‘ทางออก-ทางตัน’ ตั้งรัฐบาลก้าวไกล

18.05.23 | 11:30 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการภายหลังพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 310 เสียง แต่ติดกับดักรัฐธรรมนูญต้องได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสองสภารวมกันเกิน 376 เสียงจาก ส.ส.และ ส.ว.ทำให้สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

 

เรื่องนโยบายก็ให้คงเดิมเอาไว้ เพราะได้ตั้งใจประกาศและมีคะแนนเสียงของประชาชนสนับสนุนมากขนาดนี้ สิ่งที่อยากจะขอแนะนำในฐานะนักวิชาการและนักปฏิบัติคือ อยากให้พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดยเฉพาะแกนนำทั้งหลายรวมถึงทุกคนให้กำหนดท่าทีใหม่ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนจะถึงเดือนสิงหาคมที่จะมีการประชุมรัฐสภาระหว่าง ส.ส.และ ส.ว.เพื่อที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

Advertisement

ให้กำหนดท่าทีใหม่ด้วยการไม่ตอบโต้ ไม่แสดงท่าทีในเชิงรุกที่ก่อให้เกิดความไม่สบายใจกับ ส.ว.ในภาพรวม อาจจะมีส.ว.คนไหนก็ตามที่ออกมาให้สัมภาษณ์ ให้นิ่งไว้ ไม่ตอบโต้ แต่ให้ใช้วิธีการสื่อสารในเชิงบวกแทน เช่น นโยบายเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร ให้นำเสนอข้อดีและประโยชน์ในแนวนโยบายของพรรคว่าเหตุใดจึงเสนอแนวทางเช่นนี้ อธิบายเป็นข้อให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม ซึ่งทางโลกโซเชียลพร้อมที่จะรับฟังอยู่แล้วและ ส.ว.ก็ติดตามอยู่ หากเขารับสารในเชิงบวกที่มากขึ้นและลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง ใช้การสื่อสารที่เป็นมิตรที่เผยความในใจอย่างตรงไปตรงมา ถ้าจะมีช่องทางต่างๆ ก็ทำเพื่อสื่อสารไปยัง ส.ว. แต่ขออย่างเดียวคือ อย่าตอบโต้ หรือใช้วาจาที่แข็งกร้าว ซึ่งไม่มีประโยชน์ เพราะเขาพร้อมที่จะไม่ตอบรับกระแสของพรรค ก.ก. ให้เน้นใช้การอธิบายสื่อสารไปยังสังคมและพี่น้องประชาชนถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายต่างๆ โดยเราจะไม่พูดถึงนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ที่อาจจะเป็นสายล่อฟ้า ให้ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันที่มีการประชุมรัฐสภา ผมเชื่อว่าจะทำให้ ส.ว.ที่มีปฏิกิริยาที่แข็งอาจจะเย็นลงและรับฟังมากขึ้น

ทั้งนี้ การแสดงท่าทีเป็นมิตรไม่ได้หมายความว่าต้องลดจุดยืน แต่ให้อธิบายจุดยืนด้วยเหตุและผลว่าประโยชน์คืออะไร ผมเชื่อว่าสังคมมองในความมีเหตุผลในนโยบายของพรรค ก.ก. อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะได้เสียง ส.ว.ถึง 66 เสียงหรือไม่ ทำให้เต็มที่ในช่วงนี้ ทำไปเรื่อยๆ ผมว่าสังคมจะส่งกระแสนี้ไปยัง ส.ว. พวกเราก็อย่าไปต่อว่า หรือด่าทอ ส.ว.ที่เขามีแนวคิดเช่นนั้น ใช้ความสงบสันติและคุณค่าเชิงบวกของนโยบาย สื่อออกไปอยู่เสมอเท่าที่มีโอกาส

เหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทย จะไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย คิดว่ามี แต่เป็นฉากทัศน์ที่สอง ที่ผมมองและหลายๆ คนในสังคมไทยมองอยู่ว่า พท.เองก็น้ำนิ่งไหลลึก เป็นพรรคที่มีประสบการณ์มายาวนาน ท่าทีที่ออกมาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่ยกมือให้นายพิธา แต่เขาก็มองอยู่ว่า หากไม่ได้เสียง ส.ว.อีก 66 เสียง เขาก็มีความชอบธรรมที่จะเดินเกมฟอร์มรัฐบาลและเสนอชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯ และนายเศรษฐา
ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ หรือเสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ขึ้นมาเป็น 2 ปี เพราะได้คะแนนเสียงส่วนหนึ่งจาก ส.ว.ในฐานของพรรค พปชร.เดิม

