ส่องปรากฏการณ์ ‘ส้ม’ ฟีเวอร์ ล้มบ้านใหญ่-บิ๊กเนม
ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) วาระทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ถือเป็นปรากฏการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า
สึนามิ ทางการเมือง!
เมื่อพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรคใหม่ที่อยู่ในสารบบการเมืองสมัยที่สอง ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยที่นั่ง 152 เสียง
แบ่งเป็น ส.ส.เขต 113 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง คุมความชอบธรรมในการเป็นผู้นำรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล
แต่ที่ต้องโฟกัส คือ การชนะเลือกตั้งของพรรค ก.ก.ที่มาพร้อมกับกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง หลายพื้นที่ ในหลายจังหวัดพบว่า กระแสการเมืองพลังส้ม
ล้มทั้งแชมป์เก่า และ ส.ส.ระดับบิ๊กเนม หลายต่อหลายคนต้องพักร้อนยาวในทางการเมือง
ไล่ตั้งแต่พรรคเก่าแก่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อาทิ บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. และอดีต ส.ส. 15 สมัย นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรค ปชป.และอดีต ส.ส.
8 สมัย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคและอดีต ส.ส. 9 สมัย องอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรองหัวหน้าพรรค และอดีต ส.ส. 6 สมัย สาธิต ปิตุเตชะ อดีตรองหัวหน้าพรรคและอดีต ส.ส. 5 สมัย
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต ส.ส. ตรัง 7 สมัย รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม 5 สมัย พรรค ปชป.
นอกจากนี้ ยังมี วิรัช รัตนเศรษฐ อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และอดีต ส.ส. 11 สมัย รวมทั้งลูกและภรรยาในครอบครัวรัตนเศรษฐ ต่างสอบตกด้วยเช่นกัน
รวมทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) อาทิ ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต ส.ส.อุบลราชธานี 7 สมัย ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.มหาสารคาม 3 สมัย สมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี 2 สมัย วัน อยู่บำรุง อดีต ส.ส.กทม.
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อาทิ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและอดีต ส.ส. 5 สมัย วีระกร คำประกอบ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ 9 สมัย เป็นต้น
สร้างความฉงน ชวนให้สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น?
รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทยอย่างสำคัญ แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนใน
หน้าประวัติศาสตร์ที่บิ๊กเนมจะสอบตกในครั้งนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสนามเขตเลือกตั้ง หรือเป็นปาร์ตี้ลิสต์ บิ๊กเนมจะทำทุกอย่างให้ตัวเองรอด แต่ครั้งนี้การที่เกิดปรากฏการณ์ส้มกับแดงทั้งแผ่นดินแลนด์สไลด์เป็นสิ่งที่บิ๊กเนมและบ้านใหญ่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงแบบที่พวกเขาคาดไม่ถึง
เรียกว่าสึนามิทางการเมือง?
โดย รศ.ดร.ธำรงศักดิ์มองว่า ปัจจัยแรกคือ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของสังคมไทย เพราะในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของความเป็นสังคมเมืองขยายตัวไปสู่ชนบท ทำให้วิธีคิดของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในชนบทมี
แนวโน้มที่ใกล้เคียงกับคนที่อยู่ในสังคมเมือง รวมทั้งคนที่อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ตรงจุดนี้ทำให้ความเปลี่ยนแปลงนำมาสู่การเลือกตั้งในครั้งนี้
ปัจจัยที่สองคือ เรื่องเทคโนโลยีที่เปลี่ยน แปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาร์ทโฟนที่คนชนบทได้มีใช้มากขึ้น ยกตัวอย่าง ช่วงโควิด 3 ปีที่ผ่านมา โควิดทำให้คนในชนบทและคน
รากหญ้าสามารถที่จะใช้สมาร์ทโฟนในการสืบค้นข่าวสาร ข้อมูลได้มากขึ้น เนื่องจากพวกเขาต้องเข้าไปใช้ความช่วยเหลือทางด้าน
แอพพลิเคชั่น ด้านการเงินต่างๆ โดยกลายเป็นเครื่องมือรับรู้ข่าวสารด้านใหม่ๆ
ปัจจัยที่สามคือ ที่จริงแล้วคนในสังคมไทยต่อต้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สูงถึง 65% โดยไม่ได้สนับสนุน
จากการที่ได้ทำโพลทั้งประเทศออกมา ซึ่งมันสอดรับกับ 65% ที่เป็นคะแนนของฝ่ายพรรคประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น ก้าวไกล เพื่อไทย รวมพรรคเล็กพรรคน้อย คำถามคือทำไมไม่แสดงออกตั้งแต่การเลือกตั้ง ปี 2562
การเลือกตั้งปี 2562 เสียงของคนในสังคมไทยไม่สามารถแสดงออกอย่าง
ครั้งนี้ได้ เนื่องจากถูกกำกับโดยกฎเกณฑ์การเลือกตั้งที่ออกแบบให้มีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวเท่านั้น เมื่อมีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว จึงทำให้ต้องเลือกสภาผู้แทนราษฎรที่เขาต้องเลือก
แต่ครั้งนี้ด้วยกฎกติกาการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ จะเห็นว่าเสียงของบัตรเลือกตั้งเพื่อพรรคการเมืองปรากฏว่าส้ม-แดงทั้ง
แผ่นดิน รวมทั้ง ส.ส.เขตหลายคนโกรธแค้นจากการที่หัวหน้าพรรคเมื่อปี 2562 ที่แสดงเจตนาว่าจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และไม่เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล
แต่กลายเป็นการโป้ปดต่อประชาชน!?
เมื่อถามว่า มองการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร บิ๊กเนมที่สอบตกคราวนี้มีโอกาสกลับมาอีกหรือไม่
รศ.ดร.ธำรงศักดิ์กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นการมองที่ไกลมาก บิ๊กเนมและบ้านใหญ่ต่างๆ ต้องวางแผนเพื่อจะสู้ศึกการเมืองที่เปลี่ยนแปลงใหม่ โดยการสร้างผู้สมัครแบบคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่สนาม ขณะที่ตนเองอาจจะต้องสนับสนุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น แล้วตนเองก็ต้องเล่นบทเพื่อเข้าไปสู่ปาร์ตี้ลิสต์มากกว่าที่จะอยู่ในสนามการแข่งขันแบบเขต เพราะว่าในสนามการแข่งขันแบบเขตประชาชนต้องการคนรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น
ดังนั้นบิ๊กเนมอาจจะเป็นเจ้าของค่ายที่ต้องเปลี่ยนแปลงมุมมอง และนโยบายของตนเอง มีความจริงใจต่อนโยบายที่
ไม่ใช่เพียงแค่ว่าออกมาเพียงนโยบาย
อาทิ กรณีของผู้สมัครสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบิ๊กเนมจำนวนมากที่ถูกรวมอยู่ด้วยกัน แม้พรรคภูมิใจไทยจะได้จำนวน ส.ส.
แบ่งเขต ราวๆ 70 ที่นั่ง จะเห็นว่าคะแนน
นิยมของพรรคหายไปประมาณ 4 ล้านเสียงจากที่เคยได้ประมาณ 5 ล้านเสียงในเขตเลือกตั้ง และเหลือเพียง 1 ล้านเสียงใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ความสำคัญของความนิยมต่อพรรคและผู้นำพรรคส่งผลต่อการเลือกตั้งจริงๆ
เป็นสิ่งที่แต่ละพรรคการเมืองต้องนำไปขบคิด หาทางแก้ไขสถานการณ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง!?!

