ก้าวไกลฮึดสู้ เติมเสียงส่งนายกฯพิธา ไม่หงอรอวัน ส.ว.พิพากษา
ก้าวไกลประกาศจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค ได้ 313 เสียง มีเสถียรภาพสุดๆ แม้แต่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเรือเหล็ก แต่ครั้งนี้ยิ่งกว่าเหล็ก
แต่ทว่าด้วยกติกาแบบ “ไทยแลนด์โอนลี่” ทำให้ผู้ชนะเลือกตั้ง ได้ฉันทามติจากประชาชนยังต้องลุ้นว่าเสียงข้างมากที่ตัวเองได้ จะฝ่ากับดักสำคัญตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่
โดยเฉพาะเสียงของ 250 ส.ว.ตามบทเฉพาะกาล
แม้ว่าจะมีเสียงจากสภาสูงทยอยประกาศยืนยันฉันทามติให้ประชาชน ด้วยการยกมือโหวตให้แคนดิเดตนายกฯของพรรคที่ชนะอันดับ 1 แต่ก็ยังไม่การันตีว่าจะเพียงพอฝ่าด่านนี้ไปได้ง่ายๆ
จึงมีเสียงเรียกร้องให้พรรคการเมืองช่วยกันปิดสวิตช์ ส.ว. ตัดปัจจัยจากสภาสูงด้วยการช่วยกันเอง เอาให้จบตั้งแต่สภาล่าง เพื่อหลีกเลี่ยง “2 ซีนาริโอวิกฤต” อย่างที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง บิ๊กเพื่อไทยได้เขียนไว้
ประการแรก พรรคร่วมรัฐบาลเดิมย้อนกลับไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่อาศัยเสียง ส.ว. 250 คนให้การสนับสนุน ซึ่งจะเป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ขัดต่อเจตจำนงของประชาชน และไม่มีเสถียรภาพอย่างยิ่ง บริหารประเทศไม่ได้และจะมีอายุสั้นมาก
ประการที่สอง ไม่มีใครจัดตั้งรัฐบาลได้ และรัฐบาลรักษาการก็ทำหน้าที่ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่า ส.ว.จะหมดอำนาจในการเลือกนายกฯ รัฐบาลที่ไม่มีใครเชื่อถือที่จะดันทุรังกันต่อไป จะไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ และยังจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเลวร้ายลงไปอีก
แต่ด้วย “เงื่อนไข” ที่เข้าร่วมไม่ได้ อย่างที่ ภูมิใจไทย พรรคอันดับ 3 ออกแถลงการณ์ โดยยกนโยบายการแก้ไข ม.112 ที่ก้าวไกลยืนยันในทุกเวทีดีเบตมาเป็นเหตุผล ทำให้พรรคอันดับ 1 ยังต้องพยายามต่อไป
ล่าสุด ก้าวไกลไม่รอวันถูก ส.ว.พิพากษา เดินหน้าเจรจาเติมเสียงเพิ่ม จาก 8 เป็น 10 พรรคแล้ว
นอกจาก พรรคชื่อใหม่ ที่มี 1 เสียงแล้ว ชาติพัฒนากล้า โดย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เซย์เยส ตกลง นำ 2 เสียงที่มีมาร่วมวงเพิ่มเติม
ทำให้วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ วันครบรอบ 9 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์ทุบโต๊ะรัฐประหารนั้น ที่พรรคก้าวไกลจะนัดลงเอ็มโอยูครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งมีแล้วอย่างน้อย 10 พรรค 316 เสียงที่พร้อมมาร่วม
เป็นการชิงความหมาย จากฤกษ์ทำรัฐประหาร มาสู่วันเริ่มต้นรัฐบาลของประชาชน