 

พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตอนนี้ก้าวไกลติดกับดัก ส.ว. วิธีที่ดีที่สุดผมคิดว่า คงจะต้องมีการเจรจากัน ทางฝ่ายก้าวไกลต้องไปเจรจากับเขา ก็ต้องไล่คุยเป็นรายตัวไป จะได้รู้ว่ามีบ้างไหมที่เขาจะเห็นด้วย ส่วนประเด็นที่ก้าวไกลออกตัวโจมตี ส.ว.อันนั้นก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่ผ่านมามีหลายประเด็นที่มีปัญหากัน อภิปรายก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา มันต้องมีการว่ากันไปว่ากันมา ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไร

แต่จะเป็นไปได้แค่ไหนที่ ส.ว.จะโหวตให้ก้าวไกลถึง 66 เสียง ตอนนี้เรายังไม่มีทางรู้ได้ เพราะต้องไปคุยก่อนถึงจะรู้ เราจะดูจากเพียงคนแค่ 2-3 คนออกมาพูดอภิปรายว่า ส.ว.ไม่เอา แล้วไปสรุปว่าคนอื่นๆ ทั้งหมดเขาไม่เอาด้วยได้อย่างไร เพราะ ส.ว. 250 คน ความคิดเห็นเขาอาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมดอยู่แล้ว เราจะไปเสี่ยงไม่คุยกับเขาเลยได้อย่างไร ปกติคนเราอยู่ๆ จะไม่พูดไม่จากัน แล้วไปใช้วิธีดับเครื่องชนไปเลย อย่างนี้มันเสี่ยง อุตส่าห์ชนะเลือกตั้งมาตั้งขนาดนี้แล้วจะไปเสี่ยงแบบนั้นได้อย่างไร มีทางออก ทางเลือกอื่นๆ ตั้งหลายอย่าง ถ้าไปคุยดูแล้วปรากฏว่า ไม่มี ส.ว. 66 คนเอากับเราเลย เราก็ต้องหาทางอื่น

ทางอื่นคือ เราก็ต้องอ่านว่าเขาจะทำอย่างไร จะกล้าที่จะลงมติให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ หรือเปล่า เพราะตอนนี้ทางฝ่ายรัฐบาลเดิมรวมกัน พลังประชารัฐ, ภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา และรวมไทยสร้างชาติ ได้ตั้ง 200 เสียงไปแล้ว

ทั้งนี้ ถ้าหากว่า ส.ว.ไม่สนใจ จะเอา พล.อ.ประยุทธ์เช่นเดิม ก็ต้องลงให้ได้เหมือนคราวที่แล้ว แต่เมื่อได้มาก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งก็เสี่ยง เพราะว่าพอเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทางฝ่ายก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร ก็ขออภิปรายไม่ไว้วางใจได้ จะกลายเป็นเสียงฝ่ายค้านเสียงข้างมาก พออภิปรายไม่ไว้วางใจก็ชนะแหงๆ อยู่แล้ว แต่จะมีปัญหาคือ ถ้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วผลลงมติไม่ไว้วางใจ ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ มันสิ้นเปลืองอะไรหลายๆ อย่าง อีกความเสี่ยงคือ เลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคก้าวไกลจะชนะได้ถึงขนาดนี้หรือเปล่า

