หน้าแรก การเมือง หน้าตารัฐบาลใ...

หน้าตารัฐบาลใหม่ ส่งผลไทย ‘รอด-ไม่รอด’ กับดักประเทศโหล่ในอาเซียน นักวิชาการแนะ 4 เรื่องด่วนต้องเร่งแก้

14.05.23 | 13:35 น.

หน้าตารัฐบาลใหม่ ส่งผลไทย ‘รอด-ไม่รอด’ กับดักประเทศโหล่ในอาเซียน นักวิชาการแนะ 4 เรื่องด่วนต้องเร่งแก้ไขทันที

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2566 จะเป็นเงินสะพัดจากการจัดเลือกตั้ง 6,000 ล้านบาท และเงินจากการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ประเมินไว้เกิน 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงรายได้จากการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามามากในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และจำนวนมากกว่าไตรมาสแรก ส่วนไตรมาส 3/2566 การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยขึ้นกับหน้าตารัฐบาลใหม่ หากยังเป็นขั้วเดิม ความเชื่อของนักลงทุนก็มองว่านโยบายและการบริหารประเทศก็คงเหมือนเดิม แต่หากเป็นขั้วใหม่ มุมมองต่อความเชื่อมั่นของการลงทุนใหม่ และการใช้จ่ายก็จะดีขึ้น เศรษฐกิจจะยิ่งดีขึ้นไปอีก หากขั้วใหม่ผลักดันนโยบายและบริหารจัดการประเทศได้ตามที่ได้หาเสียงไว้ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ได้ว่าทั้งปี 2566 จีดีพีไทยจะขยายตัวได้เกิน 3% แน่นอน ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามและรัฐบาลใหม่ต้องเร่งมาแก้ไข คือ การผลักดันการส่งออก

“นอกจากหน้าตารัฐบาลใหม่ ว่าจะได้รัฐบาลจากขั้วประชาธิปัตย์ หรือ อนุรักษนิยม อีกเรื่องคือจะไม่เกิดความวุ่นวายภายในประเทศหลังการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลเสียงข้างมาก มีเสถียรภาพและมีเวลาจัดการบริการประเทศได้ครบเทอม เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีและบุคคลที่จะเข้าดูแลในแต่ละกระทรวง รวมถึงการลงในรายละเอียดของการบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่จะใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งดูจากโพลและการดีเบตก่อนเลือกตั้ง เห็นน้ำหนักเทไปขั้วประชาธิปัตย์ ดังนั้น จากนี้ความเชื่อมั่นการลงทุนของไทยและต่างชาติ กำลังใช้จ่ายจะฟื้นตัวขาขึ้นและจีดีพีจากนี้จะโตเกิน 3% จะดีขึ้นหรือแย่ลง ขึ้นกับหน้าตารัฐบาลใหม่ ก็หวังว่าไทยจะไม่เป็นประเทศโหล่สุดของอาเซียน” นายอัทธ์กล่าว

นายอัทธ์กล่าวว่า นโยบายแรกๆ ที่ประชาชนและนักธุรกิจอยากเห็นในระยะแรกๆ คือ 1.จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างไร ทุกพรรคระบุว่าจะผลักดันความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดต้นทุน ลดภาระ เพิ่มรายได้ แต่ยังไม่เห็นความชัดเจนของแผนงานจะเพิ่มกำลังซื้อประชาชน วิธีการลดภาระค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะค่าไฟ ค่าน้ำ ต้นทุนผลิตสินค้าและราคาสินค้าที่ยังสูง โดยเฉพาะต้นทุนภาคเกษตร และเอสเอ็มอีที่เป็นรายย่อยจริงๆ ที่ยังมีหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งตอนนี้ทางศูนย์ศึกษาการค้าฯกำลังเก็บข้อมูลและวิเคราะห์หนี้ชาวนาไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลใหม่ได้รู้ว่าอะไรควรทำต่อและอะไรต้องแก้ไข ภาคเกษตรวันนี้รัฐบาลนี้ออกมาพูดว่าราคาดี แต่ต้นทุนผลิตสูงแต่ก็ไม่อาจผลักภาระให้ผู้ซื้อได้ และสำรวจราคารับซื้อของพ่อค้าคนกลางก็ยังไม่ได้สูงในอัตราส่วนพ่อค้าคนกลางนำไปขายต่อถึงผู้บริโภค เช่น ทุเรียน หลายพื้นที่ระบุว่าราคารับซื้อยังไม่เกิน 50 บาท/กิโลกรัม แต่ราคาปลายทางแพงมาก ก็อ้างในเรื่องต้นทุนหีบห่อและค่าขนส่ง รายได้ที่มากจึงไปอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง เกษตรกรยังไม่ได้รับรายได้ที่ดีขึ้นเท่าที่ควรเป็น

นายอัทธ์กล่าวต่อว่า 2.ตลาดส่งออก ที่มีทิศทางไม่ขยายตัว ยังมีทั้งโอกาสบวกหรือลบ 1% นั้น รัฐบาลใหม่จะทำอย่างไร ที่ผ่านมาความสามารถการแข่งขันส่งออกของไทยด้อยกว่าหลายประเทศในอาเซียน ทั้งเรื่องต้นทุนสูงกว่า จากค่าไฟ วัตถุดิบหรือวัสดุเพื่อแปรรูป ราคาผลิตต่อชิ้น แรงงาน ล้วนเป็นปัจจัยสะสมต่อต้นทุนผลิตไทยแพงขึ้นๆ เรื่องเหล่านี้รัฐบาลใหม่จะทำอย่างไร โดยเฉพาะทำอย่างไรจะทิ้งห่างมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่กำลังทิ้งห่างไทย ซึ่งเร็วๆ นี้ทางศูนย์ศึกษาฯจะเปิดเผยการวิเคราะห์ทิศทางส่งออกไทยในครึ่งหลังปี 2566 3.อิทธิพลและบทบาทของจีนต่างชาติที่กำลังเข้าแย่งพื้นที่ขายในไทย ไม่ว่าจะทุนจีน ทุนตะวันตก หรือการเข้ามาของสหรัฐในเอเซียแปซิฟิก ที่จะมีผลต่อห่วงโซ่ซัพพลายเชน และ 4.ภูมิรัฐศาสตร์ ต้องเพิ่มความเข้าใจให้ประชาชนและธุรกิจได้รับรู้ว่ารัฐบาลจะรับมือและทำอย่างไร ทั้งนี้ 4 ข้อจะได้รู้ว่ารัฐบาลใหม่ “เข้าใจ” แค่ไหนที่จะแก้ไขและผลักดันอย่างไร เพื่อให้ไทยหลุดจากความกังวลว่าจะรั้งท้ายประเทศในอาเซียน

Advertisement