วันเดียวกันนี้ เมื่อปี 2557 เกิดรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร บทความจากเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้าฯ โดย ดร.ยุทธพร อิสรชัย ระบุว่า คณะรัฐประหาร ได้ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นับเป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ยกเว้นหมวด 2 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติแทนรัฐสภา วันที่ 21 สิงหาคม 2557 สภามีมติเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลายประเทศประณามรัฐประหารครั้งนี้ ส่วนในประเทศไทยมีการตอบสนองทั้งสนับสนุนและต่อต้าน
ผลของรัฐประหารทำให้สิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองถูกระงับ กองทัพมีอำนาจในการเมืองไทยมากขึ้น เกิดความเหลื่อมล้ำและการผูกขาดเศรษฐกิจ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 วางระบบอย่างจงใจ ทำให้พรรคการเมืองครองเสียงข้างมากได้ยากและมีการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเท่ากับทำให้ประเทศเข้าสู่ยุคที่กองทัพชี้นำประชาธิปไตย บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ให้มีสมาชิกวุฒิสภาจากสรรหาและเสนอแต่งตั้ง โดย คสช. 250 คน แม้ภายหลังมีการเลือกตั้ง24 มีนาคม 2562 และจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคการเมือง แต่สิทธิเสรีภาพหรือสิทธิทางการเมืองยังถูกจำกัดอยู่ ประชาธิปไตยไทยหลังรัฐประหาร พ.ศ.2557 อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยที่ถูกควบคุมกำกับ” หรือเป็นระบอบการเมืองแบบผสมระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ (Hybrid Regime)
นั่นคือรัฐประหารจากการสรุปภาพรวมโดยนักวิชาการ ประชาชนคนไทยได้แสดงท่าทีต่อรัฐประหารอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 และชัดเจนมากขึ้นในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 เท่ากับยืนยันว่า หนทางรัฐประหารไม่ใช่วิถีทางของการแก้ปัญหาการเมือง และกดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง ความพยายามที่จะจัดวางระบบการเมืองตามแนวคิดของคณะรัฐประหารถูกปฏิเสธจากประชาชน เป็นบทเรียนที่กลุ่มอำนาจ ทั้งภาคราชการและภาคธุรกิจจะต้องตระหนัก ไม่ก่อขึ้นอีก และต้องร่วมมือกันสนับสนุนหนทางประชาธิปไตยให้เข้มแข็งเพื่อพัฒนาสังคมประเทศต่อไป

