ทึ่ง! ‘We Watch’ ชี้ คนแห่ใช้สิทธิ 39 ล้าน สูงสุดในปวศ. มอง เลือกตั้ง 66ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘เดิมพัน’ แม้บริบทยังไม่เป็น ปชต.
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม ที่ชั้น 4 อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่ม We Watch และอาสาสมัคร ร่วมแถลงผลการสังเกตการณ์ “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป 2566”
ตัวแทน We Watch นำโดย นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน, น.ส.ณัฐชลี สิงสาวแห และนายกฤต แสงสุรินทร์ ร่วมเสนอผลการสังเกตการณ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป 2566
นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า จากการสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2566 ที่ผ่านมา We Watch มีอาสาสมัครสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และเครือข่ายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมีผู้ประสานงานทั้ง 5 ภูมิภาค ประกอบไปด้วย ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ นอกจากนี้ ยังเปิดรับอาสาสมัครในนามบุคคลทั่วไป และทำงานร่วมกับ “เครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งปี 2566” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจับตาการเลือกตั้งให้ดำเนินการไปด้วยความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมจำนวนอาสาสมัครจากทุกช่องทาง จำนวนกว่า 9,000 คน สังเกตการณ์ในหน่วยเลือกตั้งอย่างน้อย 11,622 หน่วย จากทั้งหมด 95,000 หน่วย 350 เขตเลือกตั้ง ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ
We Watch พบว่า การเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค.ยังมีข้อกังขาหลายประการ ที่ชี้ให้เห็นทั้งปัญหาและข้อจำกัดในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และระบบเลือกตั้งของไทยในปัจจุบัน ซึ่งจากหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ มีข้อค้นพบดังต่อไปนี้
ในแง่ “บริบททางการเมือง” นายกฤตกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ มีพรรคการเมืองจำนวนมากลงรับสมัครรับเลือกตั้ง ถึง 70 พรรค มีจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวน 6,679 คน แบ่งเป็นสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต 70 พรรค จำนวน 4,781 คนและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มี 67 พรรค ส่งผู้สมัครรวม 1,898 คน และการเสนอรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีจำนวน 43 พรรค จำนวน 63 คน
“ข้อมูลนี้บ่งชี้ให้เห็นความสนใจของพรรคการเมืองในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและนำเสนอเป้าหมายและอุดมการณ์ของพรรคการเมืองตัวเอง เพื่อเสนอให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในการออกมาใช้สิทธิของประชาชน โดยทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้แถลงถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. 2566 แบบไม่เป็นทางการ มีสัดส่วนถึงร้อยละ 75.22
ในอีกด้านหนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เฉพาะในส่วนของระบบเลือกตั้ง เป็นการแก้ไขโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภาซึ่งต่างจากการแก้ไขโดยการเข้าชื่อเพื่อการเข้าชื่อ เสนอต่อรัฐสภาโดยประชาชน ทำให้ผลของการแก้ไขมีลักษณะเช่นเดียวกับการแก้ไขระบบเลือกตั้งในปี 2554 นั่นคือแก้ไขเป็นเพียงแค่การแก้ไขระบบเลือกตั้ง ฉะนั้น การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในปี 2566 จึงเป็นการเลือกตั้งภายใต้กติกาเดิมที่เคยเกิดขึ้นเท่านั้น แต่โครงสร้างสถาบันทางการเมืองยังเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารในปี 2557 ดังจะเห็นได้ว่า ยังคงมีหลายองค์กรทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเชื่อมโยงกับประชาชน อาทิ วุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้งของวุฒิสภา เป็นต้น ดังนั้นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 พ.ค. พ.ศ. 2566 จึงยังมิอาจเรียกได้ว่าเกิดขึ้นภายใต้บริบทของการเป็นประชาธิปไตยอย่างเสรีและเปิดกว้างอย่างแท้จริง” นายกฤตกล่าว
นายกฤตกล่าวต่อไปว่าในแง่ “บรรยากาศการเลือกตั้ง” พบว่าคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับการสังเกตการณ์การเลือกตั้งเป็นอย่างดี จนลุล่วง
“การเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่มีประชาชนตื่นตัวทางการเมืองสูงมากครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี 2476 ซึ่งในการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด เป็นอันดับ 2 จากจำนวน 28 ครั้งที่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทย และมีจำนวนประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวน 39,284,752 คน มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ส่วนหนึ่งมาจากการรณรงค์การเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ต้นปี 2566 และเข้มข้นยิ่งขึ้นในระยะเวลา 2 เดือนก่อนวันเลือกตั้งทั่วไป ผ่านหลากหลายช่องทาง”
“สัญญาณของการตื่นตัวของประชาชน ปรากฏออกมาให้เห็นตั้งแต่การเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งนอกเขตเลือกตั้งและในเขตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2566 ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนออกมาลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 2.2 ล้านคน ผู้คนทยอยออกมาใช้สิทธิกันตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ยังพบข้อกังวลถึงขั้นตอนการส่งบัตรเลือกตั้งไปยังเขตเลือกตั้งภูมิลำเนาเพื่อนับคะแนน และมีปัญหาของการที่ผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกเขต ไม่สามารถใช้สิทธิในวันเลือกตั้ง วันที่ 14 พ.ค. 2566 ได้ ในกรณีที่ลงทะเบียนไว้แล้ว เป็นจำนวน 200,000 คน” นายกฤตกล่าว
นายกฤตกล่าวต่อไปว่า ภาพรวมของการเลือกตั้ง ไม่พบรายงานความรุนแรงถึงขั้นวิกฤติระหว่างการใช้สิทธิ โดยหลายเขตพบว่าประชาชนออกมารอใช้สิทธิตั้งแต่ก่อนเปิดคูหา 08.00 – 17.00 น. แต่ในระหว่างกระบวนการลงคะแนน มีรายงานสิ่งผิดปกติเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 9 ชั่วโมง ของขั้นตอนการลงคะแนน อาสาสมัครยังติดตามกระบวนการนับคะแนนตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในหลายหน่วยเลือกตั้งดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
ขณะที่มีอีกหลายหน่วยเลือกตั้งมีประชาชนร้องเรียน โต้แย้งความเห็นกรรมการเลือกตั้งประจำหน่วย (กปน.) ตั้งแต่ขั้นตอนการขานคะแนน การอ่านบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการตรวจสอบจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ถูกใช้กับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่แสดงก่อนใช้สิทธิเช่น ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร เป็นต้น
“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันให้เห็นว่าประชาชนไทยให้ความเอาใจใส่ต่อกิจกรรมทางการเมืองครั้งนี้ การเลือกตั้งจึงมิได้มีฐานเป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางประชาธิปไตยเท่านั้น แต่คือจุดเดิมพันที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตทางการเมืองของทุกคน
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งซึ่งเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับประชาชนหลาย 10 ล้านคน ยังมีปัญหาอีกจำนวนมาก ซึ่งอาสาสมัครและประชาชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้พบและรายงานเข้ามา ทำให้ We Watch ประมวลข้อค้นพบที่น่าสนใจและต้องครุ่นคิดแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป” นายกฤตกล่าว
ปรากฏการณ์ประชาชนตื่นตัวสูงที่สุด
ออกมาใช้สิทธิ 39,284,752 คน มากสุดในประวัติศาสตร์เวลา 11.15 น. ตัวแทน We Watch นำเสนอผลการสังเกตการณ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป 2566 โดยยังไม่พบความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตระหว่างใช้สิทธิ
แต่พบว่าประชาชนให้ความเอาใจใส่… pic.twitter.com/sMOVkzG2ab
— Matichon Online (@MatichonOnline) May 16, 2023
นายกฤต ยังกล่าวถึงข้อกังวล ว่าข้อกังวลแรกคือเรื่องกฎหมายและการจัดการเลือกตั้ง แบ่งได้เป็น 5 ข้อเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย คือ
1. แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งกลับมาสู่ระบบแบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อแบบปิดที่เขตเลือกตั้งทั้งประเทศ ทว่ายังคงกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี
2. การตัดสิทธิพลเมืองหลายกลุ่ม คือ พระสงฆ์ ตลอดจนผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิต และผู้ต้องขังทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีหรือถูกพิพากษาด้วยความผิดเล็กน้อย
