จับสัญญาณ‘250ส.ว.’ โหวตนายกฯ คนที่ 30
การเมืองภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ชนะเลือกตั้งมาพร้อมกับนโยบายและจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิดความเชื่อมั่น
ลงคะแนนเสียง เลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ก.ก. สูงสุด 152 เสียง
สเต็ปต่อไปคือ ความชอบธรรมของพรรคแกนนำเสียงข้างมากอย่างพรรค ก.ก.จะต้องเจรจากับพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์และจุดยืนเดียวกัน รวมเสียงให้ได้เป็นเสียงข้างมากเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล
จากความชัดเจนล่าสุดที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก.และแคนดิเดตนายกฯพรรค ก.ก. ประกาศจุดยืนเทียบเชิญอีก 5 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย (พท.) 141 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 6 เสียง พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 เสียง และพรรคเป็นธรรม (ปธ.) 1 เสียง รวมเป็น 6 พรรค ร่วมรัฐบาล 310 เสียง
แต่ขั้นตอนแรก คือ การโหวตเลือกนายกฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคแรกในที่ประชุมรัฐสภา 750 คน ซึ่งแบ่งเป็น ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน ให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 376 เสียง หากยึดตามสูตร 6 พรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรค ก.ก.เป็นแกนนำที่ 310 เสียง จึงต้องการอีก 66 เสียง เพื่อให้สามารถโหวตตั้งนายกฯคนที่ 30 ได้
หลายฝ่ายจึงจับตาว่าเงื่อนไขและความเป็นไปได้ที่ 66 ส.ว. จะมาร่วมโหวตให้ “พิธา” เป็นนายกฯ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หากเทียบเคียงกับปรากฏการณ์และสัญญาณการโหวตของ 250 ส.ว.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่การลงมติในเรื่องสำคัญๆ ทั้งการโหวตเลือกนายกฯ การโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ค่อยมีรายการเสียงแตก
อย่างการโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 พบว่า ส.ว.ทั้ง 249 เสียง โหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ด้วยคะแนน 500 ต่อ 244 เสียง
มีเพียง 1 เสียง ของ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภาเท่านั้น ลงมติงดออกเสียงตามมารยาท
ขณะที่การลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 13 ฉบับ ของทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ที่มีทั้งเรื่องการปิดสวิตช์ ส.ว. ในการเลือกนายกฯ การแก้ไขระบบการเลือกตั้ง การแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติ ปรากฏว่ามีเสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 คน เห็นชอบให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง กลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพียงร่างเดียว อีก 12 ร่างที่เหลือถูกโหวตตกหมด
ส่วนการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เกี่ยวกับการตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ที่เสนอโดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 พบว่า มี ส.ว.ลงมติเห็นชอบให้ตัดอำนาจตัวเองในการเลือกนายกฯเพียง 23 คน ซึ่งมีเสียงเห็นชอบไม่ถึง 1 ใน 3 ของ ส.ว.ทั้งหมด หรือ 84 คนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดส่งผลให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวตกไป
โดยทั้ง 23 ส.ว. ประกอบด้วย กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์, ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์, คำนูณ สิทธิสมาน, จรุงวิทย์ ภุมมา, เฉลิมชัย เฟื่องคอน, เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ, ณรงค์ สหเมธาพัฒน์, เนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์, บรรชา พงศ์อายุกูล, ประภาศรี สุฉันทบุตร, ประมนต์ สุธีวงศ์
ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ, คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์, พิศาล มาณวพัฒน์, มณเฑียร บุญตัน, เลิศรัตน์ รัตนวานิช, วันชัย สอนศิริ, วัลลภ ตังคณานุรักษ์, สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, สุวัฒน์ จิราพันธ์, อดุลย์ แสงสิงแก้ว, อนุศาสน์ สุวรรณมงคล และอำพล จินดาวัฒนะ
จากสัญญาณและบทบาทการลงมติของ ส.ว.ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2566 ซึ่งมีวาระสำคัญในการร่วมโหวตเลือกนายกฯอีกครั้ง ก่อนที่ทั้ง 250 ส.ว.จะครบวาระการทำหน้าที่ 5 ปี ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ในการลงมติเรื่องที่สำคัญๆ ที่ส่งผลได้-เสีย ต่อทางการเมือง อาทิ การเลือกนายกฯ การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ส.ว.มักลงมติไปในทิศทางเดียวกัน มักจะสอดคล้องกับแนวทางและสัญญาณของผู้มีอำนาจในรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ และอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีอำนาจในการแต่งตั้ง ส.ว.ทั้ง 250 คน
สำหรับท่าทีล่าสุดของ ส.ว. 250 คน ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ส.ว.ในสาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทหารและตำรวจ คาดว่าจะมีเสียงรวมกันที่ 150-180 คน ขณะที่ ส.ว.กลุ่มอิสระมีประมาณ 20 คน และ ส.ว.กลุ่มอดีตข้าราชการประมาณ 50 คน ส่วนท่าทีของ ส.ว.ตามตำแหน่ง ที่มาจากผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 6 คน ประกาศงดออกเสียง เพื่อแสดงจุดยืนว่าไม่ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง
โดยการโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30 ถือเป็นวาระสำคัญในการลงมติของ ส.ว. คาดว่าทั้ง 250 ส.ว.จะได้มีการพูดคุยหารือหยั่งท่าทีเบื้องต้นเป็นการภายใน ระหว่างการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ ก่อนตัดสินใจลงมติครั้งสำคัญว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯ

