‘พิธา’นำ8พรรคโชว์ปึ้ก ตั้งรัฐบาลประชาชน

19.05.23 | 12:06 น.
‘พิธา’นำ8พรรคโชว์ปึ้ก ตั้งรัฐบาลประชาชน หมายเหตุ - นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

หมายเหตุ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำหัวหน้าพรรค 8 พรรค ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม นายวสวรรธน์ พวงพรศรี พรรคเพื่อไทรวมพลัง และนายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ หัวหน้าพรรคพลังสังคมใหม่ ร่วมแถลงผลเจรจา จัดตั้งรัฐบาลประชาชน ที่โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หัวหน้าพรรคก้าวไกล

สวัสดีประชาชน วันนี้เป็นการแถลงจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน วันนี้พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรมและพรรคพลังสังคมใหม่ ซึ่งจากผลการเลือกตั้งไม่เป็นทางการมีจำนวนผู้แทนราษฎรรวมกันทั้งสิ้น 313 คน พวกเราทุกพรรคขอขอบคุณทุกเสียงที่ประชาชนมอบให้ เสียงของประชาชนทุกเสียงคือเสียงแห่งความหวัง คือเสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลชุดใหม่จะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่ออำนาจของประชาชน และเราจะเป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน ทุกพรรคประกาศจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน ร่วมกันดังต่อไปนี้

ข้อที่ 1 ทุกพรรคเห็นชอบที่จะสนับสนุนหัวหน้าพรรคก้าวไกล ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ตามเสียงข้างมากจากผลการเลือกตั้งจากประชาชน

Advertisement

ข้อที่ 2 ทุกพรรคจะร่วมกันจัดทำข้อตกลงร่วม หรือเอ็มโอยู ในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแสดงถึงแนวร่วมในการทำงานร่วมกัน และวาระของทุกพรรค และจะแถลงต่อสาธารณชนในวันที่ 22 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อแก้ไขวิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ข้อที่ 3 ทุกพรรคจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อจากรัฐบาลเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยความเคารพในเสียงข้างมากของประชาชน

นี่เป็นแถลงการณ์ของคณะจัดตั้งรัฐบาล

⦁มาตรา 112 ทุกพรรคเห็นร่วมกันอย่างไร ล่าสุดพรรคภูมิใจไทยแสดงจุดยืนไม่ร่วมกับพรรคที่แก้มาตรานี้
สำหรับจุดยืนมาตรา 112 เรื่องนี้ผมคิดว่าตอนก่อนเลือกตั้งได้มีการพูดคุยดีเบตกันมาเยอะแล้ว ผมคิดว่าแต่ละพรรคมีความชัดเจนในเรื่องจุดยืนมาตรา 112 พื้นที่นี้คงไม่ใช่พื้นที่จะบอกอะไร เชื่อว่าทุกพรรคก็ได้ชี้แจงจุดยืนไปแล้ว

จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยก็เป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมทั้ง 8 พรรคมีจุดยืนที่จะจัดตั้งรัฐบาล มีความชัดเจน มีเอกภาพ คืบหน้า และเป็นที่น่าพอใจ

⦁มีความห่วงใยเรื่องมาตรา 112 กับการโหวตของ ส.ว.หรือไม่
ไม่มีความห่วงใยครับ อย่างที่ชี้แจงไปแล้วว่าเรากำลังจัดทำเรื่องของคณะกรรมการที่จะใช้เจรจาการเข้าร่วมรัฐบาล และคณะทำงานเปลี่ยนผ่านอำนาจประชาชนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นยังมีเวลา วันนี้ไม่ได้มาแถลงเรื่องเนื้อหาเอ็มโอยู เรื่องเนื้อหาของเอ็มโอยูจะแถลงกันในวันที่ 22 พฤษภาคม เมื่อวาน (วันที่ 17 พฤษภาคม) เป็นการประชุมครั้งแรก มีทีมขึ้นมาพูดคุยขอให้รอรายละเอียดวันที่ 22 พฤษภาคมเลยครับ

⦁ถ้าเข้าสภาโหวตแล้วเกิดไม่ได้ จะทำอย่างไร
ทั้ง 2 คณะ ทั้งคณะเจรจาและคณะเปลี่ยนผ่านรูปแบบได้เตรียมการไว้หลายอย่าง ในอนาคตจะมีฉากทัศน์แบบไหนเกิดขึ้น แล้วฉากทัศน์แบบนี้เราต้องบริหารจัดการอย่างไรจึงสามารถที่จะลดความเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล ตรงนี้ผมไม่ได้กังวลอะไร ขอปล่อยให้คณะทำงานที่ผมและหัวหน้าพรรคทุกคนจัดตั้งดำเนินการ ทั้งในเรื่องบริหาร จำนวนเสียงที่เหมาะสม และในเรื่องของการสานต่อในนโยบายที่เราควรที่จะทำ นโยบายที่เราได้สัญญากับพี่น้องประชาชน

