Burma Act กับนโยบายต่อพม่าภายใต้รัฐบาลใหม่ของไทย โดย ลลิตา หาญวงษ์

19.05.23 | 13:30 น.

ไทยพบพม่า : Burma Act กับนโยบายต่อพม่าภายใต้รัฐบาลใหม่ของไทย

ไม่นานหลัง กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ได้เก้าอี้ ส.ส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อรวมกัน 152 ที่นั่ง ประกาศชัยชนะการเลือกตั้งและพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บางช่วงบางตอนที่นักข่าวต่างประเทศถามเรื่องนโยบายของไทยที่จะมีต่อพม่า พิธากล่าวถึง “ฉันทามติ 5 ข้อ” (Five-Point Consensus) ของอาเซียน หรืออาจเรียกว่าแผนการ 5 ขั้นที่อาเซียนต้องการเข้าไปเป็นตัวกลางนำพม่ากลับสู่ความสงบและประชาธิปไตย เขามองว่าด้วยความที่ไทยมีชายแดนติดกับพม่ามากที่สุด ไทยจึงควรมีบทบาทนำในกระบวนการส่งเสริมสันติภาพในพม่า อีกประเด็นที่พิธากล่าวถึงคือการสร้าง “ฉนวนมนุษยธรรม” (humanitarian corridor) เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในพม่า

ในประเด็นว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้ พิธาส่งสัญญาณว่าไทยอาจใช้ Burma Act หรือกฎหมายที่กล่าวถึงท่าทีของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อพม่า (ผ่านมติของสภา คองเกรสไปเมื่อปลายปี 2022) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายให้อำนาจป้องกันประเทศ (National Defense Authorization Act: NDAA) หรือกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ของสหรัฐ ที่กล่าวถึงความมั่นคงในองค์รวม และนโยบายความมั่นคงที่สหรัฐพึงมีกับประเทศยุทธศาสตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการจัดหาอาวุธให้ไต้หวันเพื่อต่อสู้กับจีน หรือการสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่ยูเครน

เมื่อพม่ากลายเป็นประเด็นด้านการต่างประเทศแรกที่พิธาหยิบยกมาพูดถึง บรรดาองค์กรภาคประชาสังคมพม่าก็เริ่มแสดงความเห็นกันรัวๆ เรียกว่าอินบ็อกซ์ของผู้เขียนในวันนั้นมีเพื่อนๆ ชาวพม่าหลายคนที่ส่งข้อความมาร่วมแลกเปลี่ยน ส่วนหนึ่งก็อิ่มเอมใจที่พรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะเชื่อว่าพรรคการเมืองในฝ่ายนี้ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนมากกว่า และจะช่วยให้ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ไหลบ่าเข้ามาในไทยได้รับการแก้ไข อีกทั้งท่าทีของไทยที่มีต่อพม่าในช่วง 8 ปี ภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ก็จะถูกปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เพื่อทำให้นโยบายต่างประเทศและสิทธิมนุษยชนของไทยกลับมามีความสง่างามในสายตาประชาคมโลกอีกครั้ง

มีเพื่อนนักข่าวชาวพม่าของผู้เขียนคนหนึ่งส่งข้อความเข้ามาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ Burma Act ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจ จึงได้นำข้อคิดเห็นของเพื่อนคนนี้มาเป็นโจทย์ตั้งต้นว่ารัฐบาลใหม่ของไทยควรมีท่าทีต่อพม่าอย่างไร เพื่อนชาวพม่าตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลชุดใหม่ของไทยไม่จำเป็นต้องอ้างถึง Burma Act เพียงเพราะนี่เป็นกฎหมายที่สร้างเสียงฮือฮาอย่างมาก ประชาชนในพม่าแสดงความยินดีที่สหรัฐมีนโยบายต่อต้านคณะรัฐประหารพม่าอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในมุมมองของล็อบบี้ยิสต์ของรัฐบาลคู่ขนาน (National Unity Government) หรือ NUG และกลุ่มอื่นๆ Burma Act เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว และท่าทีของรัฐบาลโจ ไบเดนนั้นไม่ได้มองว่าพม่ามีความสลักสำคัญอะไร เมื่อเทียบกับการเข้าไปช่วยไต้หวันให้สู้กับจีน และส่งอาวุธให้ยูเครนรบกับรัสเซีย

Advertisement

ตินซา ชุนเล ยี (Thinza Shunlei Yi) แอคทิวิสต์ด้านสิทธิมนุษยชนทวีตหลังพิธากล่าวถึงบทบาทของไทยในการแก้วิกฤตการเมืองในพม่า และมีข้อเสนอ 2 ประการ ประการแรกไทยต้องประเมินว่าเหตุใดฉันทามติห้าข้อของอาเซียนจึงล้มเหลว และไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ในพม่าได้ และประการที่สอง ไทยต้องมีหลักปฏิบัติให้ผู้นำในอาเซียนร่วมกันทำเพื่อกดดันคณะรัฐประหารพม่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน ภาคประชาสังคมในพม่าออกข้อเสนอให้อาเซียนทบทวนและปรับเปลี่ยนฉันทามติห้าข้อ เพียงไม่กี่วันก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนจะมีขึ้นที่อินโดนีเซีย ระหว่าง 9-11 พฤษภาคม 2023

