หน้าแรก การเมือง เอกชนห่วงตั้ง...

เอกชนห่วงตั้งรัฐบาลช้า เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจ ชี้ขอการเมืองสงบ ไม่จุดกระแสม็อบ

21.05.23 | 13:09 น.

เอกชนห่วงตั้งรัฐบาลช้า เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจ ชี้ขอการเมืองสงบ ไม่จุดกระแสม็อบ

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นายธวัชชัย เศรษฐจินดา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามไทม์ไลน์ที่กำหนดในเดือนสิงหาคม หรือไม่ นั้น มองว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะเป็นปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจ เพราะระยะเวลาเลื่อนออกไป ทำให้รัฐบาลที่จัดตั้งแล้วเสร็จต้องจัดสรรงบใหม่ ซึ่งกว่าจะเสนอต่อสภา และมีการอนุมัติจะใช้เวลาขยายออกไป อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ช้ามาก เพราะตอนที่พิจารณางบ ช่วงเดือนนั้นจะเกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจ

และหากการเมืองไม่เกิดเสถียรภาพ หรือไม่ลงตัว สิ่งที่น่ากังวลคือจะเกิดการต่อต้าน และเกิดมีประชาชนลงถนนแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว และกระทบเศรษฐกิจหลัก เพราะปีนี้การส่งออกขยายตัวน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ไทยจึงมีการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่ถ้าเกิดปัญหาความวุ่นวายในประเทศจะทำให้การท่องเที่ยว และการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เลือกเข้ามาพักผ่อนในไทยเลือกที่จะไปประเทศอื่นแทน

“อยากให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว โดยเกิดความเห็นชอบจากทุกฝ่าย และพยายามเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง” นายธวัชชัยกล่าว

นายธวัชชัยกล่าวว่า สำหรับภาคเอกชนโดยหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารสัญจรในพื้นที่ 5 ภาคในประเทศไทย โดยได้จัดประชุมไปแล้วที่ภาคใต้ จ.ตรัง ขณะที่เดือนมิถุนายน จะประชุมที่ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี เดือนกรกฎาคม ภาคกลาง จ.กาญจนบุรี เดือนสิงหาคม ภาคเหนือ จ.ตาก และเดือนกันยายน ภาคตะวันออกเฉียงหนือ จ.นครพนม

Advertisement

ซึ่งการเจรจาส่วนใหญ่จะมีประเด็น 2 ลักษณะที่จะหารือในที่ประชุม 1.การพัฒนาที่เป็นระดับจังหวัด 2.การพัฒนาของกลุ่มจังหวัด ขณะนี้ส่วนของภาคกลางอยู่ระหว่างหอการค้าจังหวัดสรุปประเด็น เพื่อนำเสนอหอการค้าระดับภาค เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จจะส่งเรื่องให้เลขาธิการ หอการค้าไทย เพื่อรวบรวมประเด็นของภาคต่างๆ และจะมีการประชุมร่วมกัน 5 ภาค เพื่อทำการสรุปประเด็นและส่งต่อภาครัฐต่อไป

นายธวัชชัยกล่าวว่า ในส่วนของภาคกลางได้พิจารณาคร่าวๆ อาทิ 1.การช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และสตาร์ทอัพ ที่ยังต้องได้รับความช่วยเหลือ หรือประคองให้ธุรกิจดำเนินงานต่อไปได้ เพราะมีบางส่วนได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด และธุรกิจยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งอาจจะต้องมีการให้สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือ เพื่อเสริมสภาพคล่อง 2.การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องขับเคลื่อนต่อหลังจากได้นำเสนอไปแล้ว เช่น โครงสร้างพื้นฐานเรื่องการเชื่อมต่อทั้งระบบถนน และการราง หรือขนส่งสาธารณะอื่นๆ

และ 3.การกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่โดยภาคกลางได้จัดมหกรรมเจ้าพระยา-ป่าสัก Expo @ชัยนาท มีการออกบูธ ทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์จังหวัด การเกษตร และการท่องเที่ยว โดยนำร่องในกลุ่มภาคกลางตอนบน แต่จะใช้โมเดลนี้พัฒนาอีกกลุ่ม 3 กลุ่มของภาคกลาง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และดึงคนนอกพื้นที่เข้าร่วม ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งการค้า การท่องเที่ยว และสนับสนุนรายได้ในท้องถิ่นด้วย