ฉะนั้น มีทางเลือกอีกหลายอย่าง อาจจะถึงขั้นที่เขารวมกันไปขอให้พรรคฝ่ายรัฐบาลมาร่วมก็ได้ อย่างเช่น ภูมิใจไทย ก็มีความเป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้ารวมกันแล้วไม่ต้องไปอาศัยคะแนนของทางฝ่าย ส.ว.ก็จบ คุณมาเคลียร์กันเฉพาะทางฝ่าย ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรด้วยกันเองไม่ดีกว่าเหรอ ทำไมจะพูดกันไม่ได้ มีทางเลือกตั้งหลายทาง ไม่ได้มีทางเดียวเสียเมื่อไร เท่าที่ผมดูขณะนี้รู้สึกว่ามันจะมีความพยายามในลักษณะที่ว่า พรรครัฐบาลเดิมจะดึงเอาพรรคเพื่อไทยไปร่วม แล้วจะกันให้ก้าวไกลออกมาเป็นฝ่ายค้าน เพราะมีเสียงค่อนข้างมากทีเดียวในสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าก้าวไกลยังไม่หมดโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาล ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องชั่งน้ำหนักอย่างไร การไปพูดกับ ส.ว. โอกาสที่จะพูดกันรู้เรื่อง มากกว่าหรือน้อยกว่าการที่จะไปพูดกับทางฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล

ถามว่ามีโอกาสไหม ที่เพื่อไทยจะไปตกลงกับกับภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ แล้วไปตั้งรัฐบาลเอง ผมคิดว่าในทางการเมืองมีความเป็นไปได้ในทุกอย่าง เพียงแต่ว่าถ้าเขาจะเลือกทางใดทางหนึ่ง ก็จะต้องประเมินดูว่ามันคุ้มหรือเปล่า อย่างเช่นเพื่อไทยถ้าทำแบบนั้น ความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนจะเป็นอย่างไร สมมุติเขาได้ตั้งเป็นรัฐบาลแต่ประชาชนไม่เอาเลย เขาก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นจะเป็นการฝืนมติประชาชน หากเป็นผมคิดเกาะอยู่กับก้าวไกลดีกว่า จับมือกันให้แน่นไว้ มันมีทางเลือกอีกตั้งหลายอย่าง ทางฝ่ายที่อยู่ในอำนาจปัจจุบัน เขาอาจจะใช้วิธียื้อเพื่อจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯรักษาการต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเขาเลือกอย่างนั้น ก็เสี่ยงอีก เพราะ ส.ว.สมัยปัจจุบันเหลือเวลาอีกแค่ปีเดียว ถ้ายื้อสู้กันอย่างนั้นได้ ทำไมเราจะรอไม่ได้ เรารอมาตั้ง 4-5 ปี ปล่อยให้ยื้อไปสิ ไหนๆ เราก็สู้กันด้วยวิธียื้อ ก็ยื้อไปอย่างนั้น จนกระทั่ง ส.ว.ชุดนี้หมดอายุ เพราะพอ ส.ว.หมดอายุ เราก็ขอให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯ
ประธานรัฐสภาต้องเป็นฝ่ายของเราแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ประธานรัฐสภา ก็ต้องเป็นพรรคก้าวไกล

เราอดทนกันมาได้ตั้ง 4-5 ปีแล้ว ทำไมจะอดทนต่อไปไม่ได้ ถูกยุบถูกอะไรก็โดนมาหมดทุกอย่างแล้ว ผมว่าวิธีที่ดีที่สุดเราก็ต้องอดทนไป เราอย่าไปตัดสินใจลุยเลยมันเสี่ยงมาก ก็ให้เล่นเกมอย่างนี้ไป สมมุติว่าเลือกนายกฯ ไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เสียง เพราะถ้าหากจะเอาฝ่ายก้าวไกล ทาง ส.ว.ไม่ลงให้ก็ไม่ได้ แต่ถ้าหากพวกเขาตัดสินใจลงให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้อีก แบบนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้อีก ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาอาจจะเล่นเกมนั้นเลยก็ได้เพื่อที่จะล้มการเลือกตั้งนี้ให้มันดูดีที่สุด

 

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การจัดตั้งรัฐบาล 310 เสียงที่ประกาศออกมา ย่อมถอดรหัสได้ว่ารัฐบาลจากพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจะไม่ยอมลดสเปกความฝันของประชาชนที่ทุ่มคะแนนเลือกมา ซึ่งหมายความว่าจะต้องหาคะแนนเสียงจาก ส.ส. หรือ ส.ว. อย่างน้อย 66 เสียง หากจะแบ่งผู้สนับสนุนมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพรรคการเมือง กับกลุ่ม ส.ว.

