‘จตุพร’ ขอรัฐบาลใหม่ 309 เสียงสมหวัง เตือนผลเลือกตั้งเป็นเพียงยกแรกของเกมใหม่
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “นับจากนี้ไป คือ?”
นายจตุพรกล่าวถึงผลเลือกตั้งปี 2566 ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อธิบายได้หลายอย่าง อีกทั้งมีบทเรียนมากมาย รวมถึง นายทักษิณ ชินวัตร ได้ถึงเวลาพูดในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ คงต้องจับตาดู สำหรับการตั้งรัฐบาล หากเป็นรัฐธรรมนูญที่ปฏิบัติกันตามปกติแล้ว นายพิธาต้องได้เป็นนายกฯ แต่ รธน.2560 บังคับให้ ส.ว.250 ร่วมลงมติเลือกนายกฯ ด้วยเหตุนี้เสียงรัฐบาลใหม่ 309 จึงไม่พอให้ชนะการเลือกนายกฯ ซึ่งใช้เสียง 376 จากทั้งหมด 750 เสียง จึงจะได้เป็นนายกฯ ดังนั้น ด่านแรกจึงสำคัญ พรรคร่วมรัฐบาลใหม่ต้องหาเสียงเพิ่มประมาณ 70 เสียง หากนำพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียง 70 มาร่วมย่อมชนะขาดทันที แต่คงเป็นไปยาก สิ่งนี้จึงเป็นด่านแรกที่ต้องฝ่าฟัน
ส่วนท่าทีของ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกฯ ล่าสุด ส.ว.บางคนเสนอให้ ส.ส.ไปรวมเสียงให้เกิน 375 ก่อน แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมที่มาตั้งรัฐบาลใหม่คงหามารวมได้ยาก เพราะติดขัดจุดยืนทางการเมืองที่สัญญากับประชาชนไว้ ดังนั้น การตั้งรัฐบาลจึงเป็นศิลปะของผู้นำที่ต้องผสมส่วนรัฐบาลไปนำพาการบริหารประเทศ
นายจตุพรกล่าวว่า การเลือกตั้งยกแรกพรรคก้าวไกลชนะด้วยเสียงอันดับหนึ่ง จำนวน 152 เสียง ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 141 และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ 25 เสียง ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน โดย ปชป.ไม่สามารถรักษา 52 เสียงเดิมเมื่อปี 2562 ไว้ได้ เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยในปี 2566 ได้ 141 เสียง ในจำนวนนี้เป็น ส.ส.เขต 112 เสียง ซึ่งลดลงจากปี 2562 ที่ได้ ส.ส.เขต 136 เสียง
“ตัวเลขทางการเมืองยกแรกนั้น หลังจากนี้จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นตัวแปรอย่างมากโดยยังไม่รวมบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า การพิจารณารับรองหรือไม่รับรองผลเลือกตั้ง ขณะที่การแจกใบเหลือง แดงย่อมมีผลการลดทอนและปรับเปลี่ยนตัวเลขของแต่ละพรรคได้อีกด้วย ที่สำคัญยังมีคำร้องเรียนอีกหลากหลายที่ต้องพิจารณาชี้ขาดทางกฎหมาย ซึ่ง กกต.เป็นผู้ดำเนินการทั้งสิ้น
หลังเลือกตั้งผ่านยกแรกมาแล้ว ผลการเลือกตั้งจึงเป็นตัวแปรเชิงบังคับให้ทุกพรรคต้องยอมรับกติกาให้พรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาล แต่จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่? เมื่อ ส.ว.ยังยืนขาตายไม่เลือกใครสักคนเป็นนายกฯ ดังนั้น เสียงรัฐบาลร่วม 309 เสียงจึงแสดงถึงการดำรงความมุ่งหมายร่วมกันตั้งรัฐบาลเท่านั้น” นายจตุพรกล่าว
