นักวิชาการกาง 3 สูตรจบดีลตั้งรัฐบาลใหม่ ชี้เสียงข้างน้อยตั้ง รบ.โอกาสยาก คาด ‘งูเห่าไม่เอาด้วย’
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า คาดการณ์สูตรปิดดีลจับขั้วการจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย 3 สูตร 1.พรรคก้าวไกล ด้วยการจับขั้วตั้งรัฐบาล 5 พรรค อาทิ พรรคเพื่อไทย ประชาชาติ ไทยสร้างไทย เสรีรวมไทย 308 เสียง พรรคเป็นธรรม อีก 1 เป็น 310 เสียง จำนวนดังกล่าวยังไม่เกินกึ่งหนึ่งของสภาที่จำเป็นต้องมีคะแนนเสียงถึง 376 เสียงขึ้นไป จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้งหมด 750 คน ซึ่งในกรณีการจัดตั้งได้จะต้องได้เสียงจาก ส.ว. อีกจำนวน 50-60 เสียง ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้และยังมีความเสี่ยงที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะถูกเลือกจาก ส.ว.หรือไม่
สูตร 2 คือ สูตรไฮบริด 1 คือ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ด้วยเสียง 141 เสียง ซึ่งพรรคจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับเสียงข้างน้อย อาทิ พรรคพลังประชารัฐ ร่วมไทยสร้างชาติ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา และชาติพัฒนากล้า รวม 183 เสียง จะมีเสียงเพื่อเตรียมจัดตั้งรวมกันอยู่ที่ 324 เสียง และต้องการเสียงจาก ส.ว.อีก 52 เสียง จะเพียงพอต่อ 376 เสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม สูตรนี้พรรคเพื่อไทยต้องคิดหนัก เพราะก่อนหน้านี้พรรคได้ให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าจะสนับสนุนพรรคร่วมฝ่ายค้านในการจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งจะครองสถานะรัฐบาลในอนาคตได้อย่างไร เพราะสูตรนี้ก็มีปัญหาการดำเนินนโยบาย การจัดสรรตำแหน่งกระทรวงต่างๆ จะส่งผลถึงการจัดสรรงบประมาณยากขึ้น
และสูตร 3 อาจมีความเป็นไปได้น้อย คือ การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่มีเสียงรวมกันทั้งหมดประมาณไม่ถึง 200 เสียง แต่จะได้คะแนนเสียงจาก ส.ว.อีก 250 เสียง ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่สูตรนี้จะมีปัญหาคือ จะบริหารได้อย่างไร เมื่อรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ เพราะตอนจัดตั้งรัฐบาลไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เมื่อตั้งรัฐบาลแล้วฝ่ายค้านมีเสียงข้างมาก จะสามารถเปิดสภาเพื่ออภิปรายไม่วางใจเมื่อไรก็ได้ ตรงจุดนี้รัฐบาลจะอยู่ได้อย่างไร ที่สำคัญการเบิกจ่ายงบประมาณ และกฎหมายที่สำคัญๆ จะผ่านได้อย่างไร เพราะรัฐบาลไม่มีเถียรภาพ
อีกทั้งสูตรนี้ หากรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะหางูเห่ายากมาก เพราะถ้าต้องการงูเห่าเพียง 20-30 คนยังพอได้ แต่ถ้าต้องการคะแนนมากว่า 250 เสียง ต้องใช้งูเห่าจำนวนมาก ขณะที่งูเห่าก็ต้องคิดว่า หากจะลงเลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนเสียงจะมีปัญหาแน่นอน เพราะครั้งนี้ไปร่วมพรรคที่ขัดกับมติประชาชนซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ
“อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลในสูตร 1-2 และยังไม่อยากคาดการณ์ถึงอุบัติเหตุทางการเมืองที่รุนแรงถึงการรัฐประหาร เพราะการเมืองขณะนี้เปลี่ยนไปจากเดิมและมีพลังจากโซเชียลมีเดียที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นเข้ามามากขึ้น ดังนั้น การลงคะแนนเสียงต่างๆ เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลต้องสอดคล้องกับคะแนนเสียงของประชาชนที่สะท้อนความต้องการในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้” นายสมชายกล่าว
นายสมชายกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การเมืองที่การจัดตั้งรัฐบาล หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจนทำให้ต้องเลื่อนการจัดตั้งรัฐบาลออกจากกำหนดการเดิมที่จะจัดตั้งได้ในเดือนสิงหาคมนั้น มองว่าผลกระทบจากการเมืองอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะมองว่าระยะเวลาการจัดตั้งที่ล่าช้า และยืดเยื้อออกไปอาจใช้เวลาพียง 1-2 เดือนเท่านั้น
ซึ่งอาจจะกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐส่วนหนึ่ง ซึ่งมองว่ากระทบภาพรวมเศรษฐกิจที่ 1% เนื่องจากระบบเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวตามลำดับจากภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แม้ภาคการส่งออกจะแผ่วลง อีกทั้งภาคเอกชนยังเดินหน้าทำธุรกิจต่อเนื่อง จึงมองว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีระยะสิ้นสุดในระยะเวลาอันสั้นและจะไม่ใช้เวลายืดยาวเป็นปีในการจัดตั้งรัฐบาล
ปัญหาการเมืองไม่ชัดเจนจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก เพราะโดยรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวด้วยตัวเอง ซึ่งจากการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของหน่วยงานต่างๆ ยังอยู่ที่ 3-3.5% แม้จะมีลดลงบ้างในกรอบ 2.5-2.7% มองว่าไม่เป็นผลกระทบรุนแรง
“เพราะหากดูโดยรวมเศรษฐกิจไตรมาส 2/2566 เงินจากการเลือกตั้งหมุนเวียนในระบบสูง หากรวมกับไตรมาสอื่นๆ ที่เหลือเชื่อว่าเครื่องยนต์อื่นๆ ยังเดินหน้าต่อและไม่ทำให้เศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังปี 2566 จะหยุดชะงักลง” นายสมชายกล่าว