3. การใช้ระบบบัตรเลือกตั้งสองใบ หมายเลขผู้สมัครและพรรคไม่เหมือนกัน เนื่องจากผู้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะต้องจับฉลากหมายเลขของตนเองในทุกๆเขตเลือกตั้ง โดยไม่ได้หมายเลขตามพรรคการเมืองที่สังกัด อันเป็นการสร้างความสับสนและไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน
4. การเสียสิทธิของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิด้วยหลายสาเหตุ ในวันดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2557 ที่เปิดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ตามได้ลงทะเบียนไว้
5. ระยะเวลาการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ถือเป็นระยะเวลาที่ล่าช้าเกินสมควร ส่งผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเริ่มดำเนินงานและบริหารประเทศได้ล่าช้า โดยมีข้อสังเกตเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งก่อนปี 2557 ที่กำหนดให้ประกาศผลเลือกตั้งภายใน 7 วันหลังการเลือกตั้ง
ในส่วนของ “กระบวนการลงคะแนน” ที่ได้รับรายงานจากอาสาสมัคร
น.ส.ณัฐชลีกล่าวว่า แม้ว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะถือเป็นกำลังหลักในการทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทว่ามีข้อสังเกตและกังวลหลายประการที่จะสามารถยกระดับให้การเลือกตั้งในทุกระดับในอนาคตเพื่อลดข้อบกพร่องต่อการจัดการเลือกตั้งได้มากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นในกระบวนการลงคะแนน อันเป็นขั้นตอนที่อาสาสมัคร We Watch และประชาชนผู้สังเกตการณ์การการเลือกตั้งมีข้อกังวลต่อการจัดการเลือกตั้งเป็นพิเศษ โดยสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ปัญหาประสิทธิภาพในการจัดการหน่วยเลือกตั้ง โดยพบข้อกังวลในหลายกรณี เช่น
มีการจัดสถานที่ลงคะแนนไม่เอื้ออำนวยต่อผู้พิการ คนสูงอายุนั่งรถเข็น ฯลฯ บางหน่วยเลือกตั้งพบว่าทางขึ้นคูหาเลือกตั้งเป็นพื้นยกระดับสูง อีกทั้งไม่มีทางลาดที่ใช้สำหรับรถเข็นคนพิการ เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในบางหน่วยจากหลายพื้นที่ อาทิ จ.ชุมพร เลย ขอนแก่น อุตรดิตถ์ อุบลราชธานี ตรัง กรุงเทพ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี รวมถึงปัญหา การให้ข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งผิด หลายหน่วยเลือกตั้งมีป้ายไวนิลแนะนำผู้สมัครที่เขียนผิด หรือเอกสารข้อมูลผู้ลงสมัครเลือกตั้งไม่ครบถ้วน เป็นต้น
“นอกจากนั้น ยังมีข้อกังวลปัญหาว่าด้วยความเป็นกลาง เช่น กรณีป้ายหาเสียงอยู่ข้างหรือใกล้หน่วยเลือกตั้ง หรือในบางกรณีมีการรายงานว่าพบป้ายหาเสียงติดอยู่ที่กระดานปิดประกาศหน้าหน่วยเลือกตั้ง และระบบการรายงานผลที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การรายงานผลที่ล่าช้าและมีจำนวนคลาดเคลื่อนจากที่ประกาศไว้” น.ส.ณัฐชลีกล่าว
2. การละเลยหลักการลงคะแนนเป็นความลับ ในหลายพื้นที่พบว่าด้านหลังคูหาไม่มีกระดานทึบหรือกำแพงมาบังด้านหลังคูหา อาจทำให้มีการสอดส่องการลงคะแนนได้ ลักษณะเช่นนี้เกิดในบางหน่วยของ กรุงเทพ จ.สุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ชัยภูมิ ระยอง นครศรีธรรมราช สมุทรปราการ ลพบุรี
“นอกจากนี้ ยังมีกรณีเจ้าหน้าที่ทำบัตรเลือกตั้งขาด เกิดขึ้นในหน่วยเลือกในเขกรุงเทพฯ แต่บทเรียนที่สำคัญ คือกรณีที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งทำบัตรเลือกตั้งฉีกขาดขณะทำการฉีกบัตรให้ผู้มาใช้สิทธิ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้บัตรใหม่ แต่ใช้วิธีซ่อมโดยใช้เทปกาวแปะ” น.ส.ณัฐชลีกล่าว
3. ข้อผิดพลาดของบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบการรายงานในหลายกรณี เช่น
กรณีที่พบรายชื่อบุคคลที่ไม่รู้จักอยู่ในทะเบียนบ้านของตน, รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังคงอยู่ที่ทะเบียนบ้านเดิม แม้ว่าผู้นั้นย้ายที่อยู่เป็นเวลานานแล้ว, พบสิทธิเลือกตั้งปรากฎเป็นคนละเขตกับภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านจริง
4. ความผิดปกติของเอกสารสำคัญที่ต้องเปิดเผยต่อประชาชน อันได้แก่
4.1 รายการเกี่ยวกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ได้รับมาก่อนลงคะแนน (ส.ส.5/5) ซึ่งจะระบุจำนวนบัตรเลือกตั้งทั้งหมดของหน่วยเลือกตั้งนั้น และจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
