หน้าแรก การเมือง เสียงวิพากษ์&...

เสียงวิพากษ์… โฉมหน้า”ครม.บิ๊กตู่4″

18.12.16 | 11:18 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการ นักการเมือง ภาคเอกชน ต่อการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ครม.บิ๊กตู่ 4Ž จำนวน 12 ตำแหน่ง

อุดมเดช รัตนเสถียร แกนนำพรรคเพื่อไทย

หลังจากดูรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้ง 19 ตำแหน่งนั้นก็เป็นบุคคลหน้าเดิมๆ และเราคงต้องดูกันต่อไปว่าแต่ละคนที่เข้ามาใหม่ รวมถึงคนที่ถูกสลับปรับเปลี่ยนตำแหน่งจะมีความถนัดในสายงานนั้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สลับไปนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลายคนตั้งคำถามว่าจะเข้าไปทำภารกิจอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะนายสุวพันธุ์เคยกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมาก่อน ส่วน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่โดนสลับไปนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั้น ที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นผลงานด้านการศึกษามาก่อน

ผมตั้งข้อสังเกตว่านายกฯปรับ ครม.โดยยึดติดตัวบุคคลมากกว่าความถนัด และไม่แตกต่างจากรัฐบาลที่บริหารโดยพรรคการเมืองที่ปรับเพราะต้องหมุนเวียนคนที่อยู่ในสถานะที่จะต้องได้รับตำแหน่งเท่านั้น เหมือนกับรัฐบาลพรรคการเมืองที่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความอาวุโสแล้วสมควรที่จะได้เป็นก็วิ่งไปหาตำแหน่งให้ ซึ่งบุคคลดังกล่าวอาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพียงพอ จึงไม่อยากคาดหวังว่า ครม.ชุดนี้จะทำให้งานดีขึ้น

ส่วนการปรับตำแหน่ง ครม.เศรษฐกิจถึง 5 ตำแหน่งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ก็คงทำตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจแนะนำ เพราะสังเกตได้ว่าทีมงานนายสมคิดยังอยู่ครบทุกคน ซึ่งนายกฯก็คงไม่มีทางเลือกเนื่องจากได้มอบหมายนายสมคิดดูแลเรื่องเศรษฐกิจไปแล้ว และหากมองการปรับครั้งนี้โดยเฉพาะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเราก็ต้องมาดูกันว่าหัวขบวนอย่างนายสมคิดจะวางแผนได้ดีมากแค่ไหนตามที่นายกฯได้ให้โอกาสในการปรับ ครม.ครั้งนี้

Advertisement

ความกดดันจึงตกไปอยู่ที่นายสมคิดมากกว่านายกฯ เพราะได้ให้โอกาสปรับ ครม.เพื่อเลือกคนที่ตัวนายสมคิดไว้ใจเข้ามา โดยส่วนตัวผมคงไม่ให้คะแนนสำหรับการปรับ ครม.ครั้งนี้อยู่แล้ว แต่จะต้องดูการทำงานกันต่อไป

อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย

คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในส่วนของเศรษฐกิจนั้น เมื่อพิจารณาถึงประวัติการทำงานที่ผ่านมา เชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนและภาคเอกชนเกิดความมั่นใจ และประเมินว่าการทำงานของคณะรัฐมนตรีหลังจากนี้จะกระชับฉับไวมากขึ้น เพราะรัฐมนตรีบางท่านเคยทำงานในกระทรวงที่เกี่ยวเนื่องมาก่อน ขณะที่บางท่านมาจากภาคเอกชน และยังเป็นคนที่ภาคเอกชนและนักธุรกิจด้วยกันเองให้การยกย่อง ซึ่งการที่มีคนจากภายนอกเข้ามาทำงานนั้น จะช่วยให้การทำงานของรัฐตอบโจทย์ความต้องการของเอกชน

การทำงานของรัฐบาลไทยจะมีความพิเศษตรงที่ต้องบูรณาการงานระหว่างกระทรวง จะเห็นได้ว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีครั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้โยกคนจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาทำงานให้แต่ละกระทรวงเชื่อมต่อกัน ซึ่งถือเป็นมุมมองที่เฉียบคม เช่น ให้ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเป็นผู้ผลิตและกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้จำหน่าย ส่วนตัวเชื่อว่า น.ส.ชุติมา ในฐานะข้าราชการกระทรวงพาณิชย์จะทราบความต้องการของตลาดเป็นอย่างดี และจะช่วยให้การเพาะปลูกของเกษตรกรตรงตามความต้องการของตลาดมากขึ้น

นอกจากนี้การมอบหมายให้ นางอรรชกา สีบุญเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ส่วนตัวมองว่าเนื่องจากอุตสาหกรรมประเทศไทยอยู่ในยุค 2.0-3.0 เท่านั้น แต่การที่จะให้อุตสาหกรรมไทยเป็น 4.0 ได้จำเป็นต้องพัฒนาและได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ จึงคาดว่าการที่นำคนของกระทรวงอุตสาหกรรมไปทำงานในกระทรวงนี้จะช่วยพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมไทยได้

