ภูมิรัฐศาสตร์เป็นวิชาบูรณาการของ 3 วิชา คือรัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และการทหาร ดังนั้น การทหารจึงเป็นเสาหลัก 1 ใน 3 ของหลักวิชาภูมิรัฐศาสตร์
การทหารคืออะไร?
การทหารเป็นองค์การที่มีชุมชนทหารเป็นของตนเองและได้รับการอนุญาตอย่างถูกกฎหมายให้ติดอาวุธสังหารเพื่อใช้ในการป้องกันประเทศ และปฏิบัติการตามที่รัฐบาลสั่งการเช่นข้าราชการทั่วไป แต่หากทหารใช้อาวุธสังหารเหล่านี้เข้ายึดอำนาจการปกครอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงที่สุดมีโทษตามกฎหมายถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว เช่นในกรณีของประเทศไทยนั้นการยึดอำนาจการปกครองโดยใช้กำลังทหารเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 113 โทษถึงประหารชีวิตเช่นกัน
การทหารนี้ใช้หลักวิชาการของ พลตรี คาร์ล ฟอน เคลาเซวิตซ์ (Carl Von Clausewitz) ซึ่งเป็นบุคคลร่วมสมัยกับนโปเลียน นายพลเคลาเซวิตซ์เป็นชาวปรัสเซีย ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของเยอรมนี เคยรบและปราชัยต่อนโปเลียน ถูกจับเป็นเชลยศึกในช่วงปี พ.ศ.2350-2351 ภายหลังเมื่อนโปเลียนถูกเนรเทศไปที่เกาะเซนต์เฮเลนาแล้วเคลาเซวิตซ์เขียนหนังสือชื่อ On War (Vom Kriege ในภาษาเยอรมนี) ถึงแม้ว่าจะเขียนเกือบจะจบแล้ว ก็สิ้นชีวิตลงเสียก่อนแต่ก็มีเนื้อหาสาระพรั่งพร้อม จนกลายเป็นทฤษฎีทางการทหารที่สำคัญมากสำหรับโลกตะวันตกนับจากนั้นเป็นต้นมา
หลักการที่สำคัญเป็นหัวใจของการทหารของเคลาเซวิตซ์ คือ
“War is mere continuation of policy by other means a real political instrument .a continuation of political commerce. – สงครามเป็นเพียงความต่อเนื่องของนโยบายแบบหนึ่ง… เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างแท้จริง… เป็นส่วนต่อของพาณิชย์การเมือง”
สาเหตุที่ทฤษฎีทางการทหารของเคลาเซวิตซ์เป็นที่ยอมรับนับถือกันอย่างกว้างขวางมาร่วม 200 ปีแล้ว เป็นเพราะได้รับการยืนยันจากนโยบายการรวมชาติเยอรมนีของ นายกรัฐมนตรีออทโท ฟอน บิสมาร์ค แห่งแคว้นปรัสเซีย ผู้ยึดมั่นในนโยบายเลือดและเหล็ก โดยเลือดหมายถึงการมุ่งทำสงครามเป็นเครื่องมือในการรวมชาติเยอรมนี และเหล็กหมายถึงการมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กกล้าและเครื่องจักรเครื่องกลนานาชนิด
เมื่อ พ.ศ.2405 จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย ได้แต่งตั้งบิสมาร์คเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งปรัสเซีย ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งนี้จนถึง พ.ศ.2433 เขานำพาปรัสเซียเข้าสู่สงครามสามครั้ง อันได้แก่ สงครามชิงแคว้นชเลสวิชกับประเทศเดนมาร์ก โดยชวนออสเตรียซึ่งเป็นรัฐเยอรมนีที่ใหญ่ที่สุดเข้าสงครามด้วย เมื่อได้รับชัยชนะแล้วก็หาเรื่องประกาศสงครามกับออสเตรียจนเกิดสงครามออสเตรีย–ปรัสเซีย
เมื่อได้รับชัยชนะโดยปรัสเซียได้แคว้นชเลสวิชทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียวแล้ว บิสมาร์คได้ยุบสมาพันธรัฐเยอรมนีที่ออสเตรียเป็นผู้นำทิ้งไป และจัดตั้งสมาพันธรัฐเยอรมนีเหนืออันมีปรัสเซียเป็นแกนนำขึ้นมาแทน ศูนย์อำนาจทางการเมืองของบรรดารัฐเยอรมนีทั้งหลายจึงถูกย้ายจากกรุงเวียนนาของออสเตรียไปยังกรุงเบอร์ลินของปรัสเซีย เป็นการกีดกันออสเตรียออกจากการรวมประเทศเยอรมนีนั่นเอง
ต่อมาบิสมาร์คก็หาเรื่องทำสงครามกับฝรั่งเศสจนเกิดสงครามฝรั่งเศส–ปรัสเซีย และเมื่อปรัสเซีย มีชัยชนะเหนือฝรั่งเศสแล้วโดยยึดแคว้นอาลซัส–ลอแรนของฝรั่งเศสมาเป็นของปรัสเซีย แล้วบิสมาร์คก็ได้สถาปนาสมาพันธรัฐเยอรมนีเหนือขึ้นเป็นจักรวรรดิเยอรมนี โดยทูลเชิญจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งจักรพรรดิเยอรมนีพระองค์แรกใน พ.ศ.2414
การรวมชาติเยอรมนีจากรัฐเยอรมนีอิสระทั้งสิ้น 38 รัฐให้เป็นประเทศเดียวกันเป็นเรื่องที่ยากเข็ญอย่างยิ่ง แต่ด้วยนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีออทโท ฟอน บิสมาร์ค ที่ใช้การทหารเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ดีที่สุดโดยใช้การเมืองผ่านทางการทูตและการทหารจนรวมชาติได้สำเร็จเป็นการยืนยันปรัชญาที่ว่า “พลเรือนมีอำนาจเหนือกองทัพ” อย่างแท้จริง
ดังนั้น หลักการสำคัญยิ่งของวิชาภูมิรัฐศาสตร์ที่จะศึกษาต่อไปก็คือต้องตระหนักว่าการทหารและกองทัพเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองเท่านั้นและพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพนั่นเอง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