ข้อเสนอใหม่ทั้ง 5 ข้อที่ภาคประชาสังคมพม่าร่วมกันร่างมีข้อความดังต่อไปนี้

1.นำแผนปฏิบัติการของอาเซียนมาใช้เพื่อปกป้องประชาชนและเพื่อยุติความรุนแรงอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยมีเกณฑ์ที่ต่ำสุดคือยุติการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าให้ได้

2.จัดการพูดคุยกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในพม่าแบบครอบคลุมทุกฝ่าย (inclusive) และมีความหมาย (meaningful) ได้แก่ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) สภาที่ปรึกษเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Consultative Council หรือ NUCC) คณะกรรมการทำหน้าที่แทนรัฐสภาพม่า (Committee Representing Pyidaungsu Hluttaw หรือ CRPH) องค์กรปฏิวัติของกลุ่มชาติพันธุ์ (Ethnic Revolutionary Organizations หรือ EROs) และภาคประชาสังคมอื่นๆ

3.แก้ไขอำนาจของวาระทูตพิเศษให้อยู่ที่ 3 ปี และให้มีอำนาจ ความเป็นอิสระ และทรัพยากรในอันที่จะดำเนินการใดๆ ได้

4.ปรับแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวกับแผนสนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อไม่ให้คณะรัฐประหารมีตัวแทนในคณะกรรมการบริหารของศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance on disaster management หรือ AHA Center) อีก และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามแนวชายแดนพม่าและชายแดนของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งชายแดนด้านตะวันตก และ

5.ทูตพิเศษของอาเซียนพึงเปิดการสื่อสารอย่างเป็นทางการกับ NUG NUCC CRPH EROs ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักจากขบวนการการปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ (Spring Revolution) ทันที

ข้อเสนอทั้ง 5 ข้อนี้มาจากความล้มเหลวของฉันทามติห้าข้อของอาเซียน ซึ่งไม่ได้ล้มเหลวเพียงเพราะอาเซียนไม่สามารถเริ่มการเจรจาใดๆ กับกองทัพและคณะรัฐประหารพม่าได้ แต่ยังล้มไม่เป็นท่าเพราะแทนที่จะส่งเสริมให้เกิดสันติภาพในพม่าโดยเร็ว กลับทำให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น ในแถลงการณ์ฉบับนี้ยังกล่าวต่อว่าเมื่ออาเซียนไม่สามารถเป็นเสาหลักเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพม่าได้ จึงเกิดการตั้งคำถามว่าพม่ายังควรเป็นสมาชิกของอาเซียนอยู่หรือไม่

ผู้เขียนขอเสนอแบบกำปั้นทุบดินว่าเมื่อไทยได้รัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว นโยบายแรกๆ ที่รัฐบาลควรทำคือการเร่งเจรจากับอาเซียนเพื่อร่วมกันเขียนแผนปฏิบัติการพม่าใหม่ทั้งหมด แต่กระบวนการเขียนเอกสารนี้จะต้องผ่านการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง รวมทั้งฝ่ายกองทัพและคณะรัฐประหารของพม่าด้วย ที่ผ่านมาความล้มเหลวของอาเซียนมาจากการมีเป้าหมายที่แคบและเฉพาะเจาะจงเกินไป เช่น การยืนยันว่าตัวแทนของอาเซียนต้องเข้าพบผู้นำพรรค NLD ด่อ ออง ซาน ซูจีให้ได้ แต่หากเราอ่านใจกองทัพพม่าออก ก็ต้องรู้ว่าคำว่า “ด่อ ออง ซาน ซูจี” นี้เป็นคำต้องห้าม ที่เมื่อเอ่ยปากพูดขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะสร้างความบาดหมางคลางใจ ทำให้กองทัพและคณะรัฐประหารไม่ร่วมมือกับอาเซียนเอาดื้อๆ ไทยนั้นถือว่ามีทรัพยากรเหนือชาติอื่นๆ ในอาเซียนมากมาย อย่างน้อยถ้าเชื่อในการทูตแบบหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็น Track 1.5 หรือ Track 2 Diplomacy เรายังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพฝั่งพม่า การจะยุติความรุนแรงเบื้องต้นในพม่าได้นั้นมาจากการพูดคุย และมาจากการตัดสินใจของผู้นำสูงสุดในเวลานี้ คือ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ไม่ได้มาจากมติใดๆ ของอาเซียน