาธิปไตยเหมือนที่ผ่านๆมา
การปกป้องประชาธิปไตยยังรวมถึงการพัฒนาประชาธิปไตยให้เพิ่มขึ้น คือการไม่ละเลยเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้มากไปกว่าเรื่องของเสียงข้างมาก
แต่ยังต้องรวมถึงเรื่องราวของการปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของฝ่ายการเมืองและข้าราชการ
การแสวงหาความยุติธรรมในสังคม
และการส่งเสริมเศรษฐกิจให้เป็นเงื่อนไขให้ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ทั้งในส่วนของให้หลักประกันเรื่องโอกาส และสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่จะต้องได้รับการดูแลจากรัฐ เพื่อให้เขาสามารถที่จะไปใช้เสรีภาพของเขาได้
ในส่วนของเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาสำคัญคงไม่ใช่แค่การแจก แต่ต้องปรับโครงสร้างและเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจอีกไม่ใช่น้อย
เรื่องสำคัญที่สุดคือการจัดการกับทิศทางการพัฒนาประเทศใหม่ ซึ่งมากกว่าความเข้าใจเดิมที่เรียกว่าทุนใหญ่ หรือทุนตามลำดับช่วงชั้น
การเน้นไปที่ทุนใหญ่อาจจะไม่ถึงกับผิด แต่ต้องเข้าใจว่าทุนใหญ่นั้นมีได้หลายแบบ แบบที่สำคัญคือทุนใหญ่ที่ใหญ่เพราะผูกโยงกับรัฐ โดยเฉพาะที่ผูกโยงกับนโยบายของรัฐ โตเพราะรัฐและที่สำคัญคือทั้งทุนและรัฐไม่ได้กระจายความมั่งคั่งลงไปที่ประชาชนได้อย่างจริงๆจังๆในฐานะหุ้นส่วนทางสังคมแม้แต่น้อยนิด
วันนี้ไปถึงขั้นที่ประชาชนเองต้องจ่ายให้ทุนใหญ่บางรายแบบมัดมือชก เพราะนโยบายของรัฐที่ไม่ปรับเปลี่ยนไปตามความเป็นจริง การช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างล่าช้า
เรื่องค่าไฟในหน้าร้อนนี่คือตัวฟ้องที่สำคัญ ถ้าไม่เร่งแก้ไขโครงสร้างพลังงานทั้งระบบจะลามไปยังเรื่องอื่นๆได้ง่าย ทั้งส่วนที่จริงไปจนถึงความเข้าใจและการตีความที่อาจจะไม่ตรงกัน
อย่าลืมว่าเดิมนั้นเรื่องของการขับเคลื่อนการเมืองผ่านการต่อต้าน ปตท.ก็มีให้เห็นกัน
ในส่วนทางการเมืองนั้น เรื่องสำคัญสองเรื่องที่กำลังจะต้องเผชิญก็คือ
หนึ่ง การใกล้หมดอายุของวุฒิสมาชิกที่มาด้วยวิธีพิเศษ และ บทบาทพิเศษ คือในรอบหน้าจะไม่ถูกจิ้มจากคสช และจะเลือกนายกไม่ได้แล้ว รวมทั้งพลเอกประยุทธจะยังอยู่ในอำนาจไม่เกินสองปี
นั่นหมายความว่าหลายเงื่อนไขที่ถูกวางไว้โดยระบอบเก่ากำลังจะหมดอายุ และต้องไม่ลืมว่าบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญในเมืองไทยนั้นไม่เคยมีไว้เพื่อค่อยๆผ่อนอำนาจเท่านั้น บ่อยครั้งการสิ้นสุดบทเฉพาะกาลนั้นไม่เคยให้หลักประกันว่าหลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างจะกลับไปสู่ระบอบเก่าอีกหลายครั้งเสียมากกว่า
สอง เรายังไม่แน่ใจว่าปัญหาทุกเรื่องในสังคมไทยสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระบอบรัฐสภาจริงไหม เรื่องนี้เป็นประเด็นท้าทายมากในสังคมไทย เราพบว่าหลายครั้งการเลือกตั้งให้ได้มาซึ่งสส.และรัฐบาลจากประชาชนมาทำงานในระบอบรัฐสภายังไม่สามารถแห้ไขปัญหาในสังคมไทย บางเรื่องรัฐสภาปัดตกทันที ทำให้เวทีในการหารือและถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาเกิดขึ้นไม่ได้ ทำให้ถนน และ โลกออนไลน์กลายเป็นโลกคู่ขนานหรือในบางเรื่องเป็นโลกที่แท้จริงของการเมืองไทยเสียมากกว่า
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