สำหรับพรรคการเมืองน่าจะคาดหวังได้ยาก เพราะแม้จะเห็นสัญญาณที่ดีจากพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ้าง แต่จากที่นายชวน หลีกภัยออกมาประกาศว่า “อย่าก้าวก่ายพรรคอื่น” ก็น่าจะเป็นไปได้ยาก หรือคำประกาศของนายสุชาติ ชมกลิ่นที่จะไม่โหวตให้พิธาก็ดี ก็น่าจะหวังจากพรรคการเมืองได้ยาก

เมื่อหันกลับไปที่ ส.ว. ซึ่งมีที่มาจาก 3 กลุ่มที่ถูกคัดสรรจากบุคคลที่มีทัศนคติที่คล้ายกันอันจะเห็นจากการทำหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมา แต่หากนำเอาคำถามที่ว่าจะฟังเสียงฉันทามติของประชาชนหรือไม่ อาจแบ่งกลุ่ม ส.ว.ได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.กลุ่มที่เอาเงื่อนไขของการแก้ไขมาตรา 112 หรือนโยบายอื่นที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมมาเป็นเงื่อนไขในการไม่โหวตให้นายพิธา ซึ่งกลุ่มนี้น่าจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีชุดความคิด หรือเชื่อแบบเจเนอเรชั่นบีที่เป็นผู้เลือกตั้งแบบอนุรักษนิยม ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรกับพรรคก้าวไกลมากนัก กลุ่มนี้จึงไม่น่าจะโหวตให้อย่างแน่นอน

2.กลุ่มที่มีแผล ที่ผ่านมามี ส.ว.หลายคนถูกตั้งคำถามจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นการไม่เข้าประชุมทั้งปี หรือคนที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนพัวพันล้มคดี หรือคนที่ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ ตั้งทหารรับใช้ หรือการช่วยเหลือพวกพ้อง เช่น พล.อ.ประวิตร ที่อาจถูกรื้อฟื้นคดีแหวนและนาฬิกายืมเพื่อน แน่นอนว่าคนเหล่านี้น่าจะมองว่า หากพรรคก้าวไกลเข้ามาเป็นรัฐบาล อาจมีการรื้อฟื้น หรือเร่งคดีได้

3.กลุ่มที่ตอบแทนบุญคุณบุคคลที่ตั้งตนมา หากรื้อรายชื่อ ส.ว.ขึ้นมา จะเห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่จะเป็นทหาร ตำรวจ ซึ่งถูกคัดสรรจาก คสช. ผ่านความเชื่อว่าทั้งคนตั้ง และคนถูกตั้งคือคนดี ซึ่งชุดความคิดเหล่านี้จะผลักไสให้พรรคก้าวไกล และคนที่เลือกมาให้เป็นคนชังชาติ

4.กลุ่มที่ไม่อาจทนแรงกดดันจากสังคมได้ หรือกลุ่มอิสระ แน่นอนว่าในกลุ่ม ส.ว. น่าจะมีบุคคลกลุ่มนี้อยู่ แต่ไม่น่าจะมากเพียงพอ เพราะ ส.ว.กลุ่มนี้ที่ผ่านมาได้เปิดหน้าให้สัมภาษณ์ออกสื่อไปแล้ว

จึงต้องกลับมาดูตัวเลขการจัดตั้งรัฐบาล 310 เสียง ซึ่งยังพอมีเวลาให้คิด หากให้เกิดความแน่นอน ต้องดึงพรรคการเมืองเข้าร่วม ซึ่งพรรคที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ พรรคภูมิใจไทย ที่มีจำนวน ส.ส.มากถึง 70 คน แต่การด่วนออกมาประกาศว่าจะไม่ร่วมกับพรรคภูมิใจไทยอาจเร็วเกินไป อีกทั้งนโยบายต่างๆ
หรือการดึงพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคก้าวไกลอาจใช้สื่ออินเตอร์เน็ตสอบถาม หรือให้ประชาชนโหวตเพื่อรับฟังเสียงก่อนก็ได้ เชื่อว่าประชาชนคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า นี่คือทางเลือกสุดท้ายในการไปสู่ดวงดาวบนกติกาที่บิดเบี้ยวก่อนที่การเมืองจะเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ ก่อนที่เราจะได้เห็นลุงตู่อยู่เป็นรัฐบาลแบบตรอมใจไร้ไฟ ไร้แรงจูงใจ และรอการจัดตั้งรัฐบาลที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยการให้วุฒิสภาอยู่จนครบวาระและออกไปเอง