⦁แสดงว่าไม่กังวลเรื่องคะแนนโหวต
ยืนยันว่าผ่านครับ

⦁ถ้าไม่ผ่านแล้วต้องมีการเลือกรอบสอง จะมีการปรับเปลี่ยนอะไรไหม
อย่างที่เรียนไป ถ้าเราไม่มีโรดแมปที่ชัดเจน ไม่มีฉากทัศน์ก็คงกังวล แต่ตอนนี้ไม่กังวลเพราะมีคณะกรรมการชัดเจน มีโรดแมปที่ชัดเจน มีเป้าหมายที่ชัดเจน ถ้าฉากทัศน์ออกมาในแบบที่คาดไม่ถึง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเราได้คาดไว้ก่อนแล้วว่าจะทำอย่างไรให้การจัดตั้งรัฐบาลของเราสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

⦁จะส่งคนไปพูดคุยกับ ส.ว.หรือไม่
อันนี้ก็คงเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการเจรจาที่ได้ตั้งมา ซึ่งมีหน้าที่อยู่ 2-3 เรื่อง เรื่องหนึ่งคือ คงต้องหาจำนวนเสียงที่มีความสมดุล อันที่สอง ตอนนี้ก็ไม่ได้เจรจามากมาย อย่าง 2 พรรคก็ติดต่อเข้ามา คณะกรรมการก็จะวินิจฉัยดูว่าในเรื่องของจุดยืน ในเรื่องของปัญหา ถ้าเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง สามารถจะร่วมงานกันได้ไหม และในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงเสถียรภาพของรัฐบาลว่า ถ้าไปเป็นรัฐบาลเดียวกันแล้วเสียงที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ไหน ตอนนี้มีคณะทำงานทำงานอยู่ และผมก็ไว้วางใจคณะทำงานที่ทำงานร่วมกัน

⦁คณะกรรมการมีคนจากทุกพรรคใช่ไหม
ใช่ครับ มีทุกพรรค แต่ขอสงวนชื่อไว้ก่อน การทำงานก็ทำงานเป็นทีม และมีส่วนร่วมของทุกพรรคที่นั่งอยู่ตรงนี้ทุกคน

⦁มีใครติดต่อหรือยัง
ยังไม่มีครับ ยังไม่มีใครโทรมาครับ

⦁จะเชิญพรรคการเมืองอื่นเข้าร่วมอีกไหม
ผมยังคิดว่า 313 เสียงของทุกวันนี้ ผมยังคิดว่าเป็นความปกติของระบบประชาธิปไตยที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นการที่เรามานั่งคิดโดยให้เราต้องได้ 376 เสียงด้วยการตามหาเพิ่มเติม ยังไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญในตอนนี้ แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะมีหลายฉากทัศน์ที่เราคาดไม่ถึง ฉะนั้น ผมจึงให้กรอบในการเจรจาหาจุดตัวเลขที่สมดุลเพื่อให้เกิดความแน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมาเพราะฉะนั้นจะได้ไม่ต้องกังวลใจครับ จัดตั้งได้แน่นอน

⦁ได้พูดคุยเกี่ยวกับการแบ่งกระทรวงหรือเปล่า
ภายใต้การนำของผมและหัวหน้าพรรคทุกคน เราคงได้ยินการแถลงของทุกคนในหลายๆ รอบว่าคราวนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของเก้าอี้เป็นส่วนใหญ่ เราเอาวาระประชาชนมาเป็นตัวตั้ง แล้วเอานโยบายของแต่ละพรรคมาเป็นตัวตั้ง ยกตัวอย่างหลายๆ นโยบาย เรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ดี เรื่องที่ดินก็ดี มัน 8 กระทรวงนะครับ ปีหน้าภาวะภัยแล้งอันนี้ก็ 7-8 กระทรวง เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าจะเอาสิ่งที่สำคัญ แล้วเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาประชาชนมาเป็นตัวตั้งก่อน แล้วมาดูร่วมกันว่าจะมีกระทรวงไหนที่ทำงานร่วมกันและมีเอกภาพได้ ในช่วงที่ยังมีเรื่องการทำงานของแต่ละกระทรวง จะทำอย่างไรให้ทำงานเป็นองคาพยพเดียวกันได้ ซึ่งตรงนั้นจะมีการพูดคุยกันต่อ ตอนนี้ก็คงจะมีวาระที่ได้แถลงไปแล้ว 2-3 วาระ และจะอัพเดตมาให้ทุกๆ สัปดาห์จนกว่าจะถึงวันที่เราสามารถจะฟอร์มตั้งรัฐบาลได้

