ตรวจแถว 250 ส.ว. ลุ้นโหวต-ไม่โหวต พิธานายกฯ
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม จบลงด้วยชัยชนะของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่มาพร้อมกับกระแสความเปลี่ยนแปลงด้วยที่นั่ง ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 152 เสียง มีความชอบธรรมในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล และผลักดันให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
หลังจาก กกต.ประกาศผลคะแนนไม่นาน พิธา ได้ส่งเทียบเชิญรวมเสียง 8 พรรคการเมืองในขั้วประชาธิปไตย ได้แก่ พรรคเพื่อไทย (พท.) 141 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 6 เสียง พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 เสียง พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) 2 เสียง พรรคเป็นธรรม (ปธ.) 1 เสียง พรรคพลังสังคมใหม่ (พ.ส.ม.) 1 เสียง รวม 313 เสียง เพื่อชิงความได้เปรียบรวมเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร
แต่ด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 วรรคแรก วางเงื่อนไขไว้ว่า ให้ที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งมีเสียงของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ร่วมกับ ส.ส. 500 คน ร่วมกันโหวตเลือกบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯ โดยต้องได้รับเสียงเห็นชอบไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภาหรือต้องมีเสียงสนับสนุน 376 เสียงขึ้นไป
ส่งผลให้รัฐบาลพรรค ก.ก.ที่มีรวมเสียง 8 พรรค มี ส.ส. 313 เสียง ยังต้องการเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.อีก 63 เสียง เพื่อให้เพียงพอต่อการโหวตตั้งนายกฯได้สำเร็จ
หากดูจากสัญญาณและท่าทีขณะนี้ พบว่า มี ส.ว.ประมาณ 14 คน ที่ประกาศจุดยืนพร้อมโหวตเลือกพิธาขึ้นเป็นนายกฯคนที่ 30
ได้แก่ 1.นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม 2.นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ 3.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 4.นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน 5.นายอำพล จินดาวัฒนะ 6.นายทรงเดช เสมอคํา 7.นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล 8.น.ส.ภัทรา วรามิตร 9.นายวันชัย สอนศิริ 10.นายประมาณ สว่างญาติ 11.นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล 12.นางประภาศรี สุฉันทบุตร 13.นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 14.นายพีระศักดิ์ พอจิต
ขณะที่กลุ่มงดออกเสียงที่ประกาศออกมา คือ กลุ่มผู้นำเหล่าทัพที่เป็น ส.ว.ตามตำแหน่ง ได้แก่ 1.พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม 2.พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด 3.พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก 4.พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ 5.พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ 6.พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา จะงดออกเสียงตามมารยาทของประธาน และหากจะย้อนดูที่มาของ 250 ส.ว.พบว่า เป็นไปตามมาตรา 269 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้มี ส.ว.ทั้งสิ้น 250 คน
เมื่อโฟกัสไปถึงที่มาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561 พบว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้ ส.ว.ทั้ง 250 คน มีที่มา 3 ทางหนึ่ง คือ ส.ว.ที่เป็นโดยตำแหน่ง ทั้งสิ้น 6 คน ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และปลัดกระทรวงกลาโหม
สอง คือ ส.ว.แบบคัดเลือกกันเองจำนวน 50 คน โดยกระบวนการได้มาก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดรับสมัครบุคคลจาก 10 กลุ่มอาชีพทั่วประเทศ แล้วเลือกกันเองจนเหลือ 200 คน จากนั้น กกต.จะส่งรายชื่อทั้ง 200 คนนี้ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกในขั้นตอนสุดท้ายเหลือ 50 คน
และสาม ส.ว.ที่ คสช.คัดเลือกโดยตรง ตามบทเฉพาะกาลใน มาตรา 90 ของ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561 ซึ่งระบุว่า ให้มีคณะกรรมการสรรหา ส.ว. คณะหนึ่งซึ่ง คสช.แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทำหน้าที่สรรหาบุคคลที่ควรเป็น ส.ว.มาจำนวนทั้งสิ้น 400 คน จากนั้นส่งรายชื่อทั้ง 400 คนนี้ให้ คสช.เลือกในขั้นตอนสุดท้ายเหลือ 194 คน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ชัดเจนว่า บทสรุปคนที่เลือก ส.ว.ทั้ง 250 คน คือ คสช. จึงไม่แปลกที่ตลอดการทำหน้าที่ของ 250 ส.ว.ในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา การลงมติโหวตในวาระสำคัญต่างๆ ทางการเมืองจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แทบจะไม่มีภาพการลงมติที่มีลักษณะเสียงแตกกัน ทั้งการโหวตเลือกนายกฯ การโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ค่อยมีรายการเสียงแตก อย่างการโหวตเลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 พบว่า ส.ว.ทั้ง 249 เสียง โหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ด้วยคะแนน 500 ต่อ 244 เสียง มีเพียง 1 เสียง ของ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภาเท่านั้น ลงมติงดออกเสียงตามมารยาท
ส่วนการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เกี่ยวกับการตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ที่เสนอโดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 พบว่า มี ส.ว.ลงมติเห็นชอบให้ตัดอำนาจตัวเองในการเลือกนายกฯเพียง 23 คน ซึ่งมีเสียงเห็นชอบไม่ถึง 1 ใน 3 ของ ส.ว.ทั้งหมด หรือ 84 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดส่งผลให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวตกไป
หากจะโฟกัส ส.ว. 250 คน พอจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่ม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รักษาการนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการรองนายกฯ ทั้งสองกลุ่มนี้มีสัดส่วนอยู่ที่ 150-180 คน
ขณะที่กลุ่มอิสระมีประมาณ 20 คน และกลุ่มที่มาจากการเลือกกันเอง 50 คน
การโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30 ครั้งนี้ ถือเป็นวาระสำคัญทางการเมือง เพราะนอกจาก ส.ส.จากสภาชุดใหม่แล้ว ส.ว. 250 คนก็ต้องมีส่วนร่วม ท่ามกลางกระแสสนับสนุนพรรคก้าวไกลและนายพิธา หัวหน้าพรรคอย่างมาก ทำให้ ส.ว.ต้องแสดงท่าทีต่อคะแนนเสียงที่ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 75.22 เปอร์เซ็นต์ วันที่ 23 พฤษภาคม ช่วงเย็น หลังจากวุฒิสภาประชุมในสมัยวิสามัญกันแล้ว จะหารือท่าทีการโหวตนายกรัฐมนตรี
ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ส.ว.จะโนโหวตเพื่อไม่ให้นายพิธาเป็นนายกฯ พรรคก้าวไกลก็ยังคาดหวังว่าจะมี ส.ว.อย่างน้อย 63 เสียง ที่เข้าใจและโหวตสนับสนุนพิธาเป็นนายกฯตามฉันทามติเสียงข้างมาก ที่ประชาชนสะท้อนผ่านการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่กว่าจะถึงวันโหวต ใครจะไปรู้ว่าผลการลงมติจะเป็นเช่นไร
สังคมทั่วไปก็เฝ้าจับจ้องว่า วุฒิสภาจะคล้อยตามเสียงจากการเลือกตั้ง หรือจะโนโหวตเพื่อสกัดกั้นนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี กันแน่