ส่วนการเข้ามาดำรงตำแหน่งของบุคคลภายนอกอย่าง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายพิชิต อัคราทิตย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมนั้น ประเมินว่าทางรัฐบาลต้องการมุมมองจากบุคคลภายนอก นายพิชิตเป็นบุคคลที่นักธุรกิจในภาคการเงินให้การยอมรับซึ่งจะทำให้การบริหารงานของกระทรวงคมนาคมต่อจากนี้ตรงตามความต้องการของภาคเอกชนมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากนี้อาจมีช่องทางแหล่งเงินทุนใหม่ด้วย

ขณะที่นายสนธิรัตน์นั้นเดิมมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเออีซี และมีความรู้ด้านผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การเข้ามาอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะได้เห็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยออกไปค้าขายในประเทศเพื่อนบ้านได้สะดวกมากขึ้น

ส่วนนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ถือว่าเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเช่นกัน เพราะการใช้ไวไฟ การใช้ดาต้าในการทำอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่จำเป็นเพิ่มขึ้น

ikkk

วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

เท่าที่ดูหน้าตารัฐมนตรีใน ครม.ชุดใหม่ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เคยผ่านการร่วมงานในรัฐบาลชุดนี้มาแล้วเกือบทุกคน การโยก นาง อรรชกา สีบุญเรือง ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คงเห็นว่าต้องการให้วางระบบเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างอุตสาหกรรใหม่ ที่เน้นในเรื่องเอสเคิร์ฟ อุตสาหกรรม 4.0 ที่ผ่านมานางอรรชกาวางระบบภาคอุตสาหกรรมไว้ดีพอสมควร

ส่วน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยเป็นที่ปรึกษานางอรรชกามาก่อน และมีความเชี่ยวชาญด้านเอสเอ็มอี ตรงกับนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันเอสเอ็มอีให้ก้าวไปสู่การส่งออก ส่วน นายอุตตม สาวนายน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในช่วงที่ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีทำงานเบื้องหลังกับทีมเศรษฐกิจมาตลอด ดังนั้นการเข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะสานต่องานที่รัฐบาลวางไว้ทันที

หน้าตา ครม.ชุดใหม่ถือว่าพลิกโผกว่าที่สื่อมวลชนเขียนถึงไปก่อนหน้านี้พอสมควร สำหรับภาคเอกชนแล้วยอมรับกับทีมเศรษฐกิจล่าสุด ถือว่าหน้าตาดีทุกคน ครั้งนี้น่าจะเป็นการปรับ ครม.ชุดใหญ่ก่อนจะเลือกตั้ง ดูจากการเลือกคนที่มาทำงานเพื่อเร่งให้งานที่วางแผนไว้เดินหน้าให้มากสุด แม้แต่ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บางคนอาจมองว่ามาผิดกระทรวง แต่เอกชนมองว่ามาเพื่อปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร เพื่อให้การส่งออกสินค้าเกษตรมากขึ้น และการทำงานที่ผ่านมา น.ส.ชุติมาคลุกคลีกับแวดวงทางการเกษตรทั้งในเรื่องข้าว เรื่องปาล์ม

สิ่งที่เอกชนอยากเห็นคือการเร่งทำยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้ให้สำเร็จโดยเร็วและให้ทันต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 ทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้าหลายเส้นทางที่อยู่ระหว่างดำเนินการ อยากให้เร่งรัดให้ชัดเจน การลงทุนภาครัฐต้องกระจายไปต่างจังหวัดและทำให้เม็ดเงินดังกล่าวลงสู่ภูมิภาคแท้จริง การลงทุนรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลประกาศให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นก็ควรเป็นไปตามแผน

เอกชนอยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการจ้างงานและช่วยดึงความเชื่อมั่นการบริโภค ส่วนการพยุงสินค้าเกษตร คาดว่าปีหน้าราคาสินค้าเกษตรในหลายๆ ชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา อ้อย จะปรับตัวดีขึ้น แต่รัฐบาลต้องดูว่าราคาที่ปรับตัวดีขึ้นช่วยทำให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยสามารถดำรงชีวิตอย่างเพียงพอหรือไม่ ถ้ากลุ่มนี้ยังลำบากอาจจะต้องช่วยเหลือเพิ่มเติม

อีกเรื่อง สิ่งที่ต้องดูแลคือการสร้างบรรยากาศในการลงทุนขณะนี้รัฐบาลวางแผนทั้งในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มงบลงทุนกลุ่มจังหวัด 1 แสนล้านบาท การลงทุนรัฐวิสาหกิจ

ดังนั้นต้องเดินหน้าไปตามแผนที่วางไว้ พยายามดูแลอย่าให้แผนสะดุดลง เพราะในปีหน้าคาดว่าเอกชนจะมีการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากบรรยากาศเริ่มดีขึ้น รวมถึงการลงทุนของต่างประเทศ อาทิ จีนมองการลงทุนในอาเซียนมากขึ้น และไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จีนจะเข้ามาลงทุน