นายจตุพรกล่าวว่า ในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคได้เสียงที่หนึ่งก็แถลงตั้งรัฐบาลเช่นกัน แต่เจอ กกต.เล่นเกมปัดเศษ เสียงจึงพลิกเปลี่ยนไปอีกฝ่าย แล้วตามมาด้วยการยุบพรรคจึงทำให้เสียงตั้งรัฐบาลได้อย่างขาดลอย พรรคเพื่อไทยมาเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น การเมืองไทยจึงไม่ง่ายอย่างที่เห็น แต่พวกเรามีหน้าที่ให้กำลังใจให้ได้เป็นไปตามที่หวังไว้
“ในปีนี้ หากพรรคอันดับหนึ่งยังเจออิทธิฤทธิ์ของ กกต.อีก อารมณ์ประชาชนไม่พอใจมารวมตัวลงถนน สถานการณ์จะไปสู่ความวุ่นวาย เพราะมองมิติไหนก็วิกฤตทั้งนั้น ทั้ง ส.ว.เฉยไม่ลงมติเลือกนายกฯก็ผ่านไม่ได้ และตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะกติกา รธน.2560 บังคับไว้ แล้วจะนำสู่ความขัดแย้ง เหนือกว่านั้น ถ้า กกต.ลงดาบตามคำร้องเรียน สถานการณ์ยิ่งเละไปใหญ่อีก
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนถัดจากเลือกตั้งไป เป็นช่วงการรับรองผลเลือกตั้ง ย่อมมีจุดหักเหทางการเมืองได้เสมอ แม้วันนี้ไม่มีใครแสดงตัวเป็นอื่น และยังต้องเห็นด้วยกับนายพิธา แต่เอ็มโอยูนั้นพูดได้ ส่วนในทางการเมืองหน้าฉากกับหลังฉากไม่เหมือนกัน อีกทั้งมีด่าน กกต.รอคอยสำแดงเดชอยู่ในเบื้องหน้าอีก
แม้การเลือกตั้งจบแล้ว แต่ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ไม่เป็นตามหวัง ขอให้เตรียมรับมือเผชิญกับดัก เพราะการเมืองไทยไม่เคยมีอะไรเป็นไปไม่ได้ โดยสิ่งที่ยากกว่านี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น และในปัจจุบันก็ไม่มีอะไรแตกต่างเลย”
นายจตุพรประเมินการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อารมณ์ของประชาชนถูกสร้างขึ้นด้วยการดีเบตที่มีพรรคดำรงความมุ่งหมาย เน้นความชัดเจน แล้วยังกลบนโยบายประชานิยมให้หายไปในโค้งสุดท้าย
“ผลการเลือกตั้งเป็นเรื่องจุดยืน การชัดเจนทางการเมืองเป็นความเชื่อทางการเมือง จึงเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนความเชื่อที่ชัดเจนกว่าพวกเดิมคือ พรรคเพื่อไทย ดังนั้น ชัยชนะของพรรคก้าวไกลจึงเป็นบทเรียนให้พรรคเพื่อไทยต้องจดจำ แต่การเลือกตั้งด้วยความเชื่อตามอุดมการณ์ หากผิดหวังครั้งเดียวจะไปเลย โดยผลเลือกตั้งช่วงหนึ่งประชาชนศรัทธาพรรคพลังธรรม และ ปชป. ดังนั้น การเมืองไทยไม่จีรังยั่งยืน ส่วนการแพ้ของบ้านใหญ่หลายพื้นที่จึงต้องมีการปรับตัวต่อสู้ในครั้งหน้าเช่นกัน เพื่อไม่ให้ถูกกวาดเรียบเหมือนครั้งนี้
เมื่อการเมืองอยู่ที่ศรัทธาแล้ว แต่ความศรัทธาไม่ได้คงที่เสมอไป ดูอย่างพรรคเพื่อไทยและ ปชป.ก็เปลี่ยนไป แล้วพรรคก้าวไกลใครจะคิดว่าจะมีวันนี้ได้ ดังนั้น การเมืองไทยวันนี้อยู่ที่ความชัดเจนทางการเมือง ถ้าไม่ชัดเจนย่อมถูกล้มศรัทธาเก่าๆ ไปได้” นายจตุพรกล่าว

