คอลัมน์หน้า 3 : คำถาม การเมือง ต่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ คำถาม ว่า ‘ทำไม’
มีคำถามอันเริ่มต้นด้วยวลี “ทำไม”เกิดขึ้นมากมายในท่ามกลางคำประกาศเข้าสู่ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”
ถาม “ก้าวไกล” ถาม “พิธา”
ทำไมจึงไม่อ่อนน้อมถ่อมตนกับ “250 ส.ว.” ทำไมจึงไม่เดินเข้าหาและเชิญพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์
ทำไมยัง “หวง” ตำแหน่ง “ประธานสภา”
ทำไมก่อนการจัดตั้ง “รัฐบาล” จึงต้องมีการจัดทำ “บันทึกช่วยจำ” หรือ “MOU” แล้วประกาศอย่างเปิดเผยต่อสังคม
ทำไมต้อง “ปลุกระดม” ผ่าน“การขอบคุณ”
เป็นคำถามไปยังพรรคก้าวไกล เป็นคำถามไปยัง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งกำลังเล่นบทในการจัดตั้งรัฐบาล
คำถาม “ทำไม” สะท้อน “นัยยะ”แหลมคม
นัยยะโดยพื้นฐานอย่างที่สุดเกิดจากการเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาล กับการเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีในอดีต
ไม่ว่าอดีตยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ไม่ว่าอดีตยุค นายชวน หลีกภัย ไม่ว่าอดีตยุค นายบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ว่าอดีตยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จำเป็นต้องมี “ผู้จัดการ” รัฐบาลโดดเด่น
เป็นผู้จัดการรัฐบาลอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อย่าง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อย่าง นายเสนาะ เทียนทอง
หรือแม้กระทั่งอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
นั่นก็คือ การเดินเข้าเดินออกบ้านสี่เสาเทเวศร์ นั่นก็คือ การนัดพบกัน ณ เซฟเฮาส์ ณ โต๊ะจีนอันเร้นลับ
ผ่าน “การเจรจา” ผ่าน “การต่อรอง”
ภาพจากพรรคก้าวไกล ภาพจากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่เห็นอย่างเด่นชัดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม มีความแจ่มชัด
“เปิดเผย” และ “ตรงไปตรงมา”เป็นภาพที่ต้องการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย
และดึง 1 เสียงจากพรรคเป็นธรรม
เป็นภาพแห่งจำนวน 309 ส.ส.ที่มีอยู่ในมือ เป็นจำนวนที่มากกว่า 250 เสียงอันเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
เป็นภาพภายใต้แนวทาง “มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา”
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากยุคการจัดตั้งรัฐบาลใน “ค่ายทหาร” แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการจัดตั้งรัฐบาล
ภายใต้บรรยากาศแห่ง “การแจกกล้วย”นี่คือ การเมือง “ใหม่” ที่ดำรงอยู่ในการเมือง “เก่า”
เมื่อทุกอย่างจะดำรงอยู่ภายใต้ “บันทึกช่วยจำ” การเจรจาและต่อรองอย่างเร้นลับอย่างที่เคยเป็นในอดีตก็ไม่มี
นี่คือ “ไพ่” ที่เปิดเผย ไม่มีมุบมิบกระทำกัน
นี่คือท่วงทำนองการเมืองในแบบของพรรคก้าวไกล นี่คือกระบวนท่าในแบบของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
มาจาก “ประชาชน” อยู่ในวงล้อม “ประชาชน”

