‘รบ.’ เตือนกลุ่มต้าน พ.ร.บ.คอมพ์ฯ เสี่ยงผิด กม. ยันไม่มี ‘นโยบายซิงเกิลเกตเวย์’

18.12.16 | 11:26 น.

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มต่อต้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ เตรียมตัวเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กทม.ว่า รัฐบาลขอเตือนว่าการรวมตัวดังกล่าวอาจเข้าข่ายการสร้างความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง จึงขอให้ผู้ที่จะไปร่วมกิจกรรมไตร่ตรองให้รอบคอบ หรือยุติการเคลื่อนไหว ทางการมีมาตรการรองรับเป็นอย่างดีหากมีการเคลื่อนไหว ตั้งแต่การบันทึกภาพเป็นหลักฐานและดำเนินการตามหลักสากล โดยประชาชนทั่วไปที่หวังดีต่อบ้านเมืองก็สามารถถ่ายรูปส่งให้กับเจ้าหน้าที่ได้


ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เริ่มทำเกินขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อหวังปลุกกระแสให้เกิดความวุ่นวายด้วยการละเมิดกฎหมายและตั้งตัวเป็นนักเลงแฮกและล้วงข้อมูลเสียเองแล้ว โดยมีบุคคลบางกลุ่มพยายามที่จะแฮกข้อมูลของส่วนราชการจริง แม้จะทำไม่สำเร็จ นี่จึงเป็นตัวอย่างของภัยคุกคามที่จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายคอมพิวเตอร์

ส่วนเว็บไซต์ของหน่วยงานที่สำคัญอย่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) นั้นไม่ได้ถูกแฮกตามที่มีกระแสข่าว เนื่องจากเป็นระบบปิดที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กรมศุลกากร หน่วยงานความมั่นคง ท่าอากาศยาน และสายการบินต่างๆ ซึ่งกลุ่มผู้ไม่หวังดีและประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นการกล่าวอ้างของกลุ่มแฮกเกอร์ว่าสามารถแฮกระบบของ สตม.ได้ จึงเป็นเพียงการสร้างข่าวความสับสนให้กับสังคม และลดทอนความน่าเชื่อถือของหน่วยงานราชการเท่านั้น

“รัฐบาลขอเรียนชี้แจงอีกครั้งว่า ไม่มีนโยบายซิงเกิลเกตเวย์ เพราะเกตเวย์ของไทยมีการเชื่อมต่อข้อมูลอย่างมากมายมหาศาล การจะบังคับให้ทุกส่วน รวมถึงภาคเอกชนใช้รวมกันที่เดียวคงไม่สามารถทำได้ และยังขัดกับแนวทางที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลทุกรูปแบบเพื่อก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 นอกจากนี้ การให้บริการทางเทคนิคจำเป็นต้องมีเกตเวย์สำรองไว้หลายๆ เส้น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่อินเตอร์เน็ตจะล่มทั้งประเทศ”

Advertisement

” กรณีการถูกจำกัดการเข้าถึงเว็บบางเว็บ โดยหลักสากลทุกประเทศจะมีข้อแนะนำกับประชาชนว่าเว็บใดเป็นเว็บที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและประชาชน ส่วนการเข้าถึงเว็บต่างประเทศได้หรือไม่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับท่ออินเตอร์เน็ตของผู้ให้บริการแต่ละราย ทุกบริษัทจะดูแลลูกค้าของตนเป็นอย่างดี ไม่มีการจำกัดการเข้าถึงเว็บอย่างแน่นอน” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

และว่า สำหรับการตรวจสอบข้อมูลหรือปิดเว็บไซต์นั้น หากเป็นเรื่องที่กระทำผิดกฎหมาย ขัดต่อหลักศีลธรรม ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจขอดูการจราจรของข้อมูล (Traffic) เฉพาะเรื่องไป ไม่ใช่การรวมศูนย์มาอยู่ที่เดียว และการตัดสินใจของรัฐบาลไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง 9 คน และการพิจารณาของศาลก่อนทุกกรณี ดังนั้น การที่จะเข้าไปควบคุมหรือดักจับข้อมูลของประชาชนจึงไม่ใช่แนวทางของรัฐบาลอย่างแน่นอน