บทนำ – คำนึงถึงส่วนรวม

19.05.23 | 06:10 น.

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล แถลงตั้งรัฐบาลร่วมกับ
6 พรรคการเมือง ภายหลังพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งทั่วไป 14 พฤษภาคม 2566 ได้จำนวน ส.ส. 152 ที่นั่ง รัฐบาลที่นายพิธาแถลงจัดตั้งนำโดยพรรคก้าวไกลนั้น ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 141 ที่นั่ง พรรคประชาชาติ 9 ที่นั่ง พรรคไทยสร้างไทย 6 ที่นั่ง พรรคเสรีรวมไทย และพรรคเป็นธรรม พรรคละ 1 เสียง อย่างไรก็ตาม แม้ 310 เสียงนี้จะเป็นเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร แต่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งกระทำในที่ประชุมร่วมสองสภา ใช้เกณฑ์เกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียงของสมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมดรวมกัน 750 เสียง ตัดสินทำให้ขณะนี้ก้าวไกลยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากเสียงไม่ถึง 376 แต่ยังมีเวลามากพอที่จะรวบรวมเสียง

พรรคก้าวไกล ต้องการเสียงสนับสนุนอีกอย่างน้อย 66 เสียง เพื่อเป็นหลักประกันการโหวตเลือก
นายกรัฐมนตรีในที่ประชุมร่วมของสองสภา 66 เสียงที่ต้องได้มาสนับสนุนเพิ่มเติมนี้ มีความเป็นไปได้หลักๆ อยู่สองทาง 1 นั้นคือแนวทางที่ฝ่ายการเมือง เรียกร้อง อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย ที่เสนอให้พรรคภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ขั้วรัฐบาลเดิมโหวตสนับสนุนนายพิธา นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอพรรคต้นสังกัด เทเสียงให้กับนายพิธาเช่นกัน เนื่องจากมีความชอบธรรรมจากการชนะเลือกตั้ง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อปิดสวิตช์ 250 ส.ว.

อีกแนวทาง เพื่อให้เสียงรัฐบาล 6 พรรค ถึง 376 เสียง คือการพูดคุย ล็อบบี้ ส.ว.ให้หันมาเห็นชอบ
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรืออาจใช้วิธีผสมผสาน โน้มน้าว ทั้ง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเดิม และ ส.ว. มาร่วมเทคะแนนเสียงให้กับนายพิธา เพิ่มจำนวนจากเสียงเริ่มต้นก่อนตั้ง 310 เสียง อันเป็นเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร ให้มีจำนวนขั้นต่ำ 376 เสียง ซึ่งเป็นเสียงข้างมากสองสภารวมกัน เกณฑ์การตัดสิน นายกรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี 2560 ซึ่งในส่วนของ ส.ว.นั้น ตามถ้อยแถลงของนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า จะเปิดการหารือ ขอให้สนับสนุนนายพิธาต่อไป

ขณะนี้กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ยังมีเวลามากพอเนื่องจากตามไทม์ไลน์ กกต.ต้องประกาศรับรองผลเลือกตั้งภายใน 60 วันก่อน นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม ขณะนี้ยังไม่รับรองผลแต่อย่างใด และหลังจากนั้นภายใน 15 วัน จะเป็นการเปิดประชุมเพื่อเลือกประธานสภา ผู้แทนฯ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา เรียกประชุมรัฐสภา วาระโหวตเลือกนายกฯต่อไป นั่นหมายความว่า ทุกฝ่ายทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย มีเวลาคิดใคร่ครวญ ก่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ ว่าการโหวตเลือก นายกฯแนวทางใดถูกต้อง ชอบธรรมที่สุด โดยละวางผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ยืนอยู่บนหลักการ การตัดสินใจที่เป็นผลดีต่อชาติบ้านเมืองโดยส่วนรวม