⦁สุดท้ายแล้วก็ต้องมีการต่อรองเอากระทรวงที่จำเป็นและสำคัญ และมีรายงานข่าวว่าได้มีการพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยเป็นการภายในแล้ว
มีการพูดคุยกัน แต่อย่างที่บอกว่าไม่ได้เน้นไปที่กระทรวงอะไร แต่เน้นในวาระของทุกพรรคที่ได้หาเสียงไว้ ซึ่งสาเหตุที่เรามานั่งรวมกันตรงนี้เพราะวาระเรามีความใกล้เคียงกัน สามารถที่จะแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง

แสวงจุดร่วมในนโยบายสำคัญๆ วิธีการอาจจะแตกต่างกัน ก็ต้องมาพูดคุยกัน และถ้าเราตกผลึกกันได้ เรื่องที่ว่าใครจะคุมกระทรวงไหนเป็นเรื่องปลายเหตุ เราต้องเอาสาเหตุและเอาเป้าหมายของเราเป็นตัวตั้ง ต้องคิดว่าโครงสร้างควรจะเป็นอย่างไร แล้วคนที่จะเข้ามาทำงานในโครงสร้างเหล่านั้นควรที่จะเป็นอย่างไร ก็คงต้องรอให้กระบวนการค่อยๆ คลี่ไป แต่ถ้าหากเราเริ่มเอากระทรวงขึ้นมาตั้ง ผมคิดว่าประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไร

⦁ขอถามความมั่นใจที่เริ่มมีคนมาร้องเรียนในคดีต่างๆ แล้ว และวิเคราะห์ท่าทีของ ส.ว.หรือเปล่า
ข้อแรกคือไม่กังวล แต่ก็ไม่ประมาท เข้าใจดีว่าการเมืองมีมิติไหนบ้าง และต้องพร้อมรับในทุกมิติเราต้องเตรียมตัว และต้องแยกว่าในเมื่อเราเป็นบุคคลสาธารณะ เราก็ต้องยอมรับในการตรวจสอบ แต่ขณะเดียวกันถ้ามีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเราก็ต้องเตรียมรับกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

สำหรับท่าทีของวุฒิสภาเป็นเรื่องที่น่ายินดี และต้องขอขอบคุณบางท่าน ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวผมนะครับ เป็นเรื่องของระบบ ไม่ใช่เรื่องเหตุผลส่วนตัวว่าเป็นผมหรือไม่เป็นผม แต่เป็นเรื่องของระบบประชาธิปไตย ผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีพอสมควรที่จะเริ่มเห็นประเทศไทยหลังจาก 8-9 ปีที่ผ่านมา สามารถเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยมี 141 เสียง เราขอยืนยันพรรคเพื่อไทยจะสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯคนที่ 30 และร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งความหวังของประชาชนให้ได้ เพราะตอนนี้มีกระแสปั่นเข้ามาเยอะ ยืนยันพรรคเพื่อไทยไม่ใช่ผู้เสนอเงื่อนไขให้พรรคแกนนำเป็นผู้เสนอ

จากนี้จะมีการจัดทำร่างข้อตกลงร่วมให้ทุกพรรคช่วยกันดู โดยแต่ละพรรคจะดูว่าอะไรรับได้ อะไรควรปรับแก้ อะไรไปไม่ได้ เราจะช่วยกันพิจารณา ซึ่งไม่ได้ผูกมัดอะไรมาก แต่ละพรรคเสนอเข้าไปได้ เช่น ยกเรื่อง 112 ขึ้นมา เป็นเนื้อหาเอ็มโอยู ถ้าลงนามร่วมกันก็ถือว่าสรุปจบ เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะไม่ร่วมกัน เพราะจะมีข้อตกลงร่วมที่เราเห็นทางออกร่วมกัน

ในนามเพื่อไทยยืนยันทำภารกิจนี้ให้สัมฤทธิผลให้ได้ เราจะผลักดันให้มีคะแนน 376 เสียงให้ได้ ทุกพรรคช่วยกัน ไม่ได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ก้าวไกลพรรคเดียว เมื่อทำงานร่วมกันทุกฝ่ายช่วยกัน มั่นใจเรามีเสียงในรัฐสภา 376 เสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

วันนี้เรามาแถลงเจตนารมณ์จัดตั้งรัฐบาล กลไกสำคัญที่สุดคือเอ็มโอยู หลายเรื่องที่เป็นประเด็นที่เราจะไปเจรจาพูดคุยกันจะอยู่ในเอ็มโอยูนั้น วันที่ 22 พ.ค. จะบอกว่าพวกเราจะร่วมมือกันอย่างไร บนพื้นฐานเราจะจัดตั้งรัฐบาล อะไรที่เป็นเงื่อนไขข้อจำกัด ที่จะตกลงกันได้ต้องให้จบในเอ็มโอยู ถ้าอะไรไม่จบต้องมีทางออก เพื่อร่วมมือกันทำงานในฐานะรัฐบาลของประชาชน จึงอยากให้ประชาชนติดตาม โดยเฉพาะประเด็นที่สื่อถามที่เป็นข้อห่วงใยเพื่อไทยจะมีคำตอบ