สื่อนอกชี้ เลือกตั้งไทย ‘ฉันทามติต้านทหาร’ ตั้งรัฐบาลยังวุ่น เสี่ยงคนลงถนนรอบใหม่
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม สำนักข่าวต่างประเทศยังคงเกาะติดสถานการณ์การเมืองไทยหลังชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคก้าวไกล และความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลที่เชื่อว่าจะไม่ง่าย โดยสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ฉันทามติต่อต้านกองทัพอันเห็นได้จากผลการเลือกตั้งของไทยคือสัญญาณของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไทยเป็นประเทศที่ตกอยู่ในการรัฐประหารอันเลวร้ายมาอย่างยาวนาน การปฏิเสธอันดังกึกก้องของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งต่อรัฐบาลที่มีทหารหนุนหลัง แสดงให้เห็นถึงความคับข้องใจอย่างลึกซึ้งที่หลายคนรู้สึกหลังการช่วงชิงอำนาจ การประท้วง การรัฐประหาร และการไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ มานานหลายทศวรรษ
ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักรัฐศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสซัค ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นการลงประชามติของชนชั้นนำที่มีอำนาจในไทย พวกเขาเบื่อบรรดานายพลทั้งหลาย และเบื่อรัฐบาลที่มักจะตอบสนองต่อผลประโยชน์ของครอบครัวบางครอบครัว หรือผู้มีอำนาจมากกว่าเจตจำนงของประชาชน
ณพลระบุด้วยว่า ชัยชนะอันน่าทึ่งของก้าวไกลเหนือพรรคเพื่อไทยของทักษิณ ชินวัตร ที่ครอบงำการเมืองไทยมากกว่า 20 ปี ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยปฏิเสธอย่างแข็งขันที่ว่าจะไม่จับมือกับผู้ก่อเหตุรัฐประหาร ทั้งที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำในโพลส่วนใหญ่หลายสัปดาห์ก่อนหน้าวันลงคะแนน แต่ล้มเหลวในการส่งข้อความที่ตรงประเด็น ทำให้เกิดความสับสนว่าพวกเขาจะจับมือกับพรรคพันธมิตรต่างๆ ของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่
“มันได้ผลกับพวกเขา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถแยกความแตกต่างระหว่างพรรคที่เล่นเกมอย่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคที่ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดตั้งที่มีอยู่ในประเทศไทยได้” ณพลกล่าว
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กองทัพยังคงถูกถักทอเข้ากับโครงสร้างของอำนาจการเมืองไทย เพราะข้าราชการระดับสูงจำนวนมากถูกแต่งตั้งขึ้นภายใต้รัฐบาลทหารที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปกครองประเทศตั้งแต่ปี 2557-2562 พวกเขาได้ทำให้ตัวเองเป็นกลายสถาบันภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการอำพรางตัวเพื่อใช้อำนาจ อย่างไรก็ดี สิริพรรณค่อนข้างระมัดระวังในการอ้างถึงความสำเร็จของพรรคก้าวไกลว่าเป็นการปฏิเสธอำนาจของกองทัพ โดยระบุว่า มันเป็นเหตุผลหลักอย่างหนึ่ง
ขณะที่ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า คำสัญญาของพรรคก้าวไกลที่จะยกเลิกการเกณฑ์ทหารเป็นนโยบายที่เผชิญหน้ากับการละเมิดอย่างเป็นระบบภายในกองทัพ เพราะกองทัพ ยศ และตำแหน่ง อยู่ตรงข้ามกับชนชั้นเจ้าหน้าที่ มันมีช่องว่างขนาดใหญ่ ซึ่งพรรคก้าวไกลเปิดโปงออกมา และใช้ประโยชน์จากช่องว่างนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ปกติแล้วทหารจะไม่โหวตให้กับพรรคก้าวไกล แต่ในความเป็นจริงคือพวกเขาก็ทำ มันเป็นสัญญาณของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ด้านรอยเตอร์อ้างคำพูดของประจักษ์ ก้องเกียรติ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงจะไม่ราบรื่น มันยังมีอุปสรรคมากมายที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยจะต้องฝ่าฟัน โดยรอยเตอร์ระบุว่า นอกจากนโยบายเศรษฐกิจที่ต่างกันแล้ว พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยยังมีแนวทางต่อสถาบันที่แตกต่างกันอีกด้วย โดยพรรคก้าวไกลเป็นพรรคเดียวที่แตะเรื่องละเอียดอ่อน แต่พรรคเพื่อไทยหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ พรรคก้าวไกลให้คำมั่นว่าจะแก้ไขกฎหมาย ม.112 ซึ่งทำให้พรรคฝ่ายค้านอื่นๆ รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
ฐิติพล ภักดีวานิช จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า พรรคก้าวไกลไม่อาจมองข้ามความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ และทึกทักไปเองว่าพวกเขาสามารถที่จะตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้
รอยเตอร์ระบุด้วยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็ยังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง ในคดีถือหุ้นสื่อที่ถูกร้องเรียนเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งได้ แม้ว่าเขาจะยืนยันว่า หุ้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมรดกของบิดา ซึ่งเขาเป็นเพียงผู้จัดการกองมรดกเท่านั้น ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำลังพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวอยู่ในขณะนี้
การก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของพิธาต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา 250 คน ซึ่งมีบางคนออกมาพูดแล้วว่าจะไม่ลงคะแนนเสียงสนับสนุนเขา ซึ่งนั่นอาจนำไปสู่การกลับมาของการเดินขบวนประท้วง ที่สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศไทยดัง เช่น ที่ได้เห็นเป็นระยะตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

