สํานักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เผยแพร่จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา แยกตามช่วงอายุ (Generation) จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวม 52,241,808 คน
1.กลุ่ม Before Baby Boommer เกิดก่อน พ.ศ.2491 หรืออายุ 75 ปีขึ้นไป จำนวน 2,956,182 ราย
2.กลุ่ม Generation Baby Boommer เกิดระหว่าง พ.ศ.2491-2505 ช่วงอายุระหว่าง 61-75 ปี จำนวน 9,326,314 ราย
3.กลุ่ม Generation X เกิดระหว่าง พ.ศ.2506-2526 อายุ 40-60 ปี จำนวน 20,882,235 ราย
4.กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่าง พ.ศ.2527-2546 จำนวน 17,983,355 ราย อายุ 20-59 ปี
5.กลุ่ม Generation Z เกิดระหว่าง 2547 จนถึงก่อนวันที่ 16 พฤษภาคม 2548 อายุ 18-19 ปี หรือนิวโหวตเตอร์ จำนวน 1,093,722 ราย
แต่ละช่วงวัยหรือช่วงอายุมีความแตกต่างทางความคิด ค่านิยม แปรไปตามสภาพแวดล้อม พัฒนาการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ยิ่งช่วงอายุห่างกันมากความแตกต่างยิ่งถ่างมากขึ้น
คนรุ่นใหม่ต้องการนวัตกรรมใหม่ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ห่วงเรื่องการว่างงาน
คนรุ่นเก่าอาจยังยึดติด อนุรักษ์สิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีงามไว้เป็นสำคัญ คนวัยเกษียณห่วงเรื่องเงินออม เงินเฟ้อ มีความต้องการบำเหน็จบำนาญและการรักษาพยาบาลที่ดี
ความแตกต่างข้างต้น สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
มีการสำรวจค่านิยมของประเทศไทย โดยสถาบันพระปกเกล้า ทำความเข้าใจค่านิยมด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ ของคนไทยทั้ง 5 รุ่น
ด้านการเมือง โดยรวมคนไทยคิดว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่คนหลายรุ่นเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งดีลดลง อาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดความผิดหวังต่อประชาธิปไตยที่เกิดทั่วโลก โดยคนไทยทุกรุ่นมององค์ประกอบประชาธิปไตยว่า รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง ต้องช่วยเหลือประชาชนเรื่องการว่างงาน ปัญหาปากท้อง และมองว่าสิทธิของพลเมืองต้องได้รับการคุ้มครอง แต่องค์ประกอบสุดท้ายมีความเห็นพ้องกันน้อยกว่า 2 องค์ประกอบแรก
ด้านเศรษฐกิจ โดยรวมคนไทยอยากเห็นเศรษฐกิจเติบโตในระดับที่สูง แต่มีความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างการสร้างความเท่าเทียมทางรายได้และการจูงใจให้คนมีความพยายามมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกก้ำกึ่งว่าความสำเร็จเกิดจากทำงานหนัก หรือเกิดจากโชคและเครือข่าย ด้านวัฒนธรรม พบว่าคนไทยค่อนข้างอนุรักษนิยมทางวัฒนธรรม คือ เกินครึ่งไม่ยอมรับการหย่าร้าง การมีเซ็กซ์ก่อนแต่งงาน การรักคนเพศเดียวกัน และการทำแท้ง แต่ยอมรับได้มากขึ้นตามเวลาและรุ่นคน
ด้านคอร์รัปชั่น โดยรวมเชื่อว่าประเทศไทยมีทุจริตค่อนข้างมาก มีถึงร้อยละ 45% เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดทุจริต และไม่คิดว่าการไม่จ่ายค่ารถสาธารณะ การโกงภาษีและการรับสินบน เป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ด้านความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ โดยรวมแล้ว คนไทยเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการมากที่สุด ตามด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และทหาร มีความเชื่อมั่นต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองน้อย แต่ในช่วงหลัง
ความเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการลดลงเล็กน้อย ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อทหารลดลงมาก ที่น่าสนใจคือ คนรุ่น Gen Z คิดว่าต้องเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการปฏิวัติมากกว่ารุ่นอื่นๆ และเชื่อมั่นในการปฏิรูปน้อยกว่ารุ่นก่อนหน้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่เห็นความสำเร็จจากการปฏิรูป และความไม่เชื่อในสถาบันต่างๆ
การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป นอกเหนือปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคะแนนเสียงแล้ว
การปะทะกันทางความคิด ทรรศนะ ค่านิยม ระหว่างคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่าจะเป็นอีกตัวแปรเช่นกัน
และผลออกมาค่อนข้างชัดเจน มี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แห่งก้าวไกล “แพทองธาร ชินวัตร” แห่งเพื่อไทย เป็นตัวตึง
จึงไม่อาจละเลย “เจเนอเรชั่น” เป็นหนึ่งในสมการสำคัญของการเลือกตั้งรอบนี้
สัญญา รัตนสร้อย