4.2 ประกาศรายการเกี่ยวกับจำนวนบัตรเลือกตั้งหลังการลงคะแนน (ส.ส.5/7) ซึ่งจะระบุจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไป และจำนวนบัตรเลือกตั้งที่เหลือของหน่วยเลือกตั้งนั้น
“ในสองรายการแรก พบว่า มีข้อผิดปกติที่เกิดขึ้นซ้ำกันอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ไม่ปิดประกาศเอกสารไว้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง, ปิดประกาศเอกสารไว้ภายในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนไม่สามารถเดินเข้าไปดูได้, ปิดประกาศโดยไม่ระบุรายละเอียด หรือระบุรายละเอียดผิด” น.ส.ณัฐชลีกล่าว
4.3 รายการเกี่ยวกับผลการนับคะแนนเลือกตั้ง (ส.ส.5/18) ซึ่งระบุคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับ คะแนนที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้รับในหน่วยเลือกตั้งนั้น พบว่ามีปัญหาคล้ายคลึงกับ 2 รายการแรก ทั้งการไม่ปิดประกาศ และระบุรายละเอียดผิด โดยมีประเด็นสำคัญที่เพิ่มเติมคือ เอกสาร ส.ส.5/18 นั้น ไม่จำเป็นต้องเก็บกลับไปคืน กกต.เขต จะต้องปิดประกาศทิ้งไว้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนสามารถมาตรวจสอบผลคะแนนได้ แต่พบว่าในหลายหน่วยเลือกตั้งเจ้าหน้าที่เก็บประกาศนี้ทันทีหลังจากปิดประกาศได้เพียงไม่นาน
สำหรับ ข้อกังวลต่อความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ กปน. โดยมีการรายงานในหลายกรณี สามารถแบ่งออกช่วงเวลาการลงคะแนน ดังนี้
“ช่วงลงคะแนนเลือกตั้ง” พบรายงานว่า เจ้าหน้าที่บางส่วนมีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อันกระทบต่อสิทธิของประชาชน เช่น ในบางหน่วยเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจสอบอัตลักษณ์ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง,ไม่ให้ประชาชนพับบัตรเลือกตั้งก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตรลงคะแนน , ห้ามใช้ปากกาที่ประชาชนเตรียมมาเอง,ไม่ให้ประชาชนใช้บัตรประชาชนที่มีที่อยู่เก่าและให้กลับไปทำบัตรประชาชนมาใหม่ เป็นต้น
“ช่วงการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง” พบการรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับ การวินิจฉัยบัตรดี-บัตรเสียผิดพลาด, การขานคะแนนผิดพลาด รวมถึงการขีดคะแนนผิด ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจัดการเอกสารที่ต้องเปิดเผย ดังที่กล่าวไปแล้วในประเด็นก่อนหน้า
ในส่วนของ “ปัญหาว่าด้วยการมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง”
น.ส.ณัฐชลีชี้ว่า ต่อเนื่องจากประเด็นก่อนหน้า พบการรายงานจำนวนมากว่าคณะกรรมการในหลายหน่วยเลือกตั้งไม่เข้าใจหลักการของความโปร่งใสและสิทธิในการสังเกตการณ์กระบวนการเลือกตั้งของประชาชน ส่งผลให้การสังเกตการณ์การเลือกตั้งเต็มไปด้วยอุปสรรค มีตัวอย่างดังต่อไปนี้
1.เจ้าหน้าที่ปฏิเสธผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ได้มีเอกสารแต่งตั้งจากพรรคการเมือง หรือจาก กกต.
2.เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้อาสาสมัครถ่ายภาพ เอกสารสำคัญ เช่น รายงานจำนวนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งต้องเปิดเผยต่อประชาชน รวมถึงการถ่ายภาพการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง
3.เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้อาสาสมัครและประชาชน ถ่ายภาพหรือบันทึกวีดีโอในขณะนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง
ทั้งนี้ We watch มีข้อเสนอแนะต่อการจัดการหลังการเลือกตั้งในระยะเร่งด่วนนี้ 2 ประการ คือ
1. กกต. ควรชี้แจงจำนวนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีการจัดการที่ผิดพลาดและชี้แจงวิธีการแก้ไขอย่างละเอียด พร้อมแสดงหลักฐานเพื่อสร้างความกระจ่างแก่ประชาชน
2. เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารประเทศ และเพื่อสร้างความไว้วางใจต่อประชาชน กกต. ควรเร่งรัดให้เกิดการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบผลการเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง และประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยเร็วที่สุด โดยอาจยึดระยะเวลาตามกฎหมายเลือกตั้ง 2554 ซึ่งกำหนดให้ประกาศผลเลือกตั้งภายใน 7 วันหลังการเลือกตั้ง เป็นแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้ให้ครอบคลุมถึงการเปิดเผยผลคะแนนรายหน่วยเลือกตั้งด